| M&W |
| •
Retirement |
| •
Investment
Planning |
| •
Funds'
Corner |
| •
College Planning |
| •
Insurance
|
| •
Money
Matters
|
| •
Debt
|
| •
Legal Clinic |
| •
Marriage
& Divorce |
| •
Inheritance
|
| •
Money
Tales |
| •
Money for Money
|
| •
M&W Quiz |
| •
Property
|
| •
M&W Family Finance |
| •
Money
Matters
|
| •
Debt
|
| •
Legal Clinic |
|
 |
My Word is My Bond
ภัชราพร ช้างแก้ว : เรื่อง
อนันต์ พิศาลสุทธิกุล : ภาพ
TBDCีs Growing Pains
ปีแห่งการวางรากฐาน
การพัฒนาตลาดตราสารหนี้
สถานการณ์ตลาดตราสารหนี้ในปีที่ ผ่านมา มีความผันผวนมาก
เพราะมีปัจจัย ลบเข้ามากระทบหลายเรื่อง ทั้งในเรื่องของ
สงครามและเรื่องโรคซาร์ส แม้ว่าโดยเฉลี่ยทั้งปีนั้นจะมีมูลค่าการซื้อขายวันละหมื่น
ล้านบาท แต่ในบางวันก็มีมูลค่าการซื้อขายแค่
4,000 ล้านบาทและบางวันก็ขึ้นไปถึง 40,000 ล้านบาทก็มี
ไม่ใช่แต่เรื่องของปริมาณอย่างเดียว
เท่านั้นที่มีการผันผวน เรื่องของอัตราผล ตอบแทนหรือ
Yield ก็มีการปรับขึ้นลงตาม สภาวะ เช่น บางคนจะเห็นว่าผลตอบแทน
ในไตรมาสหลังๆ จะมีการขาดทุน แต่ไตรมาส แรกๆ
จะกำไร อย่างไรก็ดี เมื่อเฉลี่ยทั้งปี
จะเห็นว่าอัตราผลตอบแทนติดลบ!!
ผมยอมรับว่าการลงทุนในตราสารหนี้อาจจะให้ผลตอบแทนที่ไม่ดีนักในปีที่แล้ว
คือติดลบ 2 - 3 เปอร์เซ็นต์โดยประมาณ อันนี้เราคำนวณ
จาก total return index ที่เรามีอยู่ โดยเฉลี่ยว่าลงทุนต้นปีแล้วมาขาย
ปลายปี ก็จะขาดทุนประมาณ 2 - 3 เปอร์เซ็นต์
ปีที่แล้วก็ไม่ใช่เป็นปีที่ดีนักในเรื่องของตราสารหนี้
ณัฐพล ชวลิตชีวิน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทย
หรือ The Thai Bond Dealing Centre (Thai BDC)
เล่าภาพรวมการลงทุนในตราสารหนี้เมื่อปีที่แล้วโดยย่อ
ปีที่แล้วเป็นปีที่ดีสำหรับตลาดแรก คือพวกอันเดอไรเตอร์จะทำมา
ค้าขายกันได้ดีมาก เพราะว่ามีตราสารหนี้ออกมาระดมทุนในตลาดแรกกันเยอะมาก
ทั้งหมดประมาณ 180,000 ล้านบาท ที่มาขึ้นทะเบียนกับ
Thai BDC มี 46 issues ซึ่งก็เป็นจำนวนสูงสุดที่
Thai BDC เคยรับ จดทะเบียนเข้ามา
ส่วนตลาดรองนั้นไม่ใช่เป็นปีของนักลงทุนเลยในปีที่แล้ว
เนื่องจากว่า Yield ค่อนข้างต่ำ Rate ก็ move
มาก โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกนี่ก็เป็น การทำมาค้าขายที่ยากลำบากของ
Trader บางแห่งถึงกับต้องลดจำนวน
เทรดเดอร์ก็มี ซึ่งความจริงสภาพแบบนี้ก็เป็นเรื่องปกติระหว่างตลาดหุ้นกับตลาดบอนด์
ช่วงไหนที่ตลาดหุ้นตก คนก็อาจจะมาลงทุนเรื่องบอนด์
ทำนองเดียวกันเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้น ราคาหุ้นเริ่มดี
คนก็หันกลับไปลงทุน หุ้นกันอีก
เราก็ยอมรับว่าตราสารหนี้ไม่ใช่สินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไร
มันให้ความ ปลอดภัยและให้ผลตอบแทนพอสมควร ในระหว่างที่ไปลงทุนในหุ้นไม่ได้
เพราะหุ้นมันดิ่งลง ก็มาลงในตราสารหนี้ก็ได้เป็นผลตอบแทนที่สูงกว่าการ
ฝากแบงก์ ดังนั้น เวลาเปรียบเทียบการลงทุนระหว่างหุ้นกับตราสารหนี้
บางทีเราอาจจะต้องไปเทียบอีกอันคือเรื่องของการฝากเงินกับแบงก์
เพราะการที่จะให้คนที่เอาเงินฝากจากแบงก์ถอนไปเล่นหุ้นเลยนี่
บางทีเขาก็ ไม่ค่อยไปเหมือนกัน โดยเขาอาจจะเลือกมองอะไรที่เสี่ยงขึ้นอีกเล็กน้อยและให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นหน่อยก็พอ
ฉะนั้น ส่วนหนึ่งที่นักลงทุนรายย่อย เข้ามาคือมาจากการที่ฝากธนาคาร
แล้วมาฝากในตราสารหนี้บ้าง ส่วนนักลงทุนในหุ้นนั้นหากจะมาพัก
ก็พักเป็นการชั่วคราวเท่านั้น คือพักพอร์ต หรือนักลงทุนต่างประเทศที่ซื้อหุ้น
เมื่อเกิดสถานการณ์ที่ไม่แน่ใจก็ขายออก แล้วมาพักไว้ในตราสารหนี้เพื่อรอจังหวะ
แบบนี้ก็มี
กล่าวโดยสรุปแล้วก็มีทั้งคละกันไป ดีและไม่ดี
ตลาดแรกนี่ดีแน่นอน อันเดอไรเตอร์ก็ได้ค่าธรรมเนียมเยอะ
และผู้ประกอบการเองก็เข้ามาลงทุน ในตลาดบอนด์ค่อนข้างมาก
แต่ส่วนใหญ่ก็มองว่าเพราะอัตราดอกเบี้ยใน บ้านเราค่อนข้างต่ำ
ดังนั้น การออกหุ้นกู้เพื่อไปชำระคืนหนี้เงินกู้ในต่างประเทศ
(Refinancing) ก็มีค่อนข้างเยอะในปีที่แล้ว
แต่การระดมทุน เพื่อขยายการผลิตก็ยังไม่เห็นมากนัก
แต่ในปีนี้คิดว่าน่าจะมีมากขึ้น เหตุผล เพราะเริ่มมีการใช้กำลังการผลิตที่สูงขึ้น
อยู่ในช่วงประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์ ในปีนี้น่าจะเริ่มมีการระดมทุน
โดยเฉพาะในบางสาขา เช่น วัสดุก่อสร้าง ซึ่งก็มีโครงการใหญ่ที่ใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง
ในตอนนี้(กุมภาพันธ์ 2547) ถือว่าตลาดกลับเข้าสู่สภาพปกติ
และณัฐพลมองว่าภาวะในครึ่งปีแรกนี้คงไม่ต่างไปจากครึ่งปีหลังของปี
2546 เท่าไรนัก นั่นคือผู้ออกตราสารฯ (Issuers)
ส่วนมากก็คิดว่าอัตราดอกเบี้ย จะขึ้น ดังนั้นการที่ไปลงทุนอะไรก็มีการระมัดระวังพอควร
ในตลาดแรก ก็มองว่าหากดอกเบี้ยจะขึ้นจริง พวกเขาก็น่าจะออกหุ้นกู้กันมาเสียก่อนที่
ตลาดจะเต็มไปด้วยผู้ออกจำนวนมาก เป็นการช่วงชิงจังหวะ
ในปีนี้คิดว่า
ยังมีการระดมทุนด้วยหุ้นกู้มากอยู่ แต่น่าจะน้อยกว่าปีที่แล้วที่ถือว่ามากเป็น
