M&W
• Retirement
Investment Planning
Funds' Corner
• College Planning
Insurance
Money Matters
Debt
Legal Clinic
Marriage & Divorce
Inheritance
Money Tales
Money for Money 
M&W Quiz
Property
M&W Family Finance
Money Matters
Debt
Legal Clinic


College Planning
สุ ร พ ล ธ ร ร ม ร ม ดี : เรื่อง
อ นุ ต ร ป ล อ ด ท อ ง อ นั น ต์ พิ ศ า ล สุ ท ธิ กุ ล : ภาพ
Alternative Choices for Parents: Roong-Aroon & Wansawangchit Schools
โรงเรียนทางเลือก:รุ่งอรุณและวรรณสว่างจิต

     พูดกันมากสำหรับระบบการศึกษาสมัยใหม่ที่ให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ แต่ในทางปฏิบัติมีสิ่งที่ต้องปรับปรุงอีกมาก โดยเฉพาะวิธีคิด วิธีจัดการปัญหาของครูและผู้ปกครอง โรงเรียนรุ่งอรุณและโรงเรียนวรรณสว่างจิต เป็นสองโรงเรียนที่ให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ ในระบบการศึกษาใหม่ที่มีครูและผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญในกระบวนการ

เลือกโรงเรียนกันอย่างไร?
     อนนต์ ลลิตนันทวัฒน์ เด็กประถมที่เรียบร้อยและใฝ่เรียน บ้านกับโรงเรียนใช้เวลาเดินแค่ห้านาที ซึ่งเขาก็ไปโรงเรียนแต่เช้าตรู่ เพื่ออ่านหนังสือเตรียมเรียน หลังอาหารเที่ยงในช่วงพักกลางวันเขาจะกลับห้อง เรียนทำการบ้าน และในช่วงเย็นเขาเลือกทำการบ้านมากกว่าเตะบอลกับเพื่อน

เด็กเรียนแบบนี้ยังมีอะไรที่น่าห่วงอีกหรือ?

     แต่ เอนก ผู้พ่อกลับห่วงลูกชายคนโตคนนี้ รวมถึงลูกสาวคนรอง และลูกชายคนสุดท้อง ที่ใช้ชีวิตในรั้วโรงเรียนเหมือนสมัยที่เขายังเด็ก เขาพบว่า ระบบการเรียนแบบนี้ให้ผลผลิตที่มีปัญหา เพราะจากที่เคยสัมภาษณ์นักศึกษาปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์หลายคน เพื่อทำงานในโรงงานผลิต เครื่องจักรเพื่อใช้ในโรงงาน เขาพบว่าเด็กเหล่านี้ไม่เป็นผู้ใหญ่สมวัย ยังขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และไม่กล้าแสดงออก เพราะในที่ประชุมเด็กพวกนี้มักนั่งเงียบ คอยแต่ตามความคิดของหัวหน้างานเท่านั้น เขาจึงหวั่นใจและคิดว่าลูกๆ ของเขาคงถูกปั๊มออกมาแบบเดียวกันจากระบบการศึกษาแบบเดิม

     เขาจับเข่าคุยหารือกับภรรยา นำไปสู่การตัดสินใจครั้งใหญ่ของครอบครัว ย้ายลูกทั้งสามสู่โรงเรียนทางเลือกใหม่ คนโตไปเข้าโรงเรียนรุ่งอรุณ ส่วนน้องสองคนเข้าโรงเรียนวรรณสว่างจิต

     ช่วงแรกอนนต์นึกสงสัย โรงเรียนอะไร ไม่เห็นจะเรียนอะไรเลย แต่ไม่ช้าเขาก็สนุกกับการเรียนรู้ร่วมกับเพื่อน แต่เขายังต้องฝึกความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ และกระตุ้นให้ตัวเองกระตือรือร้นขึ้นอีก

     ผ่านไปสองปี...บัดนี้ อนนต์ อยู่ชั้นมัธยม 1 รุ่งอรุณ ส่วนสองคนน้อง เรียนประถม 3 และ 2 ที่ วรรณสว่างจิต การที่เด็กทั้งสามได้เรียนผ่าน กิจกรรมและการทำงานเป็นทีมนี้ เอนกประเมินให้ฟังว่าช่วยฝึกให้ลูกของ เขา มองตนเองเป็นส่วนหนึ่งของทีม รู้จักทำงานร่วมกับคนอื่น เรียนรู้ที่จะช่วยเหลือกัน และพูดคุยเมื่อมีข้อขัดแย้ง อีกทั้งยังรู้จักค้นคว้า และนำเสนอผลงานอีกด้วย แล้วยังได้เล่นกีฬาอย่าง รักบี้ และฟุตบอล เพราะฉะนั้น ลูกได้ครบ ร่างกาย สติปัญญา และจริยธรรม

