|
Investment Planning
ธี ร ะ ภู่ต
ร ะ กู ล Asset Allocation Strategy Vol.1 กลยุทธ์การจัดสรรการลงทุน
เวลาที่มีการพูดคุยกันถึงเรื่องการลงทุน
คำถามที่เหล่าบรรดาที่ปรึกษาการลงทุนมักจะถูกถามกันบ่อยๆ
หนีไม่พ้นกับคำถามที่ว่าซื้อหุ้นตัวไหนดี หรือว่าหุ้นตัวไหนที่เขากำลังเล่นกัน
เข้าออกตอนนี้ดีมั้ย ตลาดจะวิ่งไปทางไหนจะเป็นหมีหรือกระทิงมากกว่าที่จะถามถึงเรื่องของการจัดสรรการลงทุน
ซึ่งอาจจะเป็นเพราะความเข้าใจในเรื่องการจัดสรรการลงทุนหรือการจัดสัดส่วนเงินลงทุนในพอร์ตของนักลงทุนทั่วไปยังคงคลุมเครือ
จนทำให้กลยุทธ์การจัดสรรการลงทุนถูกมองข้ามความสำคัญไป
ทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องที่นักลงทุนทั้งหลายจำเป็นจะต้องศึกษากันให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนที่จะเริ่มขบวนการการลงทุนทั้งหมดด้วยซ้ำไป
Brinson
Report
เพื่อยืนยันคำกล่าวนี้เราคงต้องขอยกเอารายงานของนักวิเคราะห์ที่มีชื่อเสียงสามท่าน
(โดยรายงานฉบับดังกล่าวได้ถูกตีพิมพ์ใน Financial
Analyst Journal เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 1986)
คือ แกรี่ บรินสัน (Gary Brinson) แรนดอล์ฟ
ฮูด (Randolph Hood) และกิลเบิร์ต บีบาวเวอร์
(Gilbert Beebower) ซึ่งได้ร่วมกันทำการศึกษาวิเคราะห์กลยุทธ์ในการลงทุนสามกลยุทธ์
ที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของผลตอบแทนการลงทุน
ซึ่งได้แก่การจัดสรรการลงทุน (Asset Allocation)
การหาจังหวะเข้าออกของตลาด (Market Timing)
และการเลือกหลักทรัพย์ (Stock Selection) โดยอาศัยการศึกษาข้อมูล
ของกองทุนขนาดใหญ่ถึง 91 กองทุน เก็บสถิติการลงทุนในตลอดช่วงระยะเวลา
10 ปี มาใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ ผลปรากฏว่า
90% ของผลตอบแทนจากการลงทุนมาจากการจัดสรรการลงทุน
(Asset Allocation) ที่อาศัยการจัดสัดส่วนเงินลงทุนในหุ้น
ตราสารหนี้ และเงินฝาก โดยกลยุทธ์ที่เหลืออีกสองแนวทางแทบจะไม่ค่อยมีความสำคัญมากนัก
อีกทั้งยังส่งผลในทางลบ และทำให้ผลตอบแทนการลงทุนเกิดความผันผวนมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำไป
การจัดสรรการลงทุน
(Asset Allocation) โดยพื้นฐานแล้วก็คือการกระจายการลงทุนของคุณในตลาดการลงทุนที่แตกต่างกันไป
ไม่ว่าจะเป็นหุ้น พันธบัตรตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์
หรือแม้กระทั่งการฝากเงิน (ตารางที่ 1) แต่อย่างไรก็ตามการที่จะค้นหาคำตอบสุดท้ายสำหรับการ
จัดสรรการลงทุนที่ถูกต้องและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มีวิธี ปฏิบัติด้วยกันหลายขั้นตอนเช่นกัน ซึ่งในฉบับนี้เราจะขอนำเสนอขั้นตอนต่างๆ
ทั้งหมด เพื่อให้ท่านได้นำไปลองศึกษาและนำไปใช้สำหรับการจัดสรรการลงทุนของคุณได้ในทันที
ขั้นตอนที่ 1 หาสัดส่วนของเงินสำรองเพื่อการฉุกเฉินกันก่อน
ซึ่งกรณีฉุกเฉินที่ว่าอาจจะเป็นการตกงาน หรือการถูกให้ออกจากงาน
หรืออาจจะเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นโดยที่คุณไม่เคยคาดคิดมาก่อน
ซึ่งเราจะสามารถประมาณการเงินก้อนนี้ได้จากการนำเอาค่าใช้จ่ายรายเดือนที่เกิดขึ้นจริงของคุณในแต่ละเดือน
คูณ 6 หรือถ้าพูดง่ายๆ ก็คือการกันสำรองค่าใช้จ่ายล่วงหน้า
เอาไว้หกเดือนนั่นเอง แต่สูตรการคำนวณนี้อาจจะถูกปรับลงได้บ้าง
หากคุณได้ถือประกันภัยหรือประกันชีวิตประกันสุขภาพเอาไว้บ้าง
หรืออีกกรณีหนึ่งหากคุณเป็นลูกจ้างประเภทที่มีความชำนาญการเป็นพิเศษ
หาคนมาแทนได้ยากจริงๆ หากตกงานก็หางานใหม่ได้ในทันที
เงินก้อนนี้ก็อาจจะปรับลงได้บ้างเช่นกัน
ขั้นตอนที่ 2 หาเป้าหมายหลักในการลงทุน ซึ่งเรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลจริงๆ
แต่โดยทั่วไปแล้วการหาเป้าหมายหลักของการลงทุน
ควรจะต้องนำเอาเรื่องของสถานะทางการเงิน แผนการสำหรับชีวิตในอนาคต
ความต้องการส่วนตัว และที่สำคัญก็คือ อายุ ซึ่งช่วงอายุของแต่ละบุคคลจะสามารถ
กำหนดเป้าหมายในการลงทุนรวมไปถึงกลยุทธ์การจัดสรรการลงทุนได้บ้างพอสมควร
โดยเราแบ่งช่วงอายุออกได้เป็น 4 ช่วงใหญ่ๆ คือ
ช่วงที่ 1 (Accumulation Phase)
เป็นช่วงของการเริ่มตั้งตัว ซึ่งเรามักจะพยายามหาเงินมาเพื่อเสริมเติมแต่งให้กับความต้องการในระยะสั้น
เช่น หาเงินดาวน์บ้าน ดาวน์รถ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องวางแผนการในอนาคตเอาไว้ด้วย
ซึ่งอาจจะเป็นการลงทุนเพื่อหาเงินเป็นค่าเล่าเรียนลูกในอีกหลายปีข้างหน้า
เพราะฉะนั้นในช่วงเวลานี้ที่ยังมีระยะเวลาในการลงทุนที่ยาวนาน
พอที่จะรองรับความเสี่ยงในเรื่องของความผันผวนของสภาวะตลาดได้
จึงอาจจะกำหนดการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงได้มากหน่อย
เพื่อหวังผลตอบแทนที่สูงเกินกว่าอัตราผลตอบแทนของตลาดโดยทั่วไป
ช่วงที่ 2 (Consolidation Phase) เป็นช่วงของการอยู่ตัว
ซึ่งผู้ที่อยู่ในช่วงอายุ ระหว่างนี้ หนี้สินที่สร้างเอาไว้ได้ถูกชำระจนเป็นไทแก่ตัวไปแล้ว
รายได้ที่ได้รับจากการทำงานตอนนี้มากกว่ารายจ่ายที่เกิดขึ้น
เพราะฉะนั้นเป้าหมายการลงทุนในช่วงนี้จะเป็นการหาเพื่อเก็บเอาไว้ใช้ในยามแก่เฒ่า
หรือไม่ก็เก็บเอาไว้ให้ลูกเป็นมรดกเสียเป็นส่วนใหญ่
ซึ่งนั่นก็หมายความว่าระดับเสี่ยงในการลงทุนน่าจะต้องลดลงมาจากในช่วงที่
1 แต่ในเมื่อระยะเวลาในการหารายได้ยังมีพอ กลยุทธ์การจัดสรรการลงทุนจึงอาจจะยังคงระดับความเสี่ยงเอาไว้บ้างก็ได้
ช่วงที่ 3 (Spending Phase) ช่วงของการใช้จ่าย
เป็นช่วงที่เราเลิกทำงานกันแล้ว ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นจะเป็นเวลาที่ต้องจ่ายอย่างเดียว
จึงจำเป็นอยู่เองที่เราจะต้องปรับเปลี่ยนการลงทุนให้มีความเสี่ยงน้อยที่สุด
เป้าหมายการลงทุนที่คน ในช่วงอายุนี้ตั้งเอาไว้
ก็คงจะเป็นแค่การลงทุนที่ทำให้ผลตอบแทนเอาชนะอัตราเงินเฟ้อได้ก็พอ
ช่วงที่ 4 (Gifting Phase) ช่วงของการให้ เมื่อถึงช่วงหนึ่งของอายุที่เรามีมาก
พอ มีเงินเก็บพอที่จะคุ้มครองเราได้ เมื่อยามที่เกิดเหตุฉุกเฉิน
คนเราควรจะต้องหันกลับมามองผู้อื่น แบ่งส่วนที่เกินนั้นให้กับญาติพี่น้อง
หรือมูลนิธิการกุศลต่างๆ กันบ้างเพื่อให้สังคมน่าอยู่ยิ่งขึ้น
เพราะฉะนั้นเป้าหมายในการลงทุนช่วงนี้จึงน่าจะเน้นในเรื่องของการลงทุนในส่วนที่ได้รับประโยชน์ทางภาษีเป็นหลัก
