M&W
• Retirement
Investment Planning
Funds' Corner
• College Planning
Insurance
Money Matters
Debt
Legal Clinic
Marriage & Divorce
Inheritance
Money Tales
Money for Money 
M&W Quiz
Property
M&W Family Finance
Money Matters
Debt
Legal Clinic

เพลินพัฒนาโรงเรียนทางเลือกแห่งใหม่ปี 2547
เพลินพัฒนาจะเปิดห้องเรียนในปีการศึกษา ที่จะถึงนี้ ด้วยแนวทางสังเคราะห์กระบวนการ เรียนรู้ที่หลากหลายทั้งแบบเดิมและแบบใหม่ แล้วจัดวางไว้ในวิถีชีวิตของทั้งโรงเรียนและบ้าน เพื่อให้เด็กไทยมีศักยภาพเท่าทันกับยุคสังคม แห่งความรู้ในอนาคต

มีกระแสเสียงจากผู้อ่านอยากให้แนะนำโรงเรียนทางเลือกในย่านอื่นๆ บ้าง เพื่อว่าหากไม่ไกลจากที่พักจะได้พิจารณาตัดสินใจให้ลูกได้ เมื่อคราวแรก ผมได้แนะนำสองโรงเรียนทางเลือกในย่านถนนพระราม 2 ย่านบางมดไปแล้ว คราวนี้ขอเขยิบมาทางแถบถนนพุทธมณฑลใกล้กับย่านปิ่นเกล้า แนะนำ โรงเรียนที่กำลังเปิดใหม่ในปีการศึกษาที่จะถึงนี้ นั่นคือโรงเรียนเพลินพัฒนา อันเป็นโรงเรียนที่มุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมการเรียนการสอน
ห้องเรียนแห่งการบูรณาการ

ในการเรียนการสอน ครูของเพลินพัฒนาจะออกแบบให้ทุกสาระวิชาที่แตกต่างและหลากหลายมีแนวคิดร่วมกัน เพื่อฝึกให้เด็กได้คิดแบบ บูรณาการและเชื่อมโยง อาทิ ในภาคการศึกษาหนึ่ง มีการออกแบบแนวคิด และสาระร่วมในภาคนั้นคือ เรื่องของ Pattern (แบบแผนการเคลื่อนไหว) ดังนั้น ในแต่ละวิชาจะต้องแสดงแนวคิดร่วมกัน เช่น วิชามนุษย์กับโลก (วิชาวิทยาศาสตร์และสังคมศึกษา) แนวคิดร่วมคือ วงจรชีวิต ในวิชา คณิตศาสตร์คือ วงรอบการนับ ในวิชาดนตรีชีวิตคือจังหวะในวิชา ภาษาไทยคือ การซ้ำคำ ในวิชาแสนภาษาคือ วงจรสี ในวิชากีฬาคือ การรับ-ส่งลูกรักบี้ เป็นต้น จากการออกแบบในลักษณะนี้ เมื่อเด็กได้เรียนวิชา ต่างๆ แล้ว เด็กจะเห็นความเชื่อมโยงได้ไม่ยาก และเป็นแรงจูงใจให้พวกเขา คิดเชื่อมโยงตามศักยภาพที่มีอย่างเป็นธรรมชาติ ห้องเรียนแห่งการทำงาน จากการแบ่งภาคเรียนเป็น 10 สัปดาห์ หลังจากเรียนสาระวิชาใน หนึ่งภาคมาจนครบแปดสัปดาห์ ในสองสัปดาห์สุดท้ายจะเป็นช่วงเวลา ที่เด็กจะได้นำเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้ทุกวิชามาหลอมรวม แล้วคิดนำเสนอความ เข้าใจของตนออกมาเป็นโครงงาน ใช้ชื่อว่า “ชื่นใจ...ได้เรียนรู้” เพื่อนำเสนอ ให้ครู และผู้ปกครองได้ทราบถึงสิ่งที่เด็กๆ ได้เรียนมา ในขั้นตอนนี้ เด็กๆ จะได้ฝึกสังเคราะห์เนื้อหา และคิดค้นวิธีการนำเสนอที่สร้างสรรค์ ยิ่งไปกว่านั้น เด็กๆ ยังได้ฝึกวิชาชีวิตคือ การรู้จัก ทำงานร่วมกัน การรับฟังความเห็นของกันและกันและการแบ่งหน้าที่กันทำ อีกด้วย

