หุ้นไทยอาการไม่ดี
ถูกซับไพร์ม-เศรษฐกิจอเมริกากดดันหนัก เช่นเดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลกที่ดิ่งแรง
4-10% สั่งพักการซื้อขายเป็นว่าเล่น ด้านโบรกเกอร์ปรับแนวรับแทบไม่ทัน
เชื่อระยะสั้นดัชนีหุ้นไทยหลุดแน่ 700 จุด ลุ้นแนวรับแรก
680 จุดเอาอยู่หรือไม่ แนวต่อไป 650 จุด แนะชะลอลงทุนรอดูความชัดเจน
แต่ถ้าอยากลุยไฟควรเลือกหุ้นปันผลสูง ราคาต่ำพื้นฐาน ส่วนดัชนีวานนี้ดิ่งอีก
24.99 จุด รวมสองวันเกือบ 50 จุด ต่างชาติทิ้ง 4.8 พันล้านบาท
ด้านตลท.ยันไม่จำเป็นต้องออกมาตรการพยุงตลาด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ดัชนีมีโอกาสปรับตัวผันผวนและแกว่งตัวลดลงต่อเนื่อง
เพราะถูกกดดันจากปัญหาซับไพร์มและเศรษฐกิจอเมริกาที่ถดถอย
เช่นเดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลกที่ถูกกดดันและปรับตัวลดลงแรงเฉลี่ยประมาณ
4-10% โดยตลาดหั่งเส็งของจีนลดลง 8.70% ตลาดเซี่ยงไฮ้ลดลง
7.21% ตลาดหุ้นสิงคโปร์ ลดลง 1.73% ตลาดหุ้นญี่ปุ่นลดลง
5.65% ตลาดหุ้นอินเดียลดลง 4% ระหว่างวันลดลงมากถึง 12%
ทำให้ต้องมีการหยุดพักการซื้อขาย ตลาดหุ้นมาเลเซียลดลง
3.80% ตลาดหุ้นจาร์กาต้าลดลง 7.70%
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์เชื่อว่าดัชนีหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
โดยมีโอกาสหลุด 700 จุด ขณะที่บางแห่งเชื่อว่าที่แนวรับบริเวณ
680 จุด 650 จุด และ 600 จุดต้นๆ น่าจะเป็นระดับที่ปลอดภัยสุดสำหรับการเข้าซื้อหุ้น
อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่แนะนำให้ชะลอการลงทุน
เพื่อรอดูความชัดเจน หรือหากต้องการลงทุนควรเลือกหุ้นปันผลสูง
และหุ้นที่ต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน
สำหรับภาวะตลาดหุ้นไทยวานนี้(22 ม.ค.)ดัชนีปรับตัวลดลงแรงถึง
24.99 จุด หรือลดลง 3.26% ปิดในระดับ 741.54 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย
24,249.05 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 4,857.69
ล้านบาท นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 80.10 ล้านบาท และนักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ
4,937.79 ล้านบาท ทั้งนี้หากนับตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทยดิ่งลงแล้วกว่า
48 จุด นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิตั้งแต่ต้นปีกว่า 3.5
หมื่นล้านบาท
นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
(ตลท.) กล่าวว่า สาเหตุที่ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงค่อนข้างแรง
เพราะนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับปัญหาซับไพร์มและเกรงว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯจะถดถอย
นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังได้เคลื่อนย้ายเงินลงทุนจากตลาดหุ้นไทยไปลงทุนนอกประเทศแล้ว
ซึ่งปัจจัยดังกล่าวไม่ได้กังวลมากนัก เพราะไม่ได้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น
แต่ประเทศอื่นๆ ก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน
เงินต่างชาติเท่าที่ได้ลองคุยกับโบรกเกอร์ต่างๆ ได้มีการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนออกไป
ซึ่งเป็นทั้งภูมิภาคไม่ได้เกิดเฉพาะในประเทศไทย และการเคลื่อนย้ายเงินออกไปยังบอกไม่ได้ว่าจะกลับมาลงทุนอีกครั้งเมื่อไร
ขึ้นอยู่กับการแก้ไขปัญหาของอเมริกา นางภัทรียา กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาดัชนีในภูมิภาคเฉลี่ยปรับลดลงแล้ว
4-7% แต่ในเมื่อรวมกับวานนี้ดัชนีเฉลี่ยปรับลดลง 4-10%
ซึ่งหลายประเทศมีการหยุดพักการซื้อขายหุ้นชั่วคราวเพื่อรอดูสถานการณ์แต่ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงไม่ค่อยแรงมากนัก
เพราะปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศยังคงดีอยู่ และขณะนี้ยังไม่จำเป็นที่จะต้องมีการหารือถึงมาตรการพิเศษรองรับกรณีตลาดหุ้นปรับตัวลดลง
เช่น กองทุนพยุงหุ้น เนื่องจากประเมินว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐ
และยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีการบังคับขายหุ้น เนื่องจากมีการปล่อยมาร์จิ้นไม่มากนัก
นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงเป็นไปตามเทรนด์ของตลาดหุ้นทั่วโลกที่
2-3 วันที่ผ่านมาปรับตัวลดลงทั้งหมด ซึ่งในวันนี้ตลาดหุ้นไทยปิดลดลง
3% