M&W
• Retirement
Investment Planning
Funds' Corner
• College Planning
Insurance
Money Matters
Debt
Legal Clinic
Marriage & Divorce
Inheritance
Money Tales
Money for Money 
M&W Quiz
Property
M&W Family Finance
Money Matters
Debt
Legal Clinic

MoneyMatters
ธีระ ภูตระกูล : เรื่อง
เบญจสิงห์ สมบุญ : ภาพประกอบ
Common MistakesWomen Make About Money ผู้หญิงกับจุดอ่อนทางการเงิน

ผู้หญิงนอกจากจะมีนิสัยการใช้จ่ายเงินแตกต่างไปจากผู้ชายแล้ว ตามสถิติที่บอกว่าผู้หญิงมีอายุยืนกว่าผู้ชายก็อาจจะสรุปได้ว่า ผู้หญิง ต้องการเงินมาใช้จ่ายมากกว่าผู้ชาย ในขณะที่ตัวเลขทางสถิติบอกว่า ผู้หญิง โดยเฉลี่ยทำงานหาเงินได้น้อยกว่าผู้ชาย ทำให้ผู้หญิงเริ่มสนใจในเรื่อง นี้มากขึ้น จนมีนักเขียนหลายท่านได้ออกหนังสือที่เกี่ยวกับการลงทุน หรือไม่ก็การบริหารการเงินที่เกี่ยวกับผู้หญิงโดยเฉพาะ ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่า มันอาจ จะเป็นเพียงกลยุทธ์ในการเจาะตลาดผู้ซื้อหนังสือที่เป็นหญิงเท่านั้น เพราะในความเป็นจริง การลงทุนหรือหุ้นที่จดทะเบียนในตลาด ไม่ว่าจะเป็น หุ้นปูนฯ หรือหุ้นธนาคารกรุงเทพ คงไม่สามารถแยกแยะได้ว่าผู้ลงทุน คนไหนเป็นผู้หญิงหรือเป็นผู้ชาย และต่างฝ่ายต่างก็มีโอกาสในการทำกำไร จากการลงทุนได้เท่าๆ กัน รวมไปถึงผลประโยชน์ทางด้านภาษีที่ลงทุน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนเพื่อการเกษียณอายุ รวมทั้งประกันชีวิต ก็ล้วนแล้วแต่มีความเท่าเทียมกันทุกอย่าง

จากข้อมูลที่ได้จากการวิจัยของสถาบันที่ใช้ชื่อว่า Womens Institute for Secure Retirement และ National Center for Womens Retirement Research ในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า
l ผู้หญิงอเมริกันส่วนใหญ่ใช้เวลา ร้อยละ 15 ออกจากตลาดแรงงาน เพื่อไปดูแลลูกๆ หรือพ่อแม่ที่สูงอายุ และเธอก็ต้องทำงานอีกประมาณ 5 ปี ในการที่จะหารายได้มาทดแทนจาก 1 ปีที่หายออกไปจากตลาดแรงงาน
2 ผู้หญิงที่เกษียณอายุจะได้รับเงินค่าเกษียณอายุ ประมาณครึ่งหนึ่งที่ ผู้ชายได้รับ
3 โดยเฉลี่ยผู้หญิงจะมีอายุยืนยาวกว่าผู้ชาย และเมื่อถึงเวลานั้นแล้ว ร้อยละ 90 ของเธอเหล่านั้นต้องใช้เงินที่มาจากการทำงานของตัวเอง
4 ผู้หญิงหลายคนที่ลงเอยด้วยการเป็นหม้าย หรือไม่ก็หย่าร้าง และก็ต้องเผชิญกับปัญหาทางด้านการเงินโดยลำพัง
ในขณะเดียวกันผู้หญิงไทยจำนวนมากไม่สนใจกับการเงินและให้สามี เป็นฝ่ายรับผิดชอบในการหาเงินแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งอาจจะเป็นความคิด ที่ไม่ถูกต้องเลย ซึ่งหลายคนก็อาจจะรู้ตัวดี แต่ไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไร เพราะคิดว่ามันจะสายเกินไปที่จะแก้ไข แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเริ่มต้นที่จะหันมามองถึงเรื่องของเงินๆ ทองๆ ในทางที่ถูกที่ควรยังคงไม่สายเกินไป อย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าคุณอาจจะล่วงเข้าสู่วัยกลางคนแล้วก็ตาม
ต่อไปนี้เราขอนำเสนอคำแนะนำที่ได้มาจากหนังสือ Its More Than Money -Its Your Life โดย Candace Bahr และ Ginita Wall ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อทุกท่านที่ต้องการจะปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นใน เรื่องการจัดสรรเงินและการลงทุนมาฝาก
5 ขอคำปรึกษาจากผู้ที่มีความรู้ทางด้านนี้โดยตรง โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกมองเป็นคนที่ไม่มีความรู้ อีกทั้งในปัจจุบัน ที่ปรึกษาการลงทุน(Investment Planner หรือ IP) และ Certified Investment Advisor Representative หรือ CIAR) ก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น เพราะฉะนั้น คุณอาจจะลองติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่ของธนาคารหรือไม่ก็ตัวแทนนายหน้าค้าหุ้น ที่น่าจะพอรู้จักใครบ้างที่สามารถให้คำตอบคุณได้ดีและถูกต้องมากที่สุด (หากสนใจขอให้ลองกลับไปดู M&W ฉบับที่ 2)