ภายหลังการนำเสนอโครงงาน เด็กจะได้รับฟังข้อคิดเสนอแนะทั้งจากครูและผู้ปกครอง ซึ่งจะก่อให้เกิดแรงจูงใจใฝ่เรียนรู้ในภาคเรียนที่ สูงขึ้นต่อไปห้องเรียนแห่งสหวิทยาการเพลินพัฒนามีการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ที่สำคัญคือ การทำให้ สาระวิชาทั้งแปดของการศึกษาขั้นพื้นฐานตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาฯ เกิดการเชื่อมโยงไร้พรมแดน เป็นสหวิทยาการ เช่น ในวิชาคณิตศาสตร์จะมีการเชื่อมโยงสาระย่อยของเลขคณิต เรขาคณิต และพีชคณิตเข้ามา ภาษา อังกฤษนั้นเล่า ก็จะแทรกเข้าไปสู่ทุกวิชาและเน้นฝึกการใช้งานทั้งพูดและเขียน ในวิชาภูมิปัญญาภาษาไทยนั้น ได้รวมไปถึงมิติต่างๆ ได้แก่ หัตถศิลป์ คีตศิลป์ นาฏศิลป์ วรรณศิลป์ และวิจิตรศิลป์ไว้ด้วย เพื่อสื่อสารไทยด้วย โลกทัศน์อย่างไทย
ส่วนวิทยาศาสตร์กับสังคมศึกษานำมายุบรวมเป็นวิชามนุษย์กับโลก เพื่อเรียนรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ มนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับการงาน นอกจากนี้ ยังนำเอาสาระของวิชาต่างๆ มาสังเคราะห์ให้เกิดวิชาใหม่ว่าด้วยการฝึกคิดอย่างมีจินตภาพและมโนทัศน์ เรียกว่าวิชาจินตทัศน์ วิชานี้จะผนวกบางส่วนของสาระด้านตรรกวิทยา คณิตศาสตร์ แผนที่ความคิด (Mind Mapping) การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) หัตถกรรม การวาดเส้น (Drawing) เป็นต้น เพื่อฝึก ให้เด็กมีทักษะในการจัดระบบความคิด การแก้ปัญหาและการแสดงความ คิดเห็น ด้วยแนวทางนี้ เด็กจะเติบโตอย่างรอบด้านทั้งความเป็นไทยและวิสัยทัศน์ที่เป็นสากล

ห้องเรียนแห่งการวิจัยและพัฒนาในการทำงานของครูในห้องเรียน คือการทำงานวิจัยและพัฒนาผลงานของตนไปด้วย เริ่มต้นจากการวางแผนการสอนซึ่งประกอบด้วยเป้าหมาย และวิธีการ (ทักษะ กิจกรรม สื่อการเรียนรู้และเวลา) ไปสู่การบันทึกผลการปฏิบัติงานทั้งของนักเรียน (ด้านวิชาการ วิชาชีวิตและวิชางาน) และของครู (ด้านการสอน สื่ออุปกรณ์และทีมงาน และฝ่ายบริหาร) และสุดท้าย ทำการสรุปผล ขั้นตอนสุดท้ายนี้มีความสำคัญในฐานะเป็นการวิจัยและพัฒนา การประเมินผลในส่วนของนักเรียนจะดึงเอาผู้ปกครองมามีส่วนร่วมทำความเข้าใจผลการเรียนของเด็กในหลายแง่มุมและหลายกิจกรรม และเสนอแนะแนวทางที่น่าสนใจในการปรับปรุงการเรียนการสอน ในส่วนของครูนั้น การประเมินผลจะเป็นข้อมูลเพื่อการวางแผน การสอนที่ดียิ่งๆ ขึ้น และเป็นฐานข้อมูลในการนำไปสร้างชุดความรู้ แบบฝึกหัดและสื่อการเรียนรู้ใหม่ๆ สำหรับผู้บริหาร การประเมินผลจะนำไป สู่การพัฒนาระบบการทำงานและการบริหารจัดการของครูให้ดียิ่งๆ ขึ้น

