M&W
• Retirement
Investment Planning
Funds' Corner
• College Planning
Insurance
Money Matters
Debt
Legal Clinic
Marriage & Divorce
Inheritance
Money Tales
Money for Money 
M&W Quiz
Property
M&W Family Finance
Money Matters
Debt
Legal Clinic


Funds Corner
เ ส ก ส ร ร โ ต วิ วั ฒ น์ : เรื่อง Flexible Funds : Flavour of the Month
that Needs Careful Analysis
กองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่น : กองทุนยอดนิยมที่ต้องดูให้ดีก่อนซื้อ

     "กระจายการลงทุนในตราสารแห่งทุน ตราสารแห่งหนี้ และหรือเงินฝาก หรือ ตราสารอื่นตามที่สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนดตั้งแต่ ร้อยละ 0 ถึงร้อยละ 100 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ตามสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมกับ สภาวการณ์ในแต่ละช่วงเวลา"

     นโยบายการลงทุนที่เห็นชินตาในหนังสือชี้ชวน เสนอขายหน่วยลงทุน ของกองทุนรวมยอดฮิตอย่าง "กองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่น หรือ Flexible Fund"

     กองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่น มีนโยบายการลงทุนที่ให้อิสระกับผู้จัดการกองทุน ไม่มีข้อจำกัดเรื่องสัดส่วนการลงทุนขั้นสูงหรือขั้นต่ำ และผู้จัดการกองทุนสามารถเลือกประเภทตราสารการลงทุนได้อย่างเต็มที่ ต่างจากกองรวมประเภทอื่นๆ อย่างเช่น กองทุนรวมตราสารแห่งทุน (Equity Fund) มีข้อจำกัดเรื่องสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุน ที่เฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 แม้ภาวะเศรษฐกิจในช่วงนั้นจะเอื้อต่อ การลงทุนในหุ้นหรือไม่ก็ตาม หรือกองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ (Fixed Income Fund) ที่ห้ามลงทุนในตราสารประเภททุน และกองทุนผสม (Balance Fund) ที่มีนโยบายการลงทุนใกล้เคียงกับ Flexible Fund แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องสัดส่วนขั้นสูงและขั้นต่ำของการลงทุน

     เหตุนี้เองที่ทำให้บริษัทจัดการกองทุน (บลจ.) ต่างๆ นิยมออกกองทุน โดยกำหนดประเภทเป็น Flexible Fund เพื่อให้มีอิสระในการบริหารและกำหนดรูปแบบของกองทุนมากขึ้น ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ กองทุน รวมวายุภักษ์ 1 ซึ่งจดทะเบียนกองทุนเป็น Flexible Fund เช่นกัน
     ธรรมชาติของ Flexible Fund ผู้จัดการกองทุนจะเป็นผู้พิจารณาว่า ภาวะไหนควรลงทุนในตราสารประเภทใด หรือควรหลีกเลี่ยงตราสารแบบ ไหน และเลือกลงทุนให้เข้ากับสถานการณ์ เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับผล ตอบแทนมากที่สุดเท่าที่ควรจะได้ โดยจะถือว่าผู้ลงทุนที่ซื้อกองทุนประเภทนี้เชื่อมั่นในฝีมือของผู้จัดการให้สิทธิผู้จัดการกองทุนเป็นผู้ตัดสินใจ

     ในช่วงหลัง ไม่ว่า บลจ.จะมีนโยบายลงทุนแบบใด ก็นิยมจดทะเบียน กองทุนเป็น Flexible Fund ไว้ก่อน แม้วัตถุประสงค์ของการออกกองทุน จะเน้นการลงทุนบางประเภทเท่านั้น เช่น ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ ผลตอบแทนสูง ประชาชนกลับเข้ามาลงทุนให้กองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้น มากขึ้น กองทุนใหม่ที่ออกมาในช่วงหลัง จึงเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้น แต่มีไม่น้อยที่ บลจ. ตัดสินใจจดทะเบียนประเภทกองทุนเป็น Flexible Fund เพราะหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทำให้หุ้นตก และผู้จัดการ กองทุนเห็นว่าจำเป็นต้องลดการลงทุนในตลาดหุ้นลง ก็จะสามารถทำได้ ง่ายกว่า Equity Fund เนื่องจากนโยบายการลงทุนเปิดช่องไว้แล้ว
     หรือบางกองทุนตั้งขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกที่มีความเสี่ยงต่ำ ให้ประชาชน ที่ไม่ชอบความหวือหวา บลจ. ก็จะเลือกจดทะเบียนเป็น Flexible Fund แทนที่จะจดทะเบียนเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ เพื่อจะได้เลือกลงทุนใน หลักทรัพย์บางประเภทที่กองทุนตราสารหนี้ลงทุนไม่ได้ เช่น หุ้นกู้แปลง สภาพ และเป็นการเพิ่มโอกาสให้กองทุนในการสร้างผลตอบแทน โดย ไม่เสี่ยงมากนัก

     ด้วยเหตุนี้เอง จำนวนกองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่นจึงเพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็ว จาก 67 กองทุน ในช่วงต้นปีที่แล้ว (2546) เพิ่มเป็น 103 กองทุนในช่วงสิ้นเดือนพฤศจิกายน และมีความหลากหลายมากขึ้นทั้ง ในแง่นโยบายการลงทุน ความเสี่ยง และผลตอบแทน คือ มี Flexible Fund ที่เน้นลงทุนตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงและผลตอบแทนใกล้เคียงกับกองทุนตราสารหนี้มาก และมี Flexible Fund ที่เป็นเสมือน Equity Fund เพราะลงทุนในหุ้นเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

     เมื่อเปรียบเทียบดูผลตอบแทนระหว่าง Flexible Fund ด้วยกัน จะพบว่าต่างกันมาก เพราะบางกองทุนเน้นหุ้นเป็นหลัก ในภาวะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ดีอย่างปีที่แล้ว ผลตอบแทนจึงดีตามไปด้วย เห็นได้จาก เมื่อสิ้นไตรมาสที่ 3 ของปี 2546 มี Flexible Fund จำนวนมากที่ให้ ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีเกินกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กองทุนที่ เน้นลงทุนในตราสารหนี้ ย้อนหลังไป 1 ปี กลับได้ผลตอบแทนไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ แม้ว่าผลตอบแทนจะต่างกันมากแต่ก็ไม่สามารถบอก
ได้ว่า ผู้จัดการกองทุนไหนเก่งกว่ากัน เพราะกองทุนสองแบบนี้นำมา เปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะมีนโยบายการลงทุนต่างกันมาตั้งแต่แรก อยู่แล้ว

     ที่ต้องพิจารณาต่อมาคือ ในเมื่อกองทุน Flexible Fund บางกอง ไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ แล้วจะนำผลการดำเนินงานของกองทุน มาเปรียบเทียบกับดัชนีมาตรฐานได้หรือไม่

     คำตอบคือ เปรียบเทียบได้แต่ต้องนำนโยบายการลงทุนของกองทุน นั้น มาพิจารณาด้วย จะได้เลือกดัชนีมาตรฐานมาเปรียบเทียบได้อย่าง ถูกต้องเหมาะสม โดยทั่วไปดัชนีมาตรฐานของ Flexible Fund คือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ดัชนีราคาตลาดตราสารหนี้ และอัตราดอกเบี้ย เงินฝากประจำเฉลี่ยของ 3 ธนาคารหลัก คือ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ โดยต้องมีการถ่วงน้ำหนัก ตามสัดส่วน

     ตัวอย่างเช่น ถ้า Flexible Fund กองไหนมีนโยบายเลือกลงทุน เน้นหุ้นเช่นเดียวกับ Equity Fund การนำดัชนีมาตรฐานของ Flexible Fund มาเปรียบเทียบเพียงอย่างเดียวจะทำให้ผลตอบแทนของกองทุน ออกมาดีกว่าดัชนีมาตรฐาน ถ้าจะให้เหมาะควรเปรียบเทียบกับดัชนี ตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งเป็นดัชนีมาตรฐานของ Equity Fund จึงจะรู้ได้ว่ากองทุนนั้นมีผลตอบแทนสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่

     ในกรณีของ Flexible Fund ที่เน้นตราสารหนี้ หากนำมาเปรียบเทียบ กับดัชนีมาตรฐานของ Flexible Fund ย่อมแพ้เกณฑ์มาตรฐาน เพราะผลตอบแทนของตราสารหนี้ ในปัจจุบันต่ำมากเมื่อเทียบกับเมื่อ 4-5 ปี ที่ผ่านมา และดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่พุ่งสูงขึ้นมาก ทำให้ผลการ คำนวณดัชนีมาตรฐานของ Flexible Fund สูงกว่าผลตอบแทนของ กองทุนมากยิ่งขึ้น ดังนั้น กองทุนประเภทนี้ ควรนำมาเปรียบเทียบกับ ผลตอบแทนของดัชนีมาตรฐานของกองทุนตราสารหนี้มากกว่า

     ดังนั้น เพื่อให้การเลือกลงทุนในกองทุนรวม ถูกต้องและเหมาะสมกับคุณมากที่สุด เมื่อจะตัดสินใจลงทุน ควรเน้นที่ประเภทของตราสาร ที่กองทุนจะลงมากกว่าประเภทของกองทุน เช่น หากยอมรับความ เสี่ยงได้มาก อยากได้ผลตอบแทนมากๆ ก็อาจเลือกลงทุนใน Flexible Fund บางกองได้ ไม่จำเป็นต้องเป็น Equity Fund อย่างเดียว ขณะเดียวกันผู้ที่เลือกลงทุนใน Flexible Fund เพราะต้องการการลงทุน ที่มีความยืดหยุ่นมาก ให้อิสระและให้สิทธิผู้จัดการกองทุนตัดสินใจแทน ควรดูว่า Flexible Fund กองใดที่มีนโยบายอย่างที่ต้องการ ไม่ใช่ลงทุนใน Flexible Fund ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเน้นหุ้น หรือตราสารหนี้ เพียง อย่างเดียว ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้เกิดความผิดพลาดในการเลือกลงทุน เพราะจริงๆ แล้วคุณสามารถเลือกประเภทการลงทุนได้




 เครื่องมือการวางแผน
 วิธีหา Net Worth
 วิธีจัด Portfolio
 ค้นหากองทุนรวม
 Bond Calculator
 Saving Calculator