6 การลงทุนไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เงินก้อนใหญ่ เพราะในปัจจุบันมี กองทุนรวมหลายกองทุนที่คุณสามารถใช้เงินแค่ 1,000 บาท ก็สามารถ ซื้อหน่วยลงทุนได้ และบางกองทุนก็ยังมีบริการหักเงินจากบัญชีได้โดยตรง ได้ โดยที่คุณไม่ต้องยุ่งยากในการถอนเงินไปลงทุนด้วย

7 อย่าลืมเรื่องการทำประกัน การทำประกันชีวิตถือเป็นส่วนสำคัญใน การบริหารการเงิน โดยเฉพาะหากคุณยังคงมีหนี้สินที่จะต้องจ่าย ในขณะที่ลูกของคุณก็ยังเล็ก เพราะอย่าลืมว่าหากคุณเสียชีวิตไปก็ไม่ได้หมายความ ว่า หนี้สินจะหมดตามไปด้วย และหากคุณเป็นคนที่ทำอาชีพอิสระ การมีประกันสุขภาพก็ถือเป็นเรื่องที่จะช่วยคุณได้มากหากเกิดอะไรขึ้นกับคุณ

8 อย่าลืมที่จะใช้ประโยชน์จากผลประโยชน์ทางภาษีที่จะได้จากการ ลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับผู้ที่ทำงานประจำ ส่วนผู้ที่มีอาชีพ อิสระโดยทั่วไปก็อย่าลืมนึกถึงกองทุนรวมเพื่อการเกษียณอายุ ที่จะสามารถ นำเงินที่คุณไปลงทุน นำไปหักออกจากเงินได้พึงประเมินถึง 300,000 บาท ต่อปี ซึ่งจะช่วยทำให้คุณเสียภาษีน้อยลงอีกพอสมควร

9 พยายามสร้างเครดิตให้กับตัวเอง ผู้หญิงบางคนที่แต่งงานแล้วมักจะไม่ใส่ใจกับการมีบัญชีในชื่อของตนเอง ซึ่งนับเป็นความคิดที่ค่อนข้าง จะอันตรายอยู่ไม่ใช่น้อย ในกรณีที่คุณอาจจะต้องปุ๊บปั๊บ หย่าร้างหรือ เป็นหม้ายขึ้นมา การไม่มีบัญชีหรือเครดิตการ์ดเป็นของตัวเอง จะทำให้คุณ เป็นคนไม่มีเครดิตไปเสียดื้อๆ

10 เก็บสำรองเงินก้อนเพื่อการฉุกเฉิน โดยเงินก้อนนี้คุณอาจจะคำนวณ ได้มาจากค่าใช้จ่ายรายเดือน 3 ถึง 6 เดือน แต่สำหรับบางคน 6 เดือนอาจ จะถือว่าน้อยเกินไป เพราะหากคุณตกงานคุณอาจจะต้องใช้เวลามากกว่า 6 เดือนในการหางานใหม่ เพราะฉะนั้นการสำรองเงินเอาไว้มากหน่อย ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร

เมื่อคุณได้อ่านข้อแนะนำทั้งหมดแล้ว คุณก็คงจะเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่อง ยากเลย ในการที่จะนำมาปฏิบัติ และก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะเป็นอะไร ที่เรารู้ๆ กันอยู่ ซึ่งถ้าจะว่าในเรื่องของการลงทุน สิ่งสำคัญที่สุดน่าจะเป็น แค่วินัยและความตั้งใจในการที่จะทำมันต่อไปให้ได้ผลสำเร็จตามที่ตั้งใจ เอาไว้เท่านั้นเอง
หากผู้อ่านที่เป็นผู้หญิงท่านใดต้องการสอบถามหรือต้องการคำแนะนำ ขอให้ติดต่อที่ teera@ezyplanning.com ได้โดยไม่ต้องลังเล

จริงหรือที่ว่า... ผู้หญิงบริหารเงินไม่เป็น
กองบรรณาธิการ : เรื่อง
อนันต์ พิศาลสุทธิกุล : ภาพ
ซื้อเสื้อใหม่อีกแล้ว จะแต่งอะไรกันหนักหนา
กระเป๋าใบเป็นหมื่น ถือแล้วเหาะได้หรือไง

ด้วยปริมาณและความถี่ในการจับจ่ายใช้สอยของผู้หญิง กลุ่มหนึ่ง (ส่วนมากเป็นผู้หญิงในละคร) จึงทำให้ผู้ชายหลายคน เชื่อว่าตนมีความสามารถในเรื่องการเงินสูงกว่าผู้หญิง
พูดให้ง่าย คือ (มัก) คิดว่า ผู้หญิงบริหารเงินไม่เป็น
แต่ที่ (มัก) คิดกันนี้ คือความเป็นจริงของชีวิต (ผู้หญิง) จริงหรือ