ข้อมูลที่ถูกเก็บจากกระบวนการทั้งหมดนี้ จะถูกนำไปประมวลเก็บ ไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ภายใต้การเขียนโปรแกรมเฉพาะ รองรับโดยทีมงาน ด้านสารสนเทศ การจัดเก็บ ระบบสืบค้น การวิเคราะห์และประมวลผลจะถูกจัดทำขึ้นเป็นระบบ intranet โดยใช้โปรแกรมการทำงาน (Operation System) ที่หลากหลาย เพื่อการใช้งานได้อย่างสะดวกและสามารถเป็น แหล่งความรู้ด้านการพัฒนาการเรียนการสอนของครูและผู้บริหาร พ่อแม่ และชุมชนได้อย่างกว้างขวาง น่ายินดีที่นวัตกรรมทางการศึกษาเหล่านี้จะขับเคลื่อนอย่างเต็ม รูปแบบ ตั้งแต่ระดับขั้นอนุบาลจนถึงมัธยมในปีการศึกษา 2547 นี้แล้ว ภายใต้กระแสปฏิรูปการศึกษาที่ไหลไปอย่างแผ่วเบา ผลงานของโรงเรียนเพลิน พัฒนาในอนาคตอันใกล้นี้คงมีส่วนกระตุ้นความสนใจของทั้งผู้ปกครองและผู้คนในแวดวงการศึกษา ให้หันกลับพินิจพิจารณาแนวทางการพัฒนาการ ศึกษาของเด็กไทยกันบ้าง เพื่อที่โรงเรียนทางเลือกจะได้เป็นโรงเรียนกระแสหลักของระบบการศึกษาไทยในอนาคตกันเสียที สมดังวิสัยทัศน์ของ เพลินพัฒนาที่ว่า มุ่งมั่นมองไกล หมายใจให้ถึง เพลินสนทนาเรื่องปรัชญาการเรียนรู้กับอาจารย์ ธิดา พิทักษ์สินสุข ผู้อำนวยการโรงเรียนเพลินพัฒนา อยากให้อาจารย์อธิบายขยายความแนวคิดทางการศึกษาของโรงเรียนที่ระบุว่า เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ผ่านกระบวนการทางวัฒนธรรม

การเรียนรู้ของมนุษย์เราไม่ได้มีเพียงในชั้นเรียนอย่างเดียว และถ้า เราเชื่อว่ามนุษย์เราเรียนรู้ตลอดชีวิต มันหมายความว่าทุกเวลาของเขาคือ การเรียนรู้และอยู่ในวิถีชีวิต การเรียนการสอนจึงเริ่มต้นตั้งแต่ก้าวย่างเข้าสู่ โรงเรียน ทำอย่างไรเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ทั้งด้านการแสวงหาความรู้และการ พัฒนาชีวิต ยิ่งไปกว่านั้น โรงเรียนและผู้ปกครองต้องคุยกันในเรื่องของวิถี ชีวิตที่บ้านด้วย เพื่อให้การเรียนรู้ทั้งของโรงเรียนและบ้านเกื้อกูลต่อเด็ก

