| M&W |
| •
Retirement |
| •
Investment
Planning |
| •
Funds'
Corner |
| •
College Planning |
| •
Insurance
|
| •
Money
Matters
|
| •
Debt
|
| •
Legal Clinic |
| •
Marriage
& Divorce |
| •
Inheritance
|
| •
Money
Tales |
| •
Money for Money
|
| •
M&W Quiz |
| •
Property
|
| •
M&W Family Finance |
| •
Money
Matters
|
| •
Debt
|
| •
Legal Clinic |
|
|
กรณีศึกษาที่ 5 : หมอคนเก่ง
ในสมัยก่อนคนไทยที่รวยต้องเป็นคนค้าขายหรือเป็น
เถ้าแก่โรงสี หากจะกินเงินเดือนหรือทำงานที่มีค่าจ้าง
ประจำและไม่มีสมบัติของพ่อแม่ จะร่ำรวยคงยาก
เว้นแต่จะคดโกงคอร์รัปชั่น แต่ไม่ว่าจะกินตามน้ำหรือกินทวน
น้ำ ผมถือว่าผิดทั้งสิ้น คนเราที่ความรู้ไม่มากแต่ใช้ตำแหน่งคดโกง
ก็มีวิธีทางหาเงินได้มากมาย สมัยนี้
คนไทยเราทำงานตรงไปตรงมามากขึ้น การคดโกงในสังคมค่อยๆ
ลดลง อาชีพหนึ่งซึ่งจะช่วยให้ก่อร่างสร้างตัวได้เร็ว
คือทำงานวิชาชีพอิสระ (Professionals) ไม่ว่าจะเป็นหมอ
ทนายความ นักบัญชี หรือ วิศวกร คนไทยเราเก่งในเรื่องการให้บริการ
ดังนั้น เราจะต้อง พยายามใช้จุดแข็งในเรื่องนี้แข่งขันกับชาติอื่น
คุณหมอสมชาย อายุ 42 ปี เป็นหมอตาหรือจักษุแพทย์ที่มีความสามารถ
เขาทำงานกับ โรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง
ได้เงินเดือนๆ ละ 50,000 บาท และหลังเวลาทำงานก็จะเปิด
คลีนิคของตนเองซึ่งได้ค่ารักษาคนไข้ปีหนึ่งถึง
8,000,000 บาท เขาเป็นคนสุภาพอ่อนหวาน ดูแล
คนไข้ดี และขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมเป็นประจำ
จึงมีคนมาให้เขารักษาเป็นจำนวนมาก รายรับ รายจ่ายและทรัพย์สินต่าง
ๆ ของเขามีดังนี้

ผมมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมดังนี้
อาชีพแพทย์ค่อนข้างจะได้เปรียบในเรื่องภาษีเมื่อเทียบกับ
คนไทยที่ทำอาชีพอื่นๆ รายได้จาก โรงพยาบาลและคลีนิครวมกัน
8.6 ล้านบาท แต่เขาเสียภาษีเพียง 850,000 บาท
กล่าวคือ ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากกรมสรรพากรให้หมอหักรายจ่ายจากรายได้ค่ารักษาพยาบาลสูงมาก
คนไทย ที่ประกอบวิชาชีพอิสระอื่น เช่น วิศวกร
นักกฎหมาย หากมีรายได้ 8.6 ล้านบาทแล้ว จะต้องเสียภาษี
ประมาณ 1.7 ล้านบาท คือ เป็นสองเท่าของอาชีพหมอ
ดังนั้น ใครอยากเสียภาษีน้อยให้เรียน วิชาแพทย์
แม้ว่าเขาจะออมเงินเพียง 1 ล้านบาท จากรายได้
13.6 ล้านบาท ซึ่งถือเป็น 7.7 เปอร์เซ็นต์ แต่หากเขาไม่เอาเงินไปซื้อรถสปอร์ต
4 ล้านบาท เงินออมเขาก็จะเท่ากับ 5 ล้านบาท
คิดเป็น 36 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับว่ามากพอดู
ปี 2546 มีรายได้ 13.6 ล้านบาท
เพราะเป็นปีทองของผู้ซื้อหน่วยลงทุนที่เป็นกองทุนหุ้น
เพราะในปีนี้ราคาหุ้นไต่ขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายนถึงปลายเดือนตุลาคม
เป็นอัตราถึงเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ หมอสมชายซึ่งมีความชำนาญในการบริหารเงิน
ได้เอาเงินออมส่วนใหญ่ซื้อกองทุนหุ้น เมื่อราคา