มาฟังทัศนะจากสองสาวเก่งที่หลายคนคงคุ้นหน้าคุ้นตากันพอสมควร ด้วยต่างเป็นสาวมั่นในวงการข่าวโทรทัศน์บ้านเรา สโรชา พรอุดมศักดิ์ จากรายการ เมืองไทยรายสัปดาห์ และ เนาวรัตน์ เจริญประพิณ จาก รายการ ก้าวทันตลาดทุน กันก่อน
สโรชา พรอุดมศักดิ์
พิธีกรรายการเมืองไทยรายสัปดาห์
ดิฉันว่าที่เขาว่าผู้หญิงใช้เงินฟุ่มเฟือยก็เพราะ ผู้หญิงมักใช้เงินด้านความ สวยความงามเยอะ เข้าร้านทำผม เสริมสวย นวดหน้า ซื้อเครื่องสำอาง อบไอน้ำ ที่มองว่าเป็นเรื่องไม่จำเป็น ใช้เงินไม่ถูก เพราะสิ่งเหล่านี้แพง ไม่จำเป็นในชีวิต แล้วเขายังบอกว่าผู้หญิงหลอกให้ซื้อของง่าย ผลการวิจัยในอเมริกาปรากฏว่าหลอกขายของให้ผู้หญิงกับเด็กเนี่ย ง่ายพอๆกัน คงเพราะสองเหตุผลนี่แหละที่ทำให้ผู้หญิงถูกมองว่าใช้เงินฟุ่มเฟือย
แต่การที่ผู้หญิงใช้เงินมากไปกับการเสริมสวย พวกเสื้อผ้า เครื่องสำอาง ก็มีเหตุผลนะคะ เพราะผู้หญิงทำงานสมัยนี้ต้องดูดี เวลาติดต่องาน คุยธุรกิจ ต้องยอมรับนะคะว่า รูปร่าง หน้าตาและการแต่งกายคือสิ่งที่จะเห็น เป็นอย่างแรก เป็นความประทับใจแรกที่สำคัญมากในสังคมและวงธุรกิจสมัยนี้ ในแง่นี้เลยคิดว่าการที่ผู้หญิงใช้เงินไปกับเรื่องแต่งตัวจำเป็นนะ... จำเป็นมากที่ผู้หญิงทำงานสมัยนี้ต้องพรีเซ็นต์ตัวเองให้ดูดี เป็นสาวมั่น เป็น สาวทันสมัย เป็น Working Woman จำเป็นต้องใช้เงินแต่งตัว ซื้อเครื่อง สำอางหรือกระทั่งเข้าร้านทำผม เพื่อให้ดูดี แต่ขีดจำกัดก็มีนะ เพราะเรา ไม่จำเป็นต้องซื้อเสื้อผ้ายี่ห้อแพงๆ สูทชุดเป็นหมื่นๆ ทำผมหมดสตางค์ทีละห้าพันเจ็ดพัน จะดูดีไม่ต้องใช้เงินมาก ไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องสำอางเป็น หมื่น อย่างตัวเองมีอาชีพแบบนี้ก็ต้องดูแลพอสมควร ดูความเหมาะสม เลือกที่ราคาพอสมควร ของดูดีที่ราคาไม่แพงมีเหมือนกัน
จุดอ่อนเรื่องการใช้เงินของผู้หญิง คือบางทีซื้อของโดยไม่ไตร่ตรอง ที่ บางคนเขาว่าหลอกง่าย เห็นอะไรแล้วซื้อเลย คือเห็นปุ๊บชอบปั๊บ แล้วซื้อเลย ทีนี้ก็เสียดายทีหลัง คิดได้ว่าซื้อมาทำไม เสียดายสตางค์ ตัวเองก็เป็น แบบนี้แหละ แล้วเวลาเซ็งชีวิตก็แก้เซ็งด้วยการช็อปปิ้ง จะว่าไปแล้วจุดอ่อน ในการใช้เงินของผู้หญิงคือเรื่องของอารมณ์นะ
ผู้หญิงยุคใหม่ควรรู้อะไรบ้างในเรื่องการเงิน... เหรอ สมัยนี้การบริหาร เงินสำคัญนะคะ ผู้หญิงต้องหัด สมัยก่อนเชื่อว่าผู้ชายเป็นฝ่ายหาเงิน แล้วก็บริหารเงิน ผู้หญิงบริหารเงินไม่เป็น แต่เท่าที่เห็นมาหลายคู่ ฝ่ายหญิง เป็นคนเก็บสตางค์ ผู้หญิงต้องบริหารเงิน ต้องจัดงบ อย่างมีงบจำเป็น งบ ตายตัวในแต่ละเดือน แล้วก็มีงบสบายๆ เงินส่วนที่เหลือจากที่ต้องจ่ายประจำ แล้วมีเงินเก็บอีกส่วนหนึ่ง คงต้องเรียนรู้ตรงนี้สักนิด แต่ตัวเอง ไม่ชอบบริหารเงินนะ มีเท่าไรก็ใช้ โชคดีที่แม่ช่วยดูแลเงิน แต่ผู้หญิง คนอื่นที่เขามีงานการทำเลี้ยงตัวเองได้หลายคนเขาทำได้ดีนะ เพราะ
ฉะนั้นคงไม่ยุติธรรมที่จะมาว่าผู้หญิงใช้เงินไม่เป็น... บางทีเราอาจใช้เงิน บำรุงบำเรอตัวเองไปบ้าง แต่เราก็รู้จุดเหมาะสม
ส่วนพฤติกรรมการใช้ที่ทำให้พวกผู้หญิง ถูกมองว่าใช้เงินไม่เป็น ฟุ่มเฟือย ก็เรื่องแต่งตัว เรื่องแบบนี้ผู้ชายเห็นว่าไร้สาระ แต่ผู้หญิงคิดว่า นี่เป็นการให้รางวัลตัวเอง พวกผู้ชายเองก็มีเหมือนกัน อย่างไปก๊งกับเพื่อน ผู้ชายหลายคนก็ฟุ่มเฟือยนะ มีค่าใช้จ่ายส่วนตัว ผู้ชายหลายคนก็ชอบแต่งตัว ชอบซื้อเสื้อผ้า ชอบซื้อรองเท้า เลี้ยงเพื่อน กินเหล้า แบบนี้เรา ผู้หญิงก็ว่าฟุ่มเฟือยได้เหมือนกัน ถ้ามองว่าการซื้อความสุข การคลายเครียด เป็นความฟุ่มเฟือย อย่างนี้ก็คงพอๆ กันทั้งสองฝ่าย ที่สำคัญจริงๆ คือ หาจุดที่ลงตัว รู้ถึงความสามารถที่แต่ละคนจะจ่ายได้ เพราะที่เราว่าแพง บางคนเขาอาจจะบอกว่าถูกก็ได้


เนาวรัตน์ เจริญประพิณ
พิธีกรรายการก้าวทันตลาดทุน
ก่อนจะสรุปว่า ผู้หญิงใช้เงินฟุ่มเฟือย (กว่าผู้ชาย) ต้องนิยามคำว่า ฟุ่มเฟือย เสียก่อนว่า ใช้เงินไปกับอะไรบ้างถึงจะเรียกว่าฟุ่มเฟือย เพราะในความหมายของดิฉัน การใช้จ่ายฟุ่มเฟือยคือจ่ายเงินไปเพื่ออะไรสักอย่าง แล้วไม่เกิดประโยชน์กับตัวเองหรือคนรอบข้าง
สำหรับตัวเอง ปกติจะคำนวณรายได้และรายจ่ายทุกวัน ทุกเดือนและทุกปี เพื่อให้กระเป๋าซ้ายและขวาสมดุลกัน มีเป้าหมายต้องมีเหลือเก็บ ทุกเดือน (จะกี่สตางค์ก็ตาม) จากนั้นจึงจะมาคำนวณว่าควรแบ่งซื้ออะไร เท่าไร
ใช้เงินไปกับเรื่องอะไรมากที่สุดเหรอ ถ้าไม่นับค่าใช้จ่ายประจำเดือน พวกค่าอาหาร ค่าเช่าบ้าน คือว่าส่วนตัวเป็นคนชอบกิน แต่ไม่ค่อยเที่ยว ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่จึงหมดไปกับเรื่องกิน ที่ไหนว่าของกินอะไรอร่อยจน
หนังสือต้องเอามาลงหรือออกทีวี ถ้ามีโอกาสก็จะตามไปกิน ตระเวนไปลอง
ส่วนฟุ่มเฟือย... ถ้าคำจำกัดความของคนส่วนใหญ่คือเสื้อผ้า เครื่อง สำอาง ของประทินผิว
คงเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้หญิงต้องมีรายจ่ายด้านนี้เยอะกว่าผู้ชายอยู่แล้ว (ถ้าผู้ชายใช้จ่ายด้านนี้เยอะกว่าผู้หญิงคงเป็นเรื่อง! นะคะ) ส่วนตัวเองมี อาชีพเป็นพิธีกร บางรายการเขาก็มีสปอนเซอร์ให้ แต่บางรายการไม่มี ก็ ต้องซื้อเองบ้าง แต่โชคดีที่รายการที่เป็นพิธีกรอยู่ เป็นรายการด้านเศรษฐกิจ ไม่เน้นสวยหรือต้องทันแฟชั่น เน้นที่เนื้อหา เรื่องเสื้อผ้าจึงเป็นรอง แล้ว เสื้อผ้าที่ใส่เป็นสูทสีเข้ม หมดห่วงเรื่องฟุ่มเฟือยเกินเหตุ
จุดอ่อนเรื่องการเงินของผู้หญิงเหรอ... ก็ผู้หญิงยุคนี้ แม้จะต้องอยู่ภายใต้ อิทธิพลของหนังโฆษณาที่มีผลิตภัณฑ์ออกมาหลากหลาย (จริงๆ คุณสมบัติก็ไม่ได้ต่างกันเลย) จากทุกสื่อจนหนีไม่พ้น แต่หลายคนก็ฉลาดที่จะเลือกใช้ บางครั้งอาจทดลองใช้ (เสียค่าโง่ไปบ้าง) แล้วไม่ดี ต่อไปก็ไม่ใช้อีก สินค้าที่ไม่ดีจริง ขายไม่ได้กับผู้ที่ฉลาดเลือก แล้วอะไรที่ดูแล้วไม่เหมาะไม่สม กับตัวเองก็น่าจะคิดหลายตลบหน่อยว่า ควรลองเพื่อให้ตัวเองมีความสุข หรือให้คนมองแล้วทุกข์ทางสายตา
ที่เขาว่าเป็นจุดอ่อน ก็เรื่องใช้สินค้าแบรนด์เนม ยี่ห้อแพงๆ มองมุมหนึ่ง อาจจะดูเหมือนฟุ่มเฟือย กระเป๋าใบละเป็นหมื่น แต่ก็คงต้องดูรายได้และตำแหน่งงานของคนคนนั้น ถ้ารายได้เดือนเป็นแสน จะซื้อกระเป๋าใบละหนึ่ง หมื่นสองหมื่นบาท แล้วใช้เป็นปี ออกงานได้ทุกงาน กับพวกผู้ชายที่เปิด ไวน์ขวดละครึ่งหมื่นไปจนถึงครึ่งแสนหรือกว่านั้น ที่กินแล้วก็ละลายหาย ลงกระเพาะ กระเป๋าใบละหมื่นน่าจะคุ้มกว่านะคะ
แต่ถ้ารายได้ไม่เยอะมาก แต่ชอบตามสมัยนิยม แนะนำค่ะ ตอนนี้
ของเลียนแบบ แบบไม่มียี่ห้อ ใส่หรือสะพายแล้วเหมือนกันเด๊ะ ไม่ต้อง ไปเสียเงินแพงหรอกค่ะ เพราะแฟชั่นสมัยนี้เปลี่ยนเร็ว เปลืองเงินเปล่าๆ ใส่สนอง ความต้องการแป๊บเดียว เดี๋ยวก็เบื่อและล้าสมัยแล้ว
มีผู้เปรียบเปรยว่าเงินมีปีก อยู่ที่ความสามารถ เราจะทำอย่างไรให้เงิน บินมาหา
แต่ถึงอย่างไรเงินก็หายากอยู่ดี แล้วสมัยนี้เหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เยอะ แม้ว่าจะมั่นใจเศรษฐกิจปีนี้(รัฐบาลชุดนี้) พุ่งกระฉูดแน่ 7-8 เปอร์เซ็นต์และยังรักษาระดับราวๆ นี้ไปอีก 2-3 ปี... แต่อย่าวางใจ
ใครที่ผ่านร้อนผ่านหนาวช่วงวัยรุ่นในสมัยวิกฤตเศรษฐกิจ จะรู้ซึ้งถึง คุณค่าของเงินและงาน ถึงช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว แม้จะอยู่ในวัยมีกำลังแต่ ก็ไม่ควรละเลยเรื่องของการวางแผนการใช้เงิน แล้วผู้หญิงสมัยนี้ที่จะหวัง พึ่งพิงผู้ชาย อย่าหมายมั่นไปนัก... พึ่งตัวเองดีที่สุด
เดือนหนึ่งหาเงินได้ 100 บาท ควรเก็บอย่างน้อย 30 บาท ใครที่มี ภาระต้องส่งเสียครอบครัว ให้แม่ ให้น้อง ให้พี่ก็อาจจะเหลือเก็บน้อยหน่อย ถ้าไม่มีภาระก็ถือว่าตัวเบา ที่เก็บ 30 บาท แบ่งลงทุนให้งอกเงยสักหน่อย ก็ดีนะคะ ถ้าเป็นดิฉัน รายได้พิเศษที่ไม่ใช่เงินเดือนจะเก็บฝากแบงก์ อย่างเดียวเลย
ส่วนเงินที่แบ่งออกมาจากเงินเดือนจะซื้อประกันชีวิต หุ้น (เน้นปันผล ดี) หน่วยลงทุนกองทุนรวม และที่ดิน
ส่วนคนที่มีครอบครัว ยิ่งต้องเก็บเพื่อลูก (ควรตกลงให้คุณผู้ชายช่วย เก็บด้วยนะคะ) และธรรมชาติที่ให้ผู้หญิงมีหน้าที่อันใหญ่หลวง ตั้งท้อง คลอดและเลี้ยงลูก หน้าที่นี้จึงครอบคลุมไปถึงการดูแลการใช้จ่ายเงินภายใน บ้าน ผู้หญิงที่แต่งงานมีสามีมีลูกแล้ว (ดูจากคุณแม่) จึงจะนึกถึงแต่ ค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปเพื่อลูกและสามี แต่สามีจะนึกถึงภาระหน้าที่ความรับผิดชอบที่แบกรับไว้หนักอึ้งแค่ไหน ต้องถามใจคุณสามี
ร่ายมายาวค่ะ สรุปว่าคุณ (ผู้ชาย) ไม่ควรสรุปว่าผู้หญิงใช้จ่ายเงิน ฟุ่มเฟือย แต่ควรแยกแยะเป็นรายๆ และแล้วแต่สถานภาพดีกว่า แต่เชื่อค่ะว่าผู้หญิงสมัยนี้ฉลาดขึ้นเยอะ เครื่องสำอาง เสื้อผ้าแพงๆ คุณเธอจะเลือก ที่เนื้อผ้า แบบและสีที่เหมาะสม แต่ถึงแม้ว่าของใช้ต่างๆ ที่พวกผู้หญิงซื้อ มาใช้ มันก็อยู่ติดตัวไปนาน แต่คุณผู้ชายสิคะ เงินที่หาได้ถ้าไม่ละลายไปกับความสุขส่วนตัว ก็อาจจะเป็นการลงทุนแบบเสี่ยงชนิดหวือหวามากกว่า ทยอยสะสมอย่างมั่นคง แข็งแรงเก็บหอมรอมริบเหมือนพวกผู้หญิงเขานะคะ คุณว่าจริงมั้ย!