การปลูกฝังคนๆ หนึ่ง เกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของเขา และวิถีชีวิตนี้ก็คือวัฒนธรรม การเรียนแบบนี้มันสร้างตัวตน คิดถึงครอบครัวคนจีนสมัยก่อน เด็กตื่นเช้ามาช่วยเรียงของหน้าร้าน ช่วยงานที่ร้าน จนกลายเป็นนิสัยขยันหมั่นเพียร โรงเรียนจะคิดถึงแนวการเรียนการสอนที่เด็กจะได้เห็น ได้ทำ ได้ ซึมซับจากวิถีชีวิต เพราะเราเชื่อว่า เด็กจะเป็นในสิ่งที่เราเป็น มากกว่าจะเป็นในสิ่งที่เราบอกให้เป็น

พูดถึงทางสองแพร่งของการเรียนการสอนระหว่างเด็กเป็นศูนย์กลางกับ ครูเป็นศูนย์กลาง โรงเรียนบอกเอาทั้งคู่ มันจะมีข้อขัดแย้งกันหรือไม่ ในแง่ที่ การเอาครูเป็นศูนย์กลางนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่า ถ้ายึดอยู่แต่ว่าความรู้ อยู่ที่ครูบอก เด็กก็จะมุ่งไปนั่งฟังครู แต่ถ้าเด็กเป็นศูนย์กลาง ความรู้อยู่ที่ ความสนใจของเด็ก แล้วฝึกเด็กคิดหาความรู้โดยครูช่วยฝึกและครูเป็นเพียง ส่วนหนึ่งขององค์ความรู้ ไม่ใช่ทั้งหมด

เรามองว่าในสังคมตอนนี้มันสวิงมาก ถ้าไม่ชอบใจอย่างหนึ่ง ก็จะเลือกอีกอย่างหนึ่ง เพลินพัฒนาไม่ได้คิดอย่างนั้น เรามองมุมดีของการสอน โดยครูเป็นศูนย์กลาง การเน้นวิชาการ การสอนแบบเรียนหนังสือ มันมีข้อดี อย่างไร แล้วถ้าสอนโดยเด็กเป็นศูนย์กลาง ให้เด็กได้ทำกิจกรรมโครงงาน มีข้อดีอย่างไร ก็เอามาไตร่ตรองแล้วสร้างทางใหม่ ที่ดึงเอาความดีความงาม จากทั้งสองข้างมาสร้างเป็นกระบวนการเรียนรู้ อันนี้ไม่ใช่เป็นการประนี
ประนอมกัน ไม่ใช่ครึ่งๆ กึ่งๆ
ยกตัวอย่าง ข้างหนึ่งมีการบ้าน อีกข้างหนึ่งไม่มีการบ้าน เรามองว่า การบ้านมีข้อดีอย่างไร แล้วหากไม่มีการบ้าน มันจะเป็นอย่างไร แล้วเราก็ มาหาข้อสรุป การบ้านมีข้อดีในเรื่องของการฝึกเด็กให้มีเวลาศึกษา (study time) ค้นคว้าด้วยตัวเอง เป็นงานของเขาที่ได้รับมอบหมาย การบ้านที่ดี ควรเป็นอย่างไร ไม่ใช่การบ้านที่เป็นภาระของผู้ปกครองต้องมานั่งจ้ำจี้จ้ำไช แต่ผู้ปกครองมีหน้าที่ช่วยจัดสรรเวลา ดูแลการมีวินัย

แล้วบทบาทของครูจะเป็นอย่างไร ถ้าเราจะเอาทั้ง สองแพร่ง

เราเชื่อว่า การเรียนรู้เป็นวิถีชีวิต เป็นวัฒนธรรม ครูเป็นศูนย์กลาง ในแง่นี้คือ ครูเป็นแบบอย่างในการเรียนรู้ ครูจะเป็นนักค้นคว้าสรรหาสิ่ง ใหม่เข้ามา เพราะฉะนั้น ภาพนี้จะประทับใจเข้าไปอยู่ในตัวเด็ก ครูสำคัญ ไหม ต้องตอบว่าครูสำคัญ กระบวนการเรียนรู้มีหลายอย่าง บางทีครูเป็นผู้นำความรู้เข้ามา เช่น ครูที่เล่นดนตรีได้เพราะจับจิตจับใจ เด็กเกิดศรัทธา แล้วเข้าสู่การเรียนรู้ แต่เท่านี้ยังไม่พอ มันยังมีการเรียนรู้ที่เกิดจากการสร้าง ความรู้ด้วยตนเอง

ครูก็จะทำหน้าที่อีกบทบาทหนึ่งคือ การสนับสนุนส่งเสริม สร้าง สภาพแวดล้อม บรรยากาศ เด็กก็จะพัฒนาความสามารถและศักยภาพ ในการเรียนรู้ นี่เป็นการเอาข้อดีของทางสองแพร่งมาประสานกัน โดยจัดวิถี ชีวิตทั้งมวลให้เป็นการเรียนรู้ เพราะฉะนั้น มันจึงไม่ใช่การเลือกทางใดทาง หนึ่ง แล้วบอกว่าเราเอาเด็กเป็นศูนย์กลางเพราะว่าเอาครูเป็นศูนย์กลาง
มันไม่ดี หรือในทางตรงกันข้าม เราเอาครูเป็นศูนย์กลางเพราะเอาเด็กเป็น ศูนย์กลางนั้นเด็กมันเล่นกันทั้งวัน มันไม่ใช่ ที่สำคัญคือเราเข้าถึงแก่นของ ความดีของทั้งสองด้านนั้นหรือเปล่า ถ้าเราเข้าถึง ก็จะไม่มีการแบ่ง แล้วเราก็ มาดูซิว่ากระบวนการเรียนรู้ของเด็กมีอะไรบ้าง เราก็จัดสิ่งนั้นให้กับเขาโดยไม่ เลือกข้าง และพอเหมาะพอดีกับเวลาและวัยด้วย จากเด็กเล็ก มาถึงวัยประถมที่มีพลังมาก เมื่อเขาโตขึ้นสามารถสร้างองค์ความรู้ของเขาเองได้ ก็มี กระบวนการแตกต่างกันไปทุกช่วงชั้น ทุกช่วงวัย ทุกย่างก้าว

ทีนี้ทางสองแพร่งระหว่าง เรียนเขียนอ่านวิชาความรู้มากมาย กับ วิชาชีวิตมันควรหาจุดลงตัวกันอย่างไร ที่ผ่านมาเราก็ทราบกันดีว่า สมัยเรา เราเรียนวิชากันเยอะมาก แล้วเน้นจำไปสอบ เสร็จแล้วก็ลืมมันไป เราไม่เคยได้บูรณาการ เอามาเป็นองค์ความรู้จริงๆ ของเราเลย แม้แต่เรียนจบมหาวิทยาลัยไปทำงานกันแล้ว เราได้เพียงความรู้จำนวนหนึ่งที่ใช้ในการทำงานเท่านั้นเอง

ถ้าเราจัดกระบวนการเรียนรู้กันใหม่ เราก็ไม่ควรเลือกอย่างเสียอย่าง แต่หาข้อดีของมัน การเรียนวิชาความรู้เป็นขั้นเป็นตอน ก็มีข้อดีตรงที่วิชา ความรู้ได้ถูกจัดวางขั้นการเรียนรู้ไว้อย่างเป็นลำดับ แล้วเราใช้วิธีการเรียนที่ไม่ได้ยึดติดแต่ตำรา หรือตามครูบอก ยกตัวอย่าง เพลินพัฒนา แบ่งการ เรียนเป็น 4 ภาค ภาคละ 10 สัปดาห์ เราเรียนกันแปดสัปดาห์ พออีกสอง สัปดาห์เราจะให้เด็กประเมินและสังเคราะห์สิ่งที่เขาเรียนมา เด็กจะได้เห็น ความเชื่อมโยงของวิชา และเอามาใช้งานได้ การได้เห็นคุณค่าของวิชาที่ เรียน จะสร้างแรงจูงใจให้เขามีฉันทะ อยากเรียนรู้ให้มากขึ้น เขาจะรู้ว่าเขาต้องเรียนอะไรเพิ่มในเทอมต่อไป เขายิ่งอยากรู้ลึกในองค์ความรู้นั้น เราจะไม่เริ่มจากว่าหนูอยากเรียนอะไรก่อน แล้วก็เอาความรู้นั้นมาใส่ให้ ความรู้มันจะเป็นท่อนๆ ตรงกันข้าม เราเริ่มจากให้เด็กมีฐานความรู้ก่อนในระดับ หนึ่ง เอาข้อดีของการเรียนวิชาการแบบเป็นขั้นเป็นตอนมาใช้แล้วผสม ผสานกับกระบวนการเรียนการสอนที่คิดขึ้นใหม่ แบบนี้วิชาการก็ไม่อ่อนขณะเดียวก็เห็นการเชื่อมโยงของความรู้ และนำมาปรับใช้ทำกิจกรรมได้ ด้วย สังคมยุคหน้าเป็นสังคมแห่งความรู้เราจึงต้องการคนที่ต้องการแสวง หาความรู้บนพื้นฐานของความสามารถจัดการกับความรู้นั้นอย่างมีวิจารณญาณ

ประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับบทบาทพ่อแม่ ผมเห็นว่าตอนนี้บ้านกับ โรงเรียน วิถีชีวิตของชนชั้นกลางกับการปลูกฝังของครู มันมีความขัดแย้งสวนทางกันอยู่ เราจะทำให้มันไปทางเดียวกันได้อย่างไร

เรื่องนี้เกี่ยวกับการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ โรงเรียนมีส่วนสำคัญ ในการกระตุ้นให้ผู้ปกครองตระหนักถึงพลังความเข้มแข็งของครอบครัวใน การพัฒนาชีวิตของลูก ทีนี้ในปัจจุบันความเป็นครอบครัวมันอ่อนแรงลง แล้วไปมอบภาระการเรียนรู้ของลูกให้กับโรงเรียนบ้าง โรงเรียนเสาร์อาทิตย์ บ้าง พ่อแม่อยากให้ลูกเล็กรักดนตรี ก็จะส่งลูกไปโรงเรียนสอนดนตรี แต่ที่ บ้านพ่อแม่แทบไม่เคยเปิดเพลงร้องเพลงกับลูก หรืออยากให้ลูกเก่งศิลปะก็ส่งไปเรียน เพราะพ่อแม่ไม่เชื่อว่าตัวเองจะทำอะไรได้มากกว่านั้น เราจึงไม่ เห็นภาพพ่อแม่หยิบสี พู่กันมาวาดรูป ที่จริงแล้วพ่อแม่ไม่ต้องเก่งในเรื่อง
นั้น แต่สามารถสร้างแรงจูงใจให้เด็กได้ สร้างวิถีชีวิตที่จะรักดนตรี รักศิลปะให้มันก่อเกิดในบ้านได้ เด็กและพ่อแม่ก็จะเติบโตไปพร้อมๆ กัน มันก็จะเกิดบรรยากาศ เกิดวิถีชีวิต เกิดวัฒนธรรมที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้

ในเรื่องวิถีชีวิตของชนชั้นกลางมันขัดกับสิ่งที่โรงเรียนจะปลูกฝังนั้น ต้องเริ่มจากความเข้าใจก่อนว่า มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เงินซื้อไม่ได้โดย เฉพาะกับลูก เงินไม่อาจซื้อจิตใจที่ดีงาม อุปนิสัย ทัศนคติที่ดีงามได้ สิ่งเหล่า นี้มันเกิดขึ้นจากการหล่อหลอมด้วยวิถีชีวิตในครอบครัว ในส่วนของโรงเรียน เราจะต้องหาวิธีการที่หลากหลายมาทำให้ผู้ปกครอง เชื่อว่า พ่อแม่กับ โรงเรียนเป็นคู่หูกันที่จะโอบอุ้มลูกให้ก้าวต่อไป เราก็จะพูดคุยกันกับผู้ปกครองโดยเบื้องต้นอาจคิดไม่เหมือนกัน แต่เอาเป้าหมายร่วมกันที่เด็ก ก็จะเริ่มฟังกันและแลกเปลี่ยนวิธีคิดกัน

โรงเรียนไม่ใช่ที่ซึ่งผู้ปกครองจะเอาลูกมาฝากไว้สิบห้าปี แล้วหวังว่าเด็กจะดีจะเก่ง ความเชื่อนั้นล้าสมัยไปแล้ว เพราะไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง โรงเรียนเป็นโลกที่ต้องเชื่อมโยงกับครอบครัวและสังคมด้วย โรงเรียนจึงต้อง พูดคุยกับผู้ปกครอง แต่ละครอบครัวเราคุยกันนาน เพื่อให้มีวิธีคิดที่ใกล้ เคียงกัน มันเป็นกระบวนการร่วมงานกันระหว่างพ่อแม่กับโรงเรียน ครูเองก็ ต้องเข้าใจบทบาทสถานภาพวิธีคิดของผู้ปกครองด้วย การสื่อสารและการฟังกันมีความสำคัญมาก และต้องอยู่ข้างเดียวกัน ทำเพื่อลูก พ่อแม่ก็ไม่ใช่ เลอเลิศที่สุด โรงเรียนก็ไม่ใช่ว่าดีที่สุด แต่ทั้งสองฝ่ายมีความตั้งใจดี มีเจตนารมณ์ร่วมกัน แล้วอย่าเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ตัวเราคิดนั้นถูกต้องเสมอไป แล้วก็จะฟังกันมากขึ้น ค่อยๆ ปรับทิศทางช่วยกัน

นวัตกรรมอย่างหนึ่งที่เพลินพัฒนาจะสร้างขึ้นคือ การทำงานของครู คือการวิจัยและพัฒนาการเรียนการสอนไปด้วย เมื่อวางแผนการสอนก็วิจัยถึงผลที่เกิดขึ้นกับเด็ก แล้วนำเอาประสบการณ์นั้นขึ้นมาประมวลให้เป็นประโยชน์ทั้งกับเด็ก ครูและฝ่ายบริหาร อยากให้อาจารย์ขยายความครับ

ถ้าเราทำให้ชีวิตการทำงานของครูเป็นงานวิจัย มันจะได้หมดทั้งเด็กครู และฝ่ายบริหาร เพราะมันเป็นการบันทึกอย่างเป็นระบบ มีการ วิเคราะห์กันอย่างชัดเจน แล้วทุกอย่างมันอยู่บนข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อมูลดิบที่ เก็บๆ กันขึ้นมาเท่านั้น แต่จะถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างมาก ประเด็นสำคัญ คือจะทำอย่างไร ทางโรงเรียนทำให้งานวิจัยนั้นอยู่ในกระบวนการทำงาน ของครูอย่างแนบเนียน ไม่ได้แยกงานวิจัยออกไปเป็นอีกงานหนึ่ง เพราะงานของครูก็เยอะมากอยู่แล้ว ยิ่งเราดูแลเรื่องวิถีชีวิตอีกด้วย เราจึงออกแบบ ให้อยู่ในวิถีชีวิตของการเรียนรู้และจัดเก็บข้อมูล มันก็จะเนียนอยู่ในวิถี ชีวิตที่ครูต้องวิจัยและพัฒนาตลอดเวลา เพราะข้อมูลในแต่ละวันนั้น มันถูก ทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย

เราวางระบบที่ดีในการบันทึก และประมวลผล เรามีหน่วยงานด้าน ไอทีมาช่วย เมื่อครูสอนเสร็จ ก็จะบันทึกผลการสอนประจำวัน หน่วยไอที ก็จะเขียนโปรแกรมเพื่อรวบรวมบันทึกเหล่านี้เข้ามาจัดระบบ โปรแกรมนี้จะได้รับการออกแบบและเขียนขึ้นมาให้เป็นเฉพาะที่สอดคล้องกับการทำงาน ของโรงเรียนและพัฒนาไปได้เรื่อยๆ แล้วอีกอย่างหนึ่ง การวิจัยและพัฒนานั้น เราจะประเมินผลทั้งของเด็กและครู ไม่ใช่แค่การเรียนรู้เท่านั้น แต่รวม ถึงคุณภาพชีวิตด้วย เพราะฉะนั้น เราจะมองเห็นรอบด้าน ดังนั้น เราจึงได้ เตรียมการกับระบบนี้มาหนึ่งปีเต็ม

โรงเรียนเพลินพัฒนา
ความเป็นมา ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2545 จากผู้ร่วมเจตนารมณ์กว่า 70 ราย ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา พ่อแม่ ผู้ปกครอง และองค์กรธุรกิจอย่าง บริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน) และบริษัทแปลนพับลิชชิ่ง จำกัดสถานที่ตั้ง เนื้อที่ 20ไร่ ที่ถนนสวนผัก พุทธมณฑลสาย 2 แขวงศาลา ธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ
การเปิดสอน ตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาล - มัธยมศึกษาปีที่ 6
การรับสมัครนักเรียนเข้าเรียนในปีการศึกษา 2547
1.กำลังเปิดสมัครนักเรียน
2.รับสมัครนักเรียนห้องเรียนละ 25 คน
3.ระดับชั้นที่รับสมัครมีดังนี้
ระดับอนุบาล
เตรียมอนุบาล 2 ห้องเรียน (ปิดรับสมัครแล้ว)
อนุบาล1 - 3 ชั้นละ 2 ห้องเรียน (ชั้นอนุบาล1 ปิดรับสมัครแล้ว)
ระดับประถมศึกษา
ประถมฯ1 4 ห้องเรียน
ประถมฯ2 1 ห้องเรียน
ประถมฯ3 1 ห้องเรียน
มัธยมศึกษา
มัธยมฯ1 2 ห้องเรียน
ค่าเล่าเรียน (แบ่งจ่ายปีละ 2 ครั้ง)
เตรียมอนุบาล, อนุบาล1-3 ปีละ 60,000 บาท
ประถมศึกษา 70,000 บาท
มัธยมศึกษา 80,000 บาท
ค่าเล่าเรียนประกอบด้วย ตำรา สมุด หนังสือ อาหาร ทัศนศึกษา (ค่าเดินทางและอาหาร ไม่รวมค่าบัตรเข้าชม) อุปกรณ์การศึกษา การใช้ห้อง คอมพิวเตอร์ ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ และภาษา อุปกรณ์กีฬา สระว่ายน้ำ เป็นต้น (ยกเว้นอุปกรณ์และของใช้ส่วนตัว เช่น เครื่องดนตรีส่วนตัว และ อุปกรณ์ในการเข้าร่วมชมรม เป็นต้น)
ค่าแรกเข้า (ชำระครั้งเดียว)
ค่าแรกเข้าเป็นค่าเสื่อมของครุภัณฑ์และอุปกรณ์ทุกชนิดที่นักเรียน
ใช้ คิดอัตราเดียวกันทุกระดับชั้น คือ 35,000 บาท
การติดต่อ
สำนักงานชั่วคราว เลขที่ 36/103 ถ.ทุ่งมังกร ฉิมพลี ตลิ่งชัน กทม. 10170
โทรศัพท์ 02-8840117, 02-8840127, 02-8840137
โทรสาร 02-8804633
E-mail : school@Plearnpattana.com
Website : www.plearnpattana.com



 เครื่องมือการวางแผน
 วิธีหา Net Worth
 วิธีจัด Portfolio
 ค้นหากองทุนรวม
 Bond Calculator
 Saving Calculator
 วางแผนการเกษียนอายุ
 วางแผนประกันชีวิต
 วางแผนการศีกษา
 บริหารหนี้
 IBES Earnings
  Consensus
 Statement รวม
 อื่นๆ