ประวัติการณ์ แต่อาจจะมีการระดมทุนเพื่อการขยายกำลังการผลิตมากขึ้น
และน่าจะมีสีสันมากกว่าปีที่แล้ว
ส่วนตลาดรองปีนี้น่าจะเรียกว่าเป็นปีของการวางรากฐานการพัฒนาใน
เรื่องของโครงสร้างปัจจัยพื้นฐานหรือ Infrastructure
เสียมากกว่า โดยประเด็นที่จะมีการให้ความสำคัญกันมากคือ
l การพัฒนาเครื่องมือทางการเงินที่จะช่วยรองรับการทำงานของผู้ค้า
และสร้างสภาพคล่องให้กับตลาดตราสารหนี้ ได้แก่
ตลาดPrivate repo และตลาด Bond Futures
2 การกู้ยืมเงิน (financing) ผ่านตลาดบอนด์
ก็คงจะมีมากขึ้น
3 การจัดทำ Liquidity Index โดยภาครัฐมีจุดมุ่งหมายคืออยากให้
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) สามารถวัดด้วยตัวเอง
ได้ว่าหุ้นกู้ที่กองทุนรวมถือและภาพรวมของพอร์ตโฟลิโอของ
กองทุนรวมที่บริหารอยู่นั้นมีสภาพคล่องมากน้อยเพียงใด
เพราะตอนนี้ตัวเลขตัวนี้ได้มาจากการเก็บและทำประมาณการ
ไม่มีการ เปิดเผยข้อมูลออกมาอย่างเป็นทางการ
4 การพัฒนาองค์กร Thai BDC ให้มีลักษณะเป็น
SRO (self regulatory organization) โดยดูแลเฉพาะในส่วนที่เป็นสมาชิกและในบอนด์ที่มีการจดทะเบียนกับทางศูนย์เท่านั้น
5 การนำระบบการซื้อขาย OTC มาเข้าระบบคอมพิวเตอร์เน็ตเวิร์ค
ทำให้ดีลเลอร์สามารถติดต่อกันด้วยคอมพิวเตอร์ได้
แทนที่ระบบปัจจุบันที่ยังใช้โทรศัพท์อยู่ แต่ก็ยังต้องผ่านดีลเลอร์ตามกฎของ
ก.ล.ต. ที่ไม่ให้นักลงทุนมาซื้อขายกันโดยตรง
หากระบบซื้อขายใหม่เกิดขึ้นในกลางปีนี้ได้ จะมีการรายงานข้อมูลเข้า
มาหมด ทุก transactionที่เกิดขึ้นจะรายงานเข้ามาหมด
ข้อมูลจะ nearly real-time มากกว่าปัจจุบันเสียอีก
เพราะว่าหากเขาติดต่อผ่าน Thai BDC ทั้งหมด
เราจะได้ข้อมูลที่รวดเร็วขึ้น เพราะทุกวันนี้เราขอให้เขารายงานเข้า
มาวันละ 4 รอบ แต่มันก็ยังไม่ใช่ real-time
ซึ่งเราก็อาจจะพิจารณาเผยแพร่ ในทันทีที่เกิดรายการขึ้น
หรืออาจจะดีเลย์ประมาณ 15 นาที อะไรทำนองนี้
ดังนั้น ข้อมูลจะยิ่งเร็วและโปร่งใสมากกว่าเดิมอีก
ณัฐพลบอกว่า ปีนี้จะเป็นปีที่เราจะวางรากฐานที่ดีสำหรับการพัฒนาตลาดบอนด์ในระยะยาวมากกว่า
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ sourceof fund เรื่องดีลเลอร์
ระบบการซื้อขายที่จะอำนวยความสะดวก การกำกับดูแลการซื้อขายที่มีความเป็นธรรมและโปร่งใสมากขึ้น
รางวัล Best of Bond Award 2003
งาน Best of Bond Award ถือเป็นกิจกรรมเพื่อส่งเสริมมาตรฐานของ
ธุรกรรมในตลาด ริเริ่มจัดขึ้นโดย Thai BDC ซึ่งปีนี้จะมีการจัดเป็นครั้งที่
สอง ในวันที่ 24 มีนาคม ศกนี้ โดยมีการให้รางวัลเพิ่มขึ้น
2 รางวัล คือ รางวัล Top Underwriter และ Best
Market Contributor
ในส่วนของคณะอนุกรรมการที่ทำการตัดสินมอบรางวัลจะมีจำนวน
12 คน มาจากทางฝ่ายกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย
สำนักงาน คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือ
ก.ล.ต. นักลงทุน นักวิชาการ และตัวแทนจากฝ่ายผู้ค้าตราสารหนี้หรือดีลเลอร์เองด้วย
รวมทั้งตัวแทนจากสมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารต่างชาติ
สมาคม บริษัทหลักทรัพย์ คือจะมีทุกกลุ่มเข้ามา
ส่วนคะแนนของรางวัลนั้นจะขอโหวตมาจาก market
participant และจากกลุ่มดีลเลอร์, Issuer, Investor,
Underwriter ทุกคนจะร่วมโหวตเข้ามา แต่เราจะให้
weight ของแต่ละกลุ่มไม่เท่ากันใน แต่ละรางวัล
คุณอริยา ติรณะประกิจ SVP Thai BDC เล่าเกณฑ์โดยย่อ
ของการจัดประกวดครั้งนี้ ส่วนรายละเอียดของรางวัล
โปรดดูตารางประกอบ
รางวัลตราสารหนี้ยอดเยี่ยม
2003
Deal of the Year
ตราสารหนี้ดีเด่นที่มีความเด่นชัดในทุกๆ ด้าน
ในเรื่องของความสร้างสรรค์ ความ โปร่งใสของข้อมูลที่เสนอแก่นักลงทุน
ความสำเร็จและมูลค่าที่ออกเสนอขาย
Most Creative Issue
ตราสารหนี้ที่มีความโดดเด่นในมิติของ ความสร้างสรรค์ในคุณลักษณะ
และความ พิเศษเฉพาะตัวซึ่งได้รับการยอมรับและประสบความสำเร็จในตลาด
Dealer of the Year
สถาบันการเงินผู้ค้าตราสารหนี้ ที่เป็นที่ ยอมรับในความสามารถของการให้บริการ
ลูกค้า และความมีจรรยาบรรณในการ ปฏิบัติงาน
Best Bond House
รางวัลยอดเยี่ยมสำหรับสถาบันการเงินที่ ทำธุรกรรมตราสารหนี้ครบวงจร
โดยมี ความเป็นเลิศในทุกๆ ประเภทของการทำ ธุรกรรมตราสารหนี้
ทั้งในตลาดแรกและตลาดรอง รวมไปถึงประสิทธิภาพของการ
บริการและการมีธรรมาภิบาลที่ดีองค์กร
Top Underwriter
อันเดอไรเตอร์ที่มีมูลค่ารวมของการจัด จำหน่ายตราสารหนี้ที่ขึ้นทะเบียนสูงสุด
ของปี
Best Market Contributor
รางวัลสำหรับสถาบันที่ให้ความร่วมมือ เป็นอย่างดีกับหน่วยงานราชการ
และ Thai BDC รวมถึงมีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนา
ตลาดตราสารหนี้โดยรวม
|
|
|
|
| เครื่องมือการวางแผน |
| วิธีหา
Net Worth |
| วิธีจัด
Portfolio |
| ค้นหากองทุนรวม |
| Bond
Calculator |
| Saving
Calculator |
| วางแผนการเกษียนอายุ |
| วางแผนประกันชีวิต
|
| วางแผนการศีกษา |
| บริหารหนี้ |
IBES
Earnings
Consensus |
| Statement
รวม |
| อื่นๆ |
|
|
|