นั่นคือมุมมองของผู้หญิงทำงานยุคใหม่ ที่อยู่นอกวงการการเงิน (ที่ บางคนอาจคิดว่า แก้ตัวไปแบบน้ำขุ่นๆ ประสาหญิง) ที่ยอมรับจุดอ่อนใน เรื่องการใช้เงินของพวกเธอ ทีนี้ เรามาฟังมุมมองของคุณแม่ลูกหนึ่ง ผู้หญิง เก่งในวงการเงิน คุณปฏิมา อินทรวิศิษฏ์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน หรือ Chief Financial Officer ของ บลจ.อยุธยาเจเอฟ มาดูสิว่าแม่บ้าน ในวงการการเงินท่านนี้ บริหารจัดการการเงินอย่างไร
(ข้อสังเกตจาก บก. ในบรรดาบริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน 14 แห่ง ครึ่งหนึ่งของผู้บริหารระดับสูง ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ เป็นผู้หญิง และยังมีผู้หญิงอีกมากที่ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้จัดการกองทุน หรือ Fund Manager ดูแลการบริหารเงินกองทุนที่มีมูลค่าสินทรัพย์ เป็นพันเป็น หมื่นล้านบาท)
ผู้หญิงใช้เงินฟุ่มเฟือย?
เข้าเรื่องกันเลย จริงหรือที่ว่าผู้หญิงใช้เงินฟุ่มเฟือยกว่าผู้ชาย คุณ ปฏิมาบอกชัดเจนว่าไม่ค่อยเห็นด้วยในประเด็นนี้ สิ่งที่น่าสนใจของแต่ละเพศไม่เหมือนกัน ลักษณะการใช้จ่ายนั้น ของผู้หญิงจะซื้อบ่อย ซื้อถี่ แต่ ราคาไม่แพงมากนัก ของผู้ชาย นานๆ ซื้อ แต่จะเป็นของชิ้นใหญ่ราคาสูง ผู้หญิงอาจจะซื้อเกินความจำเป็นบ้าง แต่ไม่ถือว่าเกินเลย ดังนั้น แม้จะช็อปปิ้งบ่อย ชอบแต่งตัว ชอบซื้อของกระจุกกระจิก แต่เมื่อคิดถึงมูลค่าแล้ว ไม่สูงมากนัก ขณะที่ผู้ชายเล่น (ซื้อ) อย่างรถยนต์ เครื่องเสียง แต่ละอย่าง ราคาสูง ผู้ชายไม่ซื้อบ่อย แต่จะซื้อแพง สรุปก็คือมีความฟุ่มเฟือยพอๆ กัน
ส่วนที่ว่าผู้หญิงใช้เงินไปกับเรื่องการแต่งตัว คุณปฏิมาบอกว่า เรื่องของ การแต่งตัวนั้นเป็นนิสัยอยู่แล้ว แต่สมัยนี้จะซื้อเสื้อผ้า ผู้หญิงก็คิดหรือมี การวางแผนไว้ก่อน ไม่ใช่เห็นอะไรชอบก็ซื้อลูกเดียว แต่จะวางแผนก่อน ว่าเสื้อตัวนี้จะใส่กับอะไรได้บ้าง คิดก่อน ว่าใช้ได้นานไหม คิดสรตะอย่างดี แล้วจึงจะจ่าย ไม่ใช่การซื้อพร่ำเพรื่อ แต่ซื้อแล้วต้องคุ้มค่า ใช้ประโยชน์ได้ สูงสุด
และที่เป็นรายจ่ายหลักของผู้หญิงในกลุ่มแม่บ้าน หนีไม่พ้นใช้จ่ายเพื่อลูก ซึ่งเธอบอกว่า การใช้จ่ายเรื่องลูก ก็เป็นเรื่องเรียนเสริมพิเศษ เปียโน บัลเลต์ ไวโอลิน ว่ายน้ำ ก็เป็นค่าใช้จ่ายเยอะเหมือนกัน แล้วมีพวกของเล่นที่ เป็นการพัฒนาการเรียนรู้ ยอมจ่ายก็เพื่อให้ลูกมีพัฒนาการที่ดี เรื่องพวกนี้ เราจะคิดเผื่อไว้ในค่าใช้จ่ายของเราไปเลย ส่วนที่เป็นค่าเล่าเรียนปีละหน ก็คุณพ่อจ่าย พูดในฐานะที่มีลูกคนเดียว หากมีสองคนคงต้องแบ่งใหม่ หากมีลูกหลายคน ควรทำพินัยกรรมเพื่อแบ่งสรรจัดไว้ให้ชัดเจน เธอแนะนำ
เป็นความจำเป็น ถ้างานที่ทำต้องพบปะกับคน ต้องเจอลูกค้า เป็น image ของตัวเรา เราก็จำเป็นต้องใช้ของพวกนี้ เรียกว่าเป็นการสอดคล้องกับหน้าที่การงาน ทุกคนก็อยากมีบุคลิก มีสไตล์ของตัวเอง การใช้จ่ายเพื่อ เสริมบุคลิก ต้องถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน คุณปฏิมาซึ่งอยู่ใน ชุดสูทสไตล์ผู้หญิงทำงาน บอกถึงมุมมองของเธอกับพฤติกรรมสามัญ ของสาวโสด ที่หมดเงินไปกับการซื้อเสื้อผ้า เครื่องสำอางและเครื่องแต่งตัว
จุดอ่อนทางการเงินของผู้หญิง?
หากได้ยินคำถามนี้ คำตอบที่ได้รับคงเป็น นิสัยชอบช็อปปิ้งไงล่ะ