     จากตัวอย่างข้างต้น เป็นที่ประจักษ์ว่าโรงเรียนทางเลือก อย่างรุ่งอรุณ และวรรณสว่างจิต แตกต่างจากโรงเรียนในระบบเดิม

โรงเรียนระบบเดิม
1. รับข้อกำหนดจากกระทรวงศึกษาฯ ทั้งหลักสูตร เนื้อหา และตำราเรียน
2. เน้นการเรียนเขียนอ่าน วิชาการ
3. เน้นการเรียนรู้จากการสอนของครูหน้าห้องเรียนเป็นส่วนใหญ่
4. เรียนเนื้อหามาก เน้นท่องจำ และเรียนแยกวิชาออกจากกัน
5. จำนวนนักเรียนต่อครูประจำชั้นมากกว่า 30 - 50 ต่อ 1

โรงเรียนทางเลือก
1. รับหลักสูตรจากกระทรวง แต่มีอิสระริเริ่มสร้างสรรค์ในการจัดทำเนื้อหา วิธีการสอน และตำรา เรียน
2. เรียนทั้งวิชาการ ทักษะการใช้ชีวิต และการทำงานเป็นทีม
3. เริ่มจากความสนใจใฝ่รู้ของผู้เรียนและเรียนผ่านการลงมือทำจริงด้วยกิจกรรม กลุ่มการศึกษา ภาคสนาม ค้นคว้าวิจัย
4. ปรับลดเนื้อหาให้สมวัย เน้นการ เข้าใจจริงและรู้จักสังเคราะห์ เชื่อมโยงความรู้
5. จำนวนนักเรียนต่อครูประจำชั้นประมาณ 25 ต่อ 2

     และจากตารางเปรียบเทียบนี้ จะเห็นว่าโรงเรียนทางเลือกมีข้อดีกว่าโรงเรียนในระบบเดิม เพราะสอดคล้องกับเป้าหมายการศึกษาที่เน้นจะพัฒนาคนไทยให้มีศักยภาพสูง เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจสติปัญญา ความรู้ คุณธรรม วัฒนธรรมในการดำรงชีวิต และอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข การเลือกส่งลูกเข้าโรงเรียนทางเลือก สะท้อนความ คิดพื้นฐานของพ่อแม่ที่มุมมองต่อการศึกษาของลูกต่างไปจากเดิม ซึ่งสอด คล้องกับการปฏิรูปการศึกษาสมัยใหม่

     สำหรับโรงเรียนทางเลือก ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก โดยมีอิทธิพลสูงมากในฐานะครูคนแรก และเป็นคู่หูของครูในการดูแลพัฒนาการของเด็ก โรงเรียนทางเลือกจึงต้องสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กให้กับผู้ปกครองด้วย เช่น จัดปฐมนิเทศ เปิดโอกาสให้ครูและผู้ปกครองได้พบปะพูดคุยกันในช่วงส่งหรือรับลูกทุกวัน อีกทั้งมีการประชุมพบปะกันประจำภาค สนับสนุนให้มีชมรมผู้ปกครองเพื่อจัดกิจกรรมเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครอง กันเองและคณะครู และยังเปิดโอกาสผู้ปกครองเป็นอาสาสมัคร ช่วยครู ดูแลเด็กๆ ในห้องเรียน ทั้งนี้ก็เพื่อให้บ้านและโรงเรียนเกื้อกูลหนุนเสริมกัน

      โรงเรียนทางเลือกอาจเป็นคำตอบสำหรับอนาคตลูกของพ่อแม่บางคน แต่ยังมีพ่อแม่อีกมากที่ส่งลูกเข้าเรียนในระบบเดิม เพราะพ่อแม่เข้าใจว่าโรงเรียนคือสถานที่ ที่ลูกได้เล่าเรียนเขียนอ่าน มีบรรยากาศที่ทำให้ลูกใฝ่เรียน ยิ่งโรงเรียนมีชื่อเสียงเป็นเลิศด้านวิชาการด้วยแล้ว ต้องเสียค่าแป๊ะเจี๊ยะมากแค่ไหนก็ยอม

ที่เป็นเช่นนี้เพราะพ่อแม่คิดจากประสบการณ์ของตน ความคิดที่ว่า การเรียน คือการศึกษาวิชาการอันจะเป็นอาวุธที่จะต่อสู้ ให้ได้มาซึ่งฐานะการงานและชีวิตที่มั่นคง โรงเรียนในระบบเดิมจึงยังคงอยู่แม้จะมีกระแสการปฏิรูปการศึกษา กระตุ้นให้ปรับเปลี่ยน แก้ไขจุดอ่อนบ้างก็ตาม และเมื่อมีคำถามว่า ทำไมโรงเรียนจึงไม่ปฏิรูปการเรียนการสอน คำตอบ ที่ได้คือ ผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่ยินยอม
สาเหตุอีกประการที่พ่อแม่เลือกให้ลูกเรียนโรงเรียนในระบบเดิม คือ ค่าเทอม เพราะทั่วไปค่าเทอมของโรงเรียนทางเลือกจะสูงกว่า ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายสำคัญอยู่ที่ค่าจ้างของครู ที่ต้องมีทั้งปริมาณและคุณภาพที่ได้สัดส่วนเหมาะที่จะดูแลเด็ก ซึ่งในการนี้ต้องมีการพัฒนาบุคลากรทั้งด้านวิธีคิดและวิธีทำงานอย่างต่อเนื่อง และยังมีค่าใช้จ่ายด้านวัสดุอุปกรณ์ในการทำกิจกรรมกลุ่ม และการฝึกภาคสนามอีกด้วย ซึ่งเมื่อเทียบกับโรงเรียนในระบบเดิม ที่ค่าเทอมถูกกว่าก็เพราะสัดส่วนครูกับนักเรียนด้อย กว่า ค่าใช้จ่ายในการเรียนน้อยกว่าเพราะเรียนจากครูที่หน้ากระดานดำ ใน แง่นี้ธุรกิจโรงเรียนแบบเดิมน่าจะทำกำไรดี เพราะรับนักเรียนได้มากกว่า มองในแง่ผู้บริโภค พวกเขาก็ได้ของตามราคาที่จ่ายไป (You’ีve got what you pay.)
เพราะโรงเรียนทางเลือกมีจำนวนน้อยกว่าโรงเรียนในระบบมากเช่นนี้ ที่น่าคิดคือหากโรงเรียนทางเลือกคือโรงเรียนที่สอดคล้องกับทิศทางการปฏิรูปการศึกษาอย่างที่คิดกัน สิ่งที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนต้องช่วยกัน คือหาทางทำให้เกิดโรงเรียนทางเลือกที่ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้นในอนาคต

ทัศนะของผู้ร่วมสร้างโรงเรียนทางเลือก
อาจารย์นลินี มัคคสมัน-ผู้อำนวยการโรงเรียนวรรณสว่างจิต
     ความเข้าใจของพ่อ-แม่ & ผู้ปกครองเป็นสิ่งสำคัญ
     พ่อแม่ที่ส่งลูกมาเรียนควรมีวิธีคิดที่เปิดกว้าง ไม่ยึดติดกับสิ่งเดิมๆ ยอมรับสิ่งใหม่ และหามุมมองที่แปลกออกไป ไม่ตามกระแส การนำลูกมาเรียนโรงเรียนทางเลือกพ่อแม่ต้องเข้าใจเป้าหมายการสร้างคน ไม่เช่นนั้นพ่อแม่จะเป็นฝ่ายทุกข์ใจเสียเอง พ่อแม่ที่ไม่เข้าใจจะมองบางมุม โดยเปรียบเทียบกับเด็กที่เรียนในโรงเรียนระบบเดิม คิดว่าลูกคิดเลขได้หรือยัง ลายมือสวยหรือเปล่า ซึ่งสอนให้เด็กทำอย่างนั้น แต่ถ้าพ่อแม่เข้าใจเป้าหมายของโรงเรียน ใจเย็น ค่อยๆ ดูการเติบโตทางความคิด การแก้ปัญหา การใช้ชีวิตของลูก เข้าใจลูกและเข้าใจโรงเรียนด้วย
      โรงเรียนเราเรียนตรงนั้นน้อยกว่า ไม่ได้มีแบบฝึกหัดเยอะ แต่ในกรณี คณิตศาสตร์ เด็กจะเข้าใจวิธีคิด ที่มาที่ไปของระบบคิดในคณิตศาสตร์สูงมาก เทียบกับการเรียนเนื้อหาแบบฝึกหัดเยอะๆ เรียนคำตอบสำเร็จจากครู พอสอบผ่านไป เด็กทิ้งไปแล้ว ความจำตรงนั้นมันจะเหลือกากอะไรเป็นประโยชน์ติดตัวเขาไปบ้าง เทียบกับเรียนแบบนี้ คิดงานกลุ่ม วางแผนด้วยกัน เป็นการเสริมวิธีคิด การทำงานร่วมกัน ได้ทั้งกระบวนการกลุ่ม และการคิดช่วยเหลือกันได้ ได้พูดคุยฝึกวิจารณ์แลกเปลี่ยนความเห็น เนื้อหาวิชาการก็ได้ มีการค้นคว้า แล้วทำงานถึงขั้นเอามานำเสนอให้คนอื่นได้ชมด้วย คำอธิบายจากอาจารย์นลินี มัคคสมัน ผู้อำนวยการโรงเรียนวรรณสว่างจิต

     ส่วนที่พ่อแม่คิดว่าการศึกษาคือการเรียนเพื่อให้ลูกมีวิชา มีอาชีพ แต่ แนวคิดของโรงเรียนวรรณสว่างจิต คิดว่า เรื่องใหญ่ที่สุดคือการสร้างวิธีคิด หมายถึงมองภาพรวมของสิ่งต่างๆ รู้จักคิดวิเคราะห์ และนำมาใช้แก้ปัญหาชีวิตของตน การเรียนคือการรู้จักตนเองและคนอื่น รู้จักโลกและสังคม วิชาการคือส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต ท่านพุทธทาสบอกว่า การศึกษาไทยเหมือนหมาหางด้วน เรียนแต่เขียนอ่าน แต่ที่ถูกแล้ว มันคือการสร้างคน

     อาจารย์นลินีบอกว่า เดิมทีมีชีวิตสองด้าน ชีวิตในบ้านมีพ่อแม่ปู่ย่าตายายอยู่ด้วยกัน วิธีคิด การดำเนินชีวิตถ่ายทอดกันมารุ่นต่อรุ่น ในสังคมเพื่อนบ้านเรียนรู้ซึ่งกันและกัน บทบาทของโรงเรียนไม่มากเหมือนปัจจุบัน ที่ครอบครัวแทบจะไม่เป็นครอบครัว พ่อแม่ก็ทำงานตัวเองไป โรงเรียนรับหน้าที่ดูแลลูกไป บางบ้านโรงเรียนรับมาเต็มร้อย นอกจากนี้สมัยก่อน เรียนกันที่วัด ก็ได้คุณธรรมจริยธรรมแถมมาด้วย

      แต่เดี๋ยวนี้ บ้านก็ไม่เป็นบ้าน แล้วใครจะสร้างคน ถามว่าผลผลิตของ สังคมตอนนี้เป็นอย่างไร พ่อแม่อยู่ในกระแสการแข่งขัน มีลูกก็รักลูกมาก ลูกกังวลอะไรก็กังวลตาม ลูกพูดอะไรก็ถูกหมด มองไปไม่ถึงลูกชาวบ้าน ไม่ได้มองว่าลูกคนอื่นเหมือนลูกเหมือนหลาน คิดถึงแต่เฉพาะลูกเรา บางทีสอนลูกไม่ให้คบเพื่อนที่มาทำร้าย สอนลูกว่าถ้าเพื่อนตีมาให้ตีกลับ นี่เป็น เรื่องที่เราต้องพยายามอดทนให้ความรู้พ่อแม่Ž นั่นคือหน้าที่อีกอย่างของโรงเรียนทางเลือก

     นำเสนอเท่านั้น พ่อแม่จะเลือกอย่างไรก็แล้วแต่เขา โรงเรียนไม่สามารถเผด็จการได้ เพราะมันเป็นวิถีชีวิตของแต่ละครอบครัว แต่ถ้าครอบครัวกับโรงเรียนไม่ไปทางเดียวกัน จะมีผลต่อเด็ก และถ้าพ่อแม่ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมรับรู้และร่วมกันสอนเด็กด้วย ก็จะกลายเป็นว่าลูกมีปัญหาอะไรก็มาลงที่ครู เราจะบอกว่าคุณเลี้ยงลูกมาอย่างไร ก็พูดยาก แล้วจะไม่เข้าใจกัน คำอธิบายของอาจารย์นลินี

     ซึ่งปัญหานี้ในต่างประเทศแก้ได้ ซึ่งเธอยกตัวอย่างโรงเรียนในต่างประเทศ อย่างโรงเรียนวอลดอร์ฟ จะทำงานกับผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด ยิ่งเป็นชั้นเด็กเล็กพอพ่อแม่ส่งลูกแล้ว พ่อแม่จะเข้าชั้นเรียนที่ทางโรงเรียนจัดไว้ให้ ซึ่งได้เรียนรู้พัฒนาการเด็กร่วมกับครู ทำให้เกิดความเข้าใจในทางเดียวกัน แต่ที่เขาทำอย่างนี้ได้เพราะพ่อหรือแม่ที่มีลูกตั้งแต่เล็กถึงสามขวบ เขาลาเลี้ยงลูกได้ จึงมีเวลาเลี้ยงดูลูก

อาจารย์ประภาภัทร นิยม-ผู้อำนวยการโรงเรียนรุ่งอรุณ
     การพัฒนาและเรียนรู้ของครู เป็นกลไกสำคัญของการศึกษา
     อาจารย์เล่าว่า โรงเรียนรุ่งอรุณ บริหารการศึกษาตามธรรมชาติของผู้เรียน จึงเปิดกว้างรับรู้และนำเทคนิควิธีการสอนดีๆ มาใช้กับเด็ก

     ครูต้องมีความเข้าใจธรรมชาติของเด็ก การจะทำอย่างนั้นได้ ต้องเริ่มจากการเข้าใจธรรมชาติของตัวเราก่อน เลยกลับมาศึกษาตัวเอง ก็ปรากฏว่าวิชาที่จะเปิดเผยเรื่องนี้ และทำได้ตรงที่สุดก็คือพระพุทธศาสนา ก็เลยพบว่าโรงเรียนเดินตามแนวนี้มาโดยไม่รู้ตัว มาชัดเจนเมื่ออ่านหนังสือของท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก ที่ท่านเขียนแนวการศึกษาไว้ และได้ปรึกษาหารือ ก็เพิ่มความชัดเจนขึ้นอีก จนออกมาเป็นแนวทางโรงเรียน วิถีพุทธ

     โรงเรียนรุ่งอรุณ จึงเป็นโรงเรียนทางเลือกแห่งแรกๆ ที่หาแนวทางการ เรียนการสอนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับเด็กและสังคมไทย

      เป็นการเรียนการสอนที่อยู่ในวิถีชีวิต และสภาพแวดล้อม จะเทียบ กับโรงเรียนอื่นๆ คงยาก บางโรงเรียนมีข้อดีของตน อย่างโรงเรียนแนว มอนเตสซอรี่มีแนวทางที่เข้าใจธรรมชาติของเด็ก ถึงขั้นแบ่งตามเกณฑ์อายุ เราเคยลองทำ แต่ถ้าลองทำไปเรื่อยๆ เราจะไม่เข้าใจตัวเอง จะรู้แต่เทคนิค พอมีสถานการณ์จริงที่เราต้องเผชิญ รอเรียนเทคนิคก็ไม่ทัน ต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเราเอง

     ยกตัวอย่าง ถ้าเด็กมีความซับซ้อน อยู่บ้านอย่างหนึ่ง อยู่โรงเรียนอีกอย่างหนึ่ง แล้วครูมองไม่ออกบอกว่าเด็กโกหก แต่จริงๆ แล้วเด็กไม่ได้โกหกเพื่อเอาประโยชน์อะไร แค่สร้างเรื่องจากจินตนาการแล้วตัวเองอยู่ในเรื่องนั้น ซึ่งถ้าครูไม่สังเกตจริงๆ ก็บอกไม่ได้ว่าเด็กเป็นอะไร หากบอก ผู้ปกครองก็จะเข้าใจผิด กลายเป็นว่าครูว่าลูกเขาช่างโกหก ซึ่งที่จริงคือเด็กเขามีโลกสองใบ มีบุคลิกภาพสองแบบ แบบนี้วิชาแบบของมอนเตสซอรี่ก็ไม่พอ ต้องมีทักษะพิเศษของมนุษย์ ที่สามารถสังเกตและเข้าใจมนุษย์คนอื่น ถ้าครูไม่ได้ฝึกทักษะนี้ ก็ไม่สามารถดูแลปัญหานี้ได้ อ.ประภาภัทร อธิบาย และเสริมว่ากรณีอย่างนี้เกิดขึ้นมาก ที่จะฝึกฝนครูของเรา จึงไม่ใช่แค่เทคนิคทางการศึกษา แต่มันเป็นทักษะและประสบการณ์ ความรู้เกี่ยวกับชีวิตของตัวครูเอง เพื่อที่จะไปเข้าใจชีวิตคนอื่น และจุดนี้เองที่ทำให้ โรงเรียนรุ่งอรุณ ต่างจากโรงเรียนอื่น

     ดังนั้น นอกจากจะดูแลนักเรียนแล้ว อาจารย์ต้องดูแลครูด้วย ถ้าเห็นครูเดินหน้าแห้ง หน้าเหี่ยว ก็ต้องถาม ช่วยกันคิด อาจารย์เองก็จะถ่ายทอดความคิด ประสบการณ์ การเข้าใจมนุษย์ให้กับครู เพื่อให้มีทักษะเพิ่มเพื่อนำไปใช้ดูแลเด็ก เราก็ทำงานกันในลักษณะนี้ มองในแง่พุทธ ก็คือการสร้างความเป็นกัลยาณมิตรที่แท้ระหว่างผู้บริหารกับครู และระหว่างครูกับเด็ก อาจารย์ประภาภัทรบอก

     ครูที่เข้ามาใหม่ต้องเรียนรู้ เข้าใจแล้วก็ลงมือทำ ติดขัดตรงไหนเราช่วย บางคนติดขัดมากเพราะการเรียนการสอนแนวนี้เรียกร้องความรู้ความเข้าใจในตัวเองที่ชัดเจน แต่พอคนเราเห็นตัวเองชัดเจนแล้ว จะพบว่าน่าเกลียดมาก ก็ตกใจ ทีนี้ โทษจ้าละหวั่นเลย ปิดสิ่งที่ตัวเองรู้ เก็บเงียบ แล้วโทษชาวบ้านไปทั่ว กลายเป็นพาล อย่างนี้ก็อยู่ไม่ได้ แต่คนดีเยอะกว่า ต้องทำไปตามความเป็นจริง ถามว่าระบบรุ่งอรุณไปทำที่อื่นได้มั้ย ถ้ามองเป็นชุดความรู้สำเร็จรูปก็ไม่ใช่แล้ว รุ่งอรุณก็เก็บเล็กผสมน้อยจากที่อื่นมาเหมือนกัน อาจารย์ประภาภัทรบอกเล่าประสบการณ์การจัดการเรียนการสอนของรุ่งอรุณ

บทเรียนบทใหญ่ คือครูต้องเข้าใจตัวเองให้ได้ก่อน ทุกวันนี้ยังต้อง สอนครูเรื่องนี้ สอนเองบ้าง พาไปให้คนอื่นสอนบ้าง ไปปฏิบัติธรรมบ้าง หลายวิธี อย่างเมื่อเช้าเราสอนกันมานาน ให้ครูอ่านหนังสือเล่มเดียวกัน คนละบท แล้วมานำเสนอ และอภิปรายกัน แต่ละคนคิดอย่างไร ตอนนี้ ให้ครูเลือกบทความจากหนังสือพิมพ์แล้วมาแลกเปลี่ยนกัน มีครูนำบทเรื่องเด็กระยองรวมกลุ่มเลี้ยงสุนัขบางแก้วขาย หารายได้เรียนหนังสือ ก็ คุยกัน เขาก็ได้คิดเชื่อมโยงกันไป จากเลี้ยงสุนัขมีหลายแบบ เลี้ยงเป็นลูก อุ้มมาเลย มาชื่นชม เราถามว่าเพราะอะไร เขาบอกเมตตา เมตตาก็ดี แต่เราเมตตาไปเพื่ออะไร การชื่นชมประคบประหงมเป็นภาระ บางทีเรายังไม่เลี้ยงลูกเราดีขนาดนั้น บางครอบครัวยังไม่มีอันจะกินที่จะเลี้ยงลูกให้ดีขนาดนั้น ทำแบบนี้เกินกว่าเหตุหรือไม่...เอ..เกินไปเหมือนกันนะ แล้วเกินตรงไหน อะไรเป็นตัววัด ก็ถามว่าที่เลี้ยงลูกสุนัข รู้สึกอย่างไร เขาก็บอกว่าผูกพัน มีความสุข ทีนี้เป็นไปได้มั้ยว่า เราเลี้ยงเพราะเราหาความสุข ไม่ได้เมตตาอย่างเดียวหรอก เราต้องการความสุข ให้ตัวเราเองด้วย ถ้าไม่ได้ตรงนี้คงไม่เลี้ยงมัน พูดอย่างนี้นี่ก็เกิดความเข้าใจ ความอยากได้ความสุข มนุษย์ทุกคนจะเป็นอย่างนี้แหละ ชอบความสุข ถ้าเป็นความทุกข์แม้สักนิดเดียวจะไม่ชอบเลย จะผลักไส อันนี้คือ อยากจนกระทั่งทำเกินกว่าเหตุจนเราก็ไม่รู้ตัว แล้วที่เราเป็นเช่นนั้น ก็เพราะเราไม่รู้ตัว เกิดหลงอยากได้ ถ้าเราไม่รู้เนื้อรู้ตัว เราก็คงอยากได้สารพัดไม่มีที่สิ้นสุดเลย แล้วทำอย่างไรถึงจะรู้เนื้อรู้ตัว คุยกันแบบนี้ ที่จริงก็คุยกันเรื่องพุทธศาสนา โดยไม่ได้ซีเรียส ถ้าใช้คำบาลีก็บอกเขาบ้างว่าเรียกอย่างนี้ เขาก็จะเริ่มเข้าใจตัวเองมากขึ้นๆ เธอบอกถึงฉากหนึ่งในหลายฉากการสอน

     ทำแบบนี้กับครูก็จะมีผลต่อเด็ก พอครูเขาเริ่มรู้เนื้อรู้ตัวมากขึ้น เขาจะเข้าใจ เขาจะมีตาที่จะสังเกตอาการ สีหน้า แววตา ความรู้สึกคับข้องใจ ของเด็ก หรือการละล้าละลังของเด็ก และจะเริ่มรู้วิธี หาที่มาที่ไปยังไง นี่คือเรื่องที่สำคัญมาก

พ่อแม่ได้กำไร เรียนรู้ระบบ/วิธีคิดของรุ่งอรุณ
     การพยายามทำให้โรงเรียนเป็นวิถีชีวิต อย่างการให้เด็กทำอาหารกลางวันกันเอง โดยเด็กมัธยมปลายจะทำทุกวัน เรื่องนี้ผู้ปกครองบางคนก็ไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าเสียเวลาเรียน แต่นานเข้าก็เห็นผลที่เกิดกับตัวลูกๆ ทำให้ยอมรับมากขึ้น ส่วนเด็กเองแรกๆ ก็เบื่อ แต่นานไปก็ช่วยฝึกให้ไม่เลือกอาหาร เพราะลงมือทำเอง จ่ายตลาดเอง คนที่กินก็มีบ้างที่บ่น แต่ทนกิน เพราะถึงตาตัวเองทำ คนอื่นต้องอดทนกินเหมือนกัน ก็เกิดความอดทน ยับยั้งชั่งใจ เผื่อใจถึงคนอื่นมากขึ้น งานล้างก็เป็นงานใหญ่ บางทีก็ทะเลาะกัน หาว่ากินแรงกัน ก็จะมาพูดคุยว่า คิดกันอย่างไร แล้วจะค่อยๆ คลี่คลาย ทุกคนมีโอกาสใช้สติปัญญาใคร่ครวญ เมื่อเผชิญสถานการณ์ต่างๆ อย่างนี้บางทีผู้ปกครองก็มองไม่เห็น อาจารย์ ประภาภัทรพูดถึงประโยชน์ที่เด็กได้

     หรือกรณีชกต่อย พ่อแม่จะเดือดเนื้อร้อนใจมาก ก็เข้าใจได้ ทีนี้ หน้าที่ของครูคือพาเด็กย้อนกลับไปมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พอได้ทบทวนเขาจะเห็นสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นเอง ที่สำคัญ ครูต้องอดทน ถ้าผู้ปกครองโวยวายก็ปล่อยให้โวยไป พาเด็กกลับไปทำความเข้าใจสถานการณ์ คนถูกรุมที่เคยอ่อนแอก็ต้องลุกขึ้นมาสู้ ใครจะสู้แทนได้ล่ะ สภาพสังคมที่เป็นจริงเป็นอย่างนี้ จะมาตามปกป้องลูกตลอดได้ที่ไหน เธอยกอีกตัวอย่าง

     ที่ถามอยู่บ่อยๆ จากพ่อแม่ คือวิชาความรู้มากมายต้องแข่งขัน แต่ที่เรียนกันนี่จะไปสู้เขาได้อย่างไร ก็บอกว่าเด็กของเราแข่งได้ วิชาการที่ใช้ไปแข่งนี่ เรียนง่ายจะตาย แต่วิชาชีวิตซิยากกว่า เด็กโรงเรียนอื่นที่ว่าเก่งนัก ก็เห็นติวกันทั้งโรงเรียน เด็กเราก็ติวให้ที่โรงเรียนนี่แหละ ติวอย่างรู้เท่าทันว่าจะเอาแค่ไหน และเพื่ออะไร โดยเด็กต้องรู้จักตัวเองก่อนว่า พิกัดตัวเองอยู่แค่ไหน จะเลือกเรียนอะไรต่อ เน้นติวอะไรเป็นหลัก อะไรเป็นรอง ไม่ติวสะเปะสะปะ ไม่ติวแบบบ้าเลือด ลนว่านี่ก็ยังไม่รู้ นั่น
ยังไม่รู้ ติวแบบสติแตก ผลออกมาชัด คะแนนไม่ดีหรอก แล้วที่ติวแบบ คนอื่นมาเฉลยให้น่ะ ง่ายจะตาย มาตื่นว่าเขาสอนดีๆ ก็เขาเฉลยให้ ป้อนให้เสร็จ แต่ที่นี่ เราให้นั่งทำโจทย์ ขลุกอยู่กับมัน คิดกับมัน คิดให้ออก ถ้าไม่ได้แล้วค่อยมาหา ครูจะแนะและคิดหาวิธีการ นี่ต่างหากจะช่วยให้พอเจอโจทย์อื่นแล้วไม่ตื่นตกใจ และคิดหาทางออกได้ บอกก่อนน่ะง่ายจะตาย ความแตกต่างอีกอย่างในระบบการสอนของโรงเรียนรุ่งอรุณ

     สภาพสังคมที่อ่อนแรงลง ทุกชนชั้นเป็นกันหมด การเลี้ยงดูลูกยังมีสภาพทอดธุระ ครั้นจะพูดจากับลูกเพื่อสร้างความอบอุ่น สนิทสนม ก็ทำ กันไม่ค่อยได้ ทั้งสังคมเป็นอย่างนี้ไปหมด บ้านแห้งแล้งไปหมด ที่มาแทนคือมีเงิน แล้วให้ความอยากกับลูกโดยไม่รู้ตัว เหมือนกับโทรศัพท์มือถือ ใช้กันเต็มเลย แม้แต่เด็กของเรา แต่ช่วงกลางวันถ้าใครมาปี๊ดๆ อยู่ เราจะเก็บ เด็กเข้าใจมาตรการนี้ เปิดเฉพาะตอนเย็นเพราะแม่เขาจะมารับ เขาจึงจะโทรหากัน เราก็ขำว่าเพราะยังไงแม่ก็ต้องมารับ จะโทร ทำไม เด็กเขาก็ว่าไม่ได้ ต้องโทรนัดว่าจะมารับตรงนั้นตรงนี้ ทำไมต้องสะดวกกันถึงขนาดนั้น นี่แหละที่พ่อแม่ให้แต่ความสุขความสบายแก่ลูก พอลูกต้องเผชิญความไม่สะดวก ไม่สบาย ไม่เป็นสุข แม้แต่นิดเดียวก็อดทนไม่เป็น ยับยั้งชั่งใจไม่อยู่ รู้สึกลำบากมาก อาจารย์ประภาภัทรบอกถึงการเลี้ยงดูที่มีผลกับเด็ก

     พ่อแม่ส่วนใหญ่มองว่าภาระการศึกษาของลูกอยู่ที่โรงเรียน แต่ไม่เข้าใจว่า วิธีคิด วิถีชีวิต บุคลิกภาพที่บ้านมีอิทธิพลมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ถึงพ่อแม่จะไม่ได้เอาใจใส่ ก็ยังมีอิทธิพล ก็การไม่เอาใจใส่นั่นแหละส่งผลทันทีและแรงมาก ยิ่งกว่าการเอาใจใส่เสียอีก เธอบอกถึงจุดที่พ่อแม่หลายคนมองข้าม ยังดีว่าครอบครัวเด็กที่นี่เอาใจใส่ลูก เพียงแต่เขาอาจ ไม่รู้เรื่องวิธีการ ทางโรงเรียนจึงมีส่วนช่วยให้การเรียนรู้กับพ่อแม่ ส่วนใหญ่ก็ค่อยๆ ปรับกันไป ก็เข้าใจมากขึ้นและดีขึ้น แน่นอนสิ่งที่โรงเรียนทำ ย่อมขัดแย้งกับวิถีชีวิตกับชนชั้นกลางของพ่อแม่ แต่เราทำให้เป็นเวทีแห่งการเรียนรู้ มีโจทย์ให้เรียนทุกวัน ก็สนุกดี ครูก็รู้สึกสนุกว่าได้กำไรเพราะที่นี่ไม่ได้สอนคนอื่นเท่านั้น ได้มาเรียนด้วย พ่อแม่ก็บอก...อุ๊ย เสียค่าเทอมที่นี่ ลูกไม่ได้เรียนคนเดียว พ่อแม่ได้เรียนด้วย ถ้าพวกเขามองอย่างนี้ได้ อาจารย์ก็ชื่นใจแล้ว สัก 10-20 เปอร์เซ็นต์มองแบบนี้ ก็ดีใจแล้ว ประสบความสำเร็จ
บทสรุปจากอาจารย์ประภาภัทร

โรงเรียนวรรณสว่างจิต
ที่ตั้ง 45/285 สุดจิตต์นิเวศน์ พระราม 2 บางขุนเทียน กรุงเทพฯ 10150
ชั้นเรียน อนุบาล-ประถม 6
รับสมัครนักเรียน ในปีการศึกษา 2547 รับอนุบาล 1-ประถม 4 และรับสมัครนักเรียนที่มีความต้องการดูแลพิเศษเพื่อเข้าเรียนร่วม กำหนดไม่เกินห้องละ 1 คน
(เปิดรับสมัครตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป)
ค่าใช้จ่ายต่อ 1 เทอมการศึกษา (1 ปีมี 3 เทอมการศึกษา)

การติดต่อ : โทรศัพท์ 02 415 1411 และ 02 895 6944-5
โทรสาร 02 415 8344
E-mail: wsc@wsc.ac.th
Website: www.wsc.ac.th
โรงเรียนรุ่งอรุณ
ที่ตั้ง 9/9 หมู่ 5 พระราม 2 ซอย 33 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ 10150
ชั้นเรียน อนุบาล-มัธยม 6
รับสมัครนักเรียน ระดับอนุบาล 1, มัธยม 1, และมัธยม 4 โดยมีการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง และรับนักเรียนที่ต้องการการดูแลพิเศษ เช่น อาการดาวน์ซินโดรม ออธิสติก แอลดี ฯลฯ โดยเรียนร่วมกับชั้นเรียนปกติ ประมาณห้องละ 2 คน
(เปิดขายใบสมัครเดือนมกราคมของทุกปี)
ค่าใช้จ่ายต่อ 1 เทอมการศึกษา (1 ปีมี 3 เทอมการศึกษา)

การติดต่อ: โทรศัพท์ 02 870 7512-3 และ 02 867 0903-4
โทรสาร 02 870 7514
E-mail: info@roong-aroon.ac.th
Website: www.roong-aroon.ac.th




 เครื่องมือการวางแผน
 วิธีหา Net Worth
 วิธีจัด Portfolio
 ค้นหากองทุนรวม
 Bond Calculator
 Saving Calculator
 วางแผนการเกษียนอายุ
 วางแผนประกันชีวิต
 วางแผนการศีกษา
 บริหารหนี้
 IBES Earnings
  Consensus
 Statement รวม
 อื่นๆ