ถ้าหากเราดูจากตารางของคนที่อยู่ในช่วงอายุที่
1 และ 2 ซึ่งมีระยะเวลาในการลงทุนที่ยาวนาน
ควรที่จะต้องตั้งระดับการยอมรับความเสี่ยงให้สูงมากหน่อย
เพราะระยะเวลาจะช่วยทำให้ความผันผวนของตลาดลดความรุนแรงของผลกระทบที่มีต่อผลตอบแทนการลงทุนลงได้
และเมื่อผ่านพ้น ช่วงอายุนั้นมาแล้ว การลงทุนยังควรที่จะมีต่อไป
แต่ปรับเปลี่ยนระดับการยอมรับความเสี่ยงให้ต่ำลง
และลงทุนผ่านช่องทางการลงทุนที่เสี่ยงน้อยลง
เช่น พันธบัตร หรือไม่ก็ฝากเงิน
เมื่อเข้าใจช่วงอายุต่างๆ
ของเราแล้ว กลับมาที่ประเด็นที่เราพูดถึงกันในเรื่องของเป้าหมายในการลงทุนซึ่งพอจะแยกแยะออกเป็นเป้าหมายหลักๆ
ได้สองทางคือ
เป้าหมายในระยะสั้น
ซึ่งหมายถึงความต้องการที่อยากจะได้อยากจะมีในเร็ววัน
ยกตัวอย่างเช่น รถ บ้าน หรือไม่ก็ค่าเทอมลูก
ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นความต้องการในระยะสั้น
เพราะฉะนั้นช่องทางการลงทุนที่เราควรจะเลือกในการลงทุนเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายเหล่านี้จึงน่าจะเป็นช่องทาง
การลงทุนที่ไม่เสี่ยงมากจนเกินไป เช่น การซื้อพันธบัตร
ตราสารหนี้ที่มีช่วงอายุเวลาใกล้เคียงกับระยะเวลาที่เราต้องการให้เป้าหมายบรรลุผลเป้าหมายระยะยาว
ซึ่งโดยหลักการแล้วก็คือการที่เราวางเป้าหมายเอาไว้ว่า
เราจะมีความเป็นอยู่หลังเกษียณจากการทำงานได้อย่างมีความสุข
โดยเป้าหมายที่ว่านี้จะมีช่วงระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควร
และก็สอดคล้องกับการลงทุนที่สามารถยอมรับความเสี่ยงได้
เพราะระยะเวลาจะช่วย ทำให้ผลตอบแทนโดยรวมไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดในระยะสั้น
ขั้นตอนที่ 3 การรวบรวมและปรับแต่งนโยบายการลงทุนของตนเอง
โดยอาศัยข้อมูลต่างๆ ที่ได้มาไม่ว่าจะเป็นช่วงอายุของผู้ลงทุน
สถานะทางการเงิน และข้อจำกัดต่างๆ มารวมประกอบกัน
เพื่อกำหนดนโยบายการลงทุนที่สอดคล้องกันไป โดยแผนการลงทุนที่ดีจะต้องประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ
ในตาราง (2)
เพราะฉะนั้น
น่าจะกล่าวได้ว่านโยบายการลงทุนจะต้องประกอบไปด้วยเป้าหมายการลงทุน
ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และข้อจำกัดการลงทุนต่างๆ
อย่างไรก็ตาม
หากเรามองกันอย่างง่ายๆ ถึงผลตอบแทนที่คาดหวัง
เราอาจจะพอสรุปแนวทางหรือนโยบายการลงทุนได้
4 แบบด้วยกันคือ
แบบที่ 1 เงินลงทุนไม่หดหาย
ซึ่งฟังดูเข้าท่ามากสำหรับผู้ที่ไม่ชอบความเสี่ยงเอาเสียเลย
แต่ก็แน่นอนว่าต้องยอมรับผลตอบแทนที่ไม่มากนักด้วยเช่นกัน
ซึ่งอาจจะคาดหวังได้เพียงแค่พอเอาชนะอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีได้เท่านั้น
แบบที่ 2 อยากเห็นเงินต้นเพิ่มค่ามากที่สุด
ซึ่งเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้
และที่สำคัญก็คือ ต้องยอมให้เวลากับการลงทุน
มองกันให้ยาวนานสักหน่อย ก็อย่างที่บอกว่าระยะเวลาจะช่วยลดความผันผวนของตลาดลงได้
แบบที่ 3 คาดหวังผลตอบแทนที่มีมาให้เห็นเป็นช่วงๆ
มากกว่าที่จะรอให้เงินต้นเพิ่มค่าในอีกหลายปีข้างหน้า
เพื่อนำเอาผลตอบแทนมาเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน
แบบที่ 4 แบบผสม
ทั้งเงินต้นเติบโต แล้วยังได้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ
ซึ่งผลตอบแทนโดยรวมย่อมจะไม่มากไปกว่านโยบายการลงทุนในแบบที่
2 แต่ก็เสี่ยงน้อยกว่า ในขณะเดียวกันผลตอบแทนก้อนนี้ก็จะมากกว่านโยบายในแบบที่
3 แต่ก็เสี่ยงมากกว่าเช่นกัน
 |
เมื่อคุณตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกผลตอบแทนในแบบไหน
คุณก็ลองนำเอาแบบแผนที่คุณเลือกไปจับคู่เข้ากับช่องทางการลงทุนหรือหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ
ซึ่งเราได้นำมารวบรวมเอาไว้ใน ตาราง 3 แต่ถ้าหากยังรู้สึกสับสนหรือไม่แน่ใจว่าคุณเองน่าจะเลือกแบบไหนถึงจะเหมาะ
อยากจะขอให้ลองดูแบบตัวอย่างที่เรานำเสนอในตาราง
4-5 ประกอบไปด้วย
ขั้นตอนที่ 4
กำหนดระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้
ซึ่งนักลงทุนต้องใช้ข้อมูลต่างๆ มาประกอบกัน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอายุ สถานะทางการเงิน
หรือทรัพย์สินที่คุณมีอยู่ทั้งหมด รายได้ที่คาดว่าน่าจะได้รับจากการทำงาน
ประกันภัย ประกันชีวิตต่างๆ ที่คุณมี เงินสดในมือ
สภาวะทางครอบครัว เช่น บุตรกี่คน อายุเท่าไร
และที่สำคัญก็คือประสบการณ์ในการลงทุน แต่เพื่อที่จะทำให้อะไรๆ
มันง่ายขึ้น เราจึงได้จัดทำแบบสอบถามเพื่อที่จะช่วยให้คุณกำหนดระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้เอาไว้ด้วย
ซึ่งจะนำเสนอกันในฉบับต่อไป
แต่ถ้าหากขั้นตอนต่างๆ
ที่ผ่านมาดูจะยุ่งยากเกินไป เราก็มีวิธีง่ายๆ
ในการที่จะทำให้คุณสามารถจัดสรรการลงทุนของคุณได้อย่างง่ายๆ
โดยคุณเอา 100 ตั้ง ลบด้วยอายุของคุณ ผลลัพธ์ได้ออกมาเท่าไร
นั่นคือสัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่คุณจะลงได้
ดังตัวอย่างที่นำเสนอในตาราง
เช่น หากคุณอายุ
30 ปี ลบด้วย 100 ได้ 70 นั่นก็หมายความว่าคุณน่าจะลงทุนในหุ้น
70% อีก 30% ควรจะนำไปลงทุนในตราสารหนี้ต่างๆ
ซึ่งสัดส่วนที่ว่านี้ก็จะลดลงไปเรื่อยๆ เมื่อคุณมีอายุมากขึ้น
หรือกล่าวโดยสรุปก็คือการปรับเปลี่ยนการลงทุนโดยอาศัยนโยบายการลงทุน
ในแบบที่ 4 เป็นแบบที่ 5 มากขึ้น
อายุ หุ้น ตราสารหนี้
(ปี) (%) (%)
30 70 30
40 60 40
50 50 50
60 40 60
คำเตือนสำหรับวิธีนี้ก็คือ
การนำเอาเฉพาะอายุมาเป็นตัวกำหนดอาจจะไม่ถูกต้องนัก
ในเมื่อการจัดสรรการลงทุนที่เหมาะสมที่สุด จะต้องนำเอาข้อมูลหลายๆ
อย่างมาประกอบใน การพิจารณา เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ดีขอแนะนำให้ลองพิจารณาศึกษาดูวิธีการทั้งหมดก่อนที่จะเริ่มลงทุนดูจะปลอดภัยกว่า
ในโอกาสที่ปี
2004 เพิ่งจะเริ่มต้น คงยังไม่สายที่คุณจะลองพิจารณา
และเสาะหาแนวทางการลงทุนโดยอาศัยหลักการจัดสรรการลงทุนที่เหมาะสม
เพื่อที่จะทำให้โอกาสที่คุณจะสามารถบรรลุสู่เป้าหมายที่คุณวางเอาไว้
มีความเป็นไปได้มากขึ้น ในฉบับหน้าเราจะขอนำเสนอวิธีการที่คุณจะนำเอาระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้
มาพิจารณาเลือกลงทุนในช่องทางการลงทุนต่างๆ
ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่าลืมและติดตามในฉบับต่อไป
|