แต่คุณปฏิมากลับมองว่านี่ไม่ใช่จุดอ่อน โดยให้เหตุผลว่า เป็นส่วนหนึ่ง ของหน้าที่การงานไปแล้ว จุดอ่อนจริงๆ คิดว่าเรื่องเครดิตการ์ด คือการใช้ เครดิตการ์ด ทำให้ไม่มีระเบียบในการใช้เงิน ด้วยความที่จ่ายง่าย เห็นแล้ว อยากซื้อก็รูดบัตรฯ ทำให้ลืมวางแผนว่าอะไรควรซื้อ อะไรไม่ควรซื้อ ซึ่งเธอ ผ่านจุดอ่อนนี้มาแล้ว เลยฝากเทคนิคในการแก้นิสัยให้กับสาวๆ ทั้งหลาย ผ่าน M&W มาด้วย โดยยอมรับว่าได้แนวคิดจากหนังสือพวก personal finance book ทั้งหลาย (M&Wก็อยู่ในกลุ่มนี้นะคะ) หนังสือเหล่านี้จะแนะนำว่า ควรจะใช้เงินสดจ่ายมากกว่า เพราะจะทำให้รู้สึกว่าวันนี้เราจ่าย เงินสดมากแล้ว เราควรจะหยุด (ได้แล้ว) และทุกครั้งที่ใช้เงินสด เราจะรู้สึกว่า... อื้อฮือ วันนี้จ่ายไปก้อนใหญ่ ต้องหยุดจ่ายสักอาทิตย์สองอาทิตย์ ช่วยได้เหมือนกัน และการอ่านเรื่องการบริหารการเงินส่วนบุคคลบ่อยๆ ทำให้เราระวังเรื่องการใช้เงิน เราจะมีการวางแผนการใช้เงิน พอเงินเดือน ออก เราหักไว้ก่อน ไปลงทุนเลย ถ้ามารอหักเอาตอนสิ้นเดือน อาจจะไม่เหลือแล้ว เลยหักไว้ก่อนประมาณ 35-50 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือก็ใช้จ่าย ส่วนตัวประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์ และเป็นค่าใช้จ่ายลูกประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีก 5 เปอร์เซ็นต์เป็นภาษีสังคม นั่นคือการจัดสรร รายได้ของเธอ ส่วนที่ออมและลงทุน รวมประกันด้วย 50 เปอร์เซ็นต์เนี่ย มีทั้งของ ลูกและของเรา โดยแยกบัญชีกัน และจะให้ความสำคัญเรื่อง RMF มาก ให้ความสำคัญกับ RMF เป็นอันดับแรก เป็นสิ่งที่ต้องมี คนทำงานหาก ไม่ลงทุนใน RMF ถือว่าเป็นอะไรที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงในชีวิต เพราะช่วยเรื่องภาษี ไม่มีเงินออมอย่างอื่นยังไม่เท่าไร แต่หากไม่มีเงินออมใน RMF นี่ ถือว่าผิดมาก เพราะได้ลดหย่อนภาษี สมมติเงิน 20 เปอร์เซ็นต์ที่ลงทุน ไปไม่ได้ดอกผลอะไรเลย แต่คุณได้ลดหย่อนภาษีไปเท่ากับวงเงินที่ลงทุน สมมติคุณเสียภาษีปีละ 20 เปอร์เซ็นต์ ก็เท่ากับว่าคุณได้ผลตอบแทนมา 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหาไม่ได้แล้ว
กลับมาที่จุดอ่อนทางการเงินของคุณปฎิมาในเรื่องการใช้บัตรเครดิต ที่เธอบอกว่าเป็นจุดอ่อนเพราะใช้ง่าย ซึ่งวิธีจัดการของเธอนอกจากการ ใช้เงินสดคือ สอง-จะจดทุกอย่างที่ซื้อทุกวัน จดว่าวันนี้ใช้จ่ายอะไรไปบ้าง พอสิ้นเดือนจะดูว่าใช้ไปเท่าไร แยกค่าใช้จ่ายออกมา แล้วดูว่าที่จ่ายเยอะ ลดได้ไหม ก็พยายามลดอยู่ค่ะ อย่างแต่งตัวนี่ก็พยายาม พอเริ่มจดก็เห็น เลยว่าใช้อะไรเยอะ และเริ่มเห็น ก็จะเตือนตัวเองได้ว่าพรุ่งนี้อย่าใช้เยอะนะ ซึ่งก็ได้ผลมาก
มีบัตรเครดิตน้อยที่สุดก็เป็นเรื่องดี คุณปฏิมาเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ โดย ให้เหตุผลว่า บางทีใช้การ์ดของหลายที่ ซึ่งเรียกเก็บเงินไม่พร้อมกัน เมื่อ จ่ายไม่พร้อมกัน เลยทำให้รู้สึกว่าไม่มากมายอะไร เช่นรายหนึ่งหมื่นหนึ่ง... ก็โอเค อีกรายแปดพันยังโอเค แต่หากมีใบเดียวเรียกเก็บมาที่เดียวห้าหมื่น คงรู้สึกว่าใช้อะไรไปตั้งมากมาย ดังนั้น ควรมีน้อยใบ ซึ่งจะลดภาระในการ จ่ายด้วย เพราะหากลืมจ่ายก็เกิดดอกเบี้ยอีก มีใบเดียวก็ครั้งเดียว
เท่านั้น เดือนละหน
การลงทุน...เรื่องต้องรู้?
สมัยนี้ไม่รู้ไม่ได้เลยนะคะ คุณปฏิมาบอก เดี๋ยวนี้คนอายุยืน อยู่ได้ นานถึง 80 ปี แต่เกษียณกันตอน 60 เหลืออีก (ตั้ง) 20 ปีกว่าจะ 80
ดังนั้นในช่วง 20 ปีที่ไม่ได้ทำงาน จะเอาเงินที่ไหนใช้ ต้องคิดเตรียมไว้ จะรอดอกเบี้ยจากแบงก์คงไม่ได้แล้ว ดังนั้น เรื่องการลงทุนนี่จำเป็นต้องรู้ เลยค่ะ เธอฟันธง ต้องรู้ว่ามีทางเลือกอะไรให้เราบ้าง ตอนนี้เท่าที่สังเกต คนทำงานนิยมกองทุนรวม ไม่ใช่เราทำงานบลจ.แล้วจะมาชื่นชม เธอออกตัว พร้อมให้เหตุผลว่า เป็นวิธีที่สะดวกในการลงทุน ไม่ต้องศึกษามาก แค่วิเคราะห์ตัวเองว่าชอบความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด แบบไหน แล้ว
โทรศัพท์ไปหาเจ้าหน้าที่ จ่ายเงิน เท่านี้ก็จบ ครั้งต่อไปก็แค่คลิกอินเตอร์เน็ต ก็ซื้อได้แล้ว ง่ายมากและกองทุนก็โตขึ้นด้วย
การลงทุนเป็นเรื่องจำเป็นต้องรู้ เพื่อใช้วางแผนว่าในบั้นปลายชีวิต อยากมีชีวิตอย่างไร ซึ่งคุณปฏิมาบอกว่า เพียงชีวิตเรียบง่าย สมมติว่า มีบ้านของตัวเองแล้ว อยากอยู่สบายๆ เดือนหนึ่งใช้จ่าย 30,000 บาท ปีหนึ่ง 360,000 บาท แล้ว 20 ปีเป็นเงินเท่าไร 7.2 ล้านบาท เราจะมี เงินก้อนนั้นได้อย่างไร ฝากแบงก์คงไม่ได้ หรือจะเก็บเงิน เดือนหนึ่งเก็บ 30,000 บาท แต่เงินจำนวนนี้อีก 20 ปีข้างหน้า ไม่ได้มีค่าเท่านี้นะ ดังนั้น ต้องหาวิธีว่าจะทำอย่างไรให้เงินโตให้ได้ ก็ต้องวางแผนบริหารเงิน
เพราะเห็นด้วยกับที่ว่ากันว่า มนุษย์เงินเดือน อย่างไรเสีย ก็ไม่มีวัน ร่ำรวย ด้วยเหตุผลที่ว่า คนทำงานอย่างเราส่วนใหญ่ ทำได้แค่ 2 jobs คืออาจจะมีงานประจำ และรับงานนอกบ้าง แต่เงินเดือนและค่าจ้าง เพียงเท่านี้ ถ้าไม่มีวิธีการบริหารเงิน รับรองว่าเงินจะโตไม่ทันให้เราใช้หรอก ดังนั้นเธอจึงเห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า ให้เงินทำงาน โดยบอกว่า ได้ผลจริงๆ ค่ะ เห็นเลยคือบางคน ซื้อกองทุนหุ้น 2 ล้านบาท พอสิ้นปีงอกขึ้นมาอีก 1 ล้านได้โดยไม่ต้องทำอะไร คุณไม่ต้องทำงานเลย เงินโตเอง แต่เราก็ต้อง พร้อมรับความเสี่ยงด้วย หากให้เงินทำงานหนัก ก็อาจหายไปได้เหมือนกัน เธอพูดอย่างผู้รู้ที่เข้าใจการทำงานของเงินเป็นอย่างดี
ดังนั้น วันนี้สำหรับผู้หญิงทำงาน หัวข้อสนทนาประจำวัน จึงมีเรื่อง ข้อมูลข่าวสารและความรู้เรื่องการออม การลงทุนด้วย เดี๋ยวนี้เวลานัด ทานข้าวกันกับเพื่อนๆ เรื่องที่ยกขึ้นมาพูดกันคือเรื่องเงิน บริหารกันอย่างไร ลงทุนในกองไหนดีหรือหุ้นตัวไหนดี นี่เป็นเรื่องที่คุยกันประจำ แล้วเมื่อ เทียบกันสมัยคุณแม่เรานี่ เวลาเขาเจอกัน ไม่เห็นคุยเรื่องการบริหารเงินเลย แต่มาสมัยเรา คุยเรื่องนี้กันประจำ เป็นธรรมดา ปกติมาก และเรื่องหุ้นด้วย ตั้งแต่ตลาดหุ้นบูมนี่ ต้องมีคนพูดเรื่องหุ้นแต่ละวัน ทุกวงสนทนาต้องมีเรื่อง สองเรื่องนี้ คุณปฏิมาสรุป
หลังจากฟังทัศนะของทั้งสาวโสดและไม่โสดทั้งสามนี้แล้ว จะยังคิดว่า ผู้หญิงไม่รู้เรื่องการออม ไม่สนใจเรื่องการลงทุน ไม่รู้จักบริหารเงิน กัน อีกหรือ !!



 เครื่องมือการวางแผน
 วิธีหา Net Worth
 วิธีจัด Portfolio
 ค้นหากองทุนรวม
 Bond Calculator
 Saving Calculator
 วางแผนการเกษียนอายุ
 วางแผนประกันชีวิต
 วางแผนการศีกษา
 บริหารหนี้
 IBES Earnings
  Consensus
 Statement รวม
 อื่นๆ