เพิ่มขึ้นก็ขายทำกำไร แต่เขาจะหวังว่าได้กำไรอีก
4 ล้านบาท อย่างปี 2546 คงจะยาก ปีต่อๆ ไป หุ้นจะไม่ขึ้นราคาเร็วแบบปี
2546 เขาซื้อรถสปอร์ตเนื่องจากเชื่อว่าตัวเองถือพันธบัตรไว้แล้ว
10 ล้านบาท และมีหน่วยลงทุนอีก 7 ล้านบาท แม้เกิดภัยพิบัติ
เช่น เศรษฐกิจของประเทศล่มสลาย เขายังมีเงินสดหรือทรัพย์สินที่จะดูแลครอบครัวได้
หากเขาไม่อยากจะใช้เงินสดซื้อรถสปอร์ตก็อาจจะซื้อเงินผ่อน
แต่การทำอย่างนั้น
เป็นการเสียดอกเบี้ยซึ่งจะค่อนข้างสูง
เขาเสียค่าเล่าเรียนส่งลูกสองคนไปต่างประเทศปีหนึ่ง
2 ล้านบาท หากรายได้ของคลีนิคลดลง
เขาอาจประหยัดค่าใช้จ่ายในเรื่องนี้โดยให้ลูกกลับมาเรียนในเมืองไทยที่โรงเรียนวิเทศศึกษา
(International School) ซึ่งปีหนึ่งใช้เงินเพียง
6-7 แสนบาท การให้ลูกเรียนในเมืองไทยจะช่วย
สร้างความใกล้ชิดความอบอุ่นในครอบครัว นอกจากนี้ยังช่วยให้สามีภรรยามีสิ่งผูกพันกันมากขึ้น
มีหลายครอบครัวที่ส่งลูกไปเรียนเมืองนอกแล้ว
พ่อแม่เกิดทะเลาะกัน ก็มีโอกาสแยกทางกันง่ายกว่า
เพราะไม่มีลูกอยู่เคียงข้าง อันเป็นสายใยสร้างความผูกพันให้กับพ่อแม่
หมอสมชายให้เงินพ่อแม่ใช้ปีละ 300,000 บาท แม้ว่า
พ่อแม่ฐานะค่อนข้างร่ำรวย แต่เขาคิดว่า ที่เรียนจบเป็นหมอได้
มีความรู้ดีก็เพราะพ่อแม่ส่งเสีย นอกจากนี้
ยังได้รับการอบรมบ่มนิสัยให้เป็น คนขยัน ซื่อสัตย์
และพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อมีความเจริญในวิชาชีพ
เขาคิดว่า ในปีหน้าเมื่อมีเงินเหลือจะเริ่มซื้อบ้านตากอากาศสักหลัง
ปีนี้ขอซื้อรถสปอร์ตก่อน การ ซื้อบ้านพักถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง
แต่ควรไตร่ตรองว่าปีหนึ่งจะได้ไปใช้ประโยชน์สักกี่ครั้ง
หากซื้อ ในพื้นที่ห่างไกลมาก และไปพักเพียงปีละ
2-3 ครั้ง อาจจะไม่คุ้มค่าการลงทุนและต้องดูแลเอาเงินซื้อ
หน่วยลงทุนหรือพันธบัตรแล้วเอาดอกเบี้ยไปพักโรงแรมน่าจะคุ้มและสะดวกสบายกว่า
เขาตั้งใจว่า หากปีหน้าไม่ซื้อบ้านพักตากอากาศ
ก็จะซื้อเพชรให้ภรรยา เนื่องจากแต่งงานกันมา
14 ปีแล้ว ไม่เคยให้ของขวัญชิ้นใหญ่แก่ภรรยาซึ่งเป็นคู่สร้างคู่สม
ภรรยานอกจากจะทำให้บ้าน อบอุ่นน่าอยู่แล้ว ยังช่วยงานในคลีนิคของเขาอีกด้วย
น่าเสียดายที่สามีแม้จะมีเงินมาก ก็ละเลยใน
เรื่องนี้
ประการสุดท้าย แม้เขาจะมีหนี้สินค่อนข้างมาก
คือ 21.5 ล้านบาท แต่เขาก็ผ่อนชำระปีหนึ่ง ถึงเกือบ
4 ล้านบาท ในสภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำ เงินกู้จะลดลงค่อนข้างเร็ว
และคาดว่าภายใน 4-5 ปี หนี้สินจะลดลงเหลือเพียง
5 ล้านบาท ซึ่งเทียบกับทรัพย์สินรวม 43.4 ล้านบาท
ถือว่าเขามีฐานะการเงินที่มั่นคง
|
|
|
|
| เครื่องมือการวางแผน |
| วิธีหา
Net Worth |
| วิธีจัด
Portfolio |
| ค้นหากองทุนรวม |
| Bond
Calculator |
| Saving
Calculator |
| วางแผนการเกษียนอายุ |
| วางแผนประกันชีวิต
|
| วางแผนการศีกษา |
| บริหารหนี้ |
IBES
Earnings
Consensus |
| Statement
รวม |
| อื่นๆ |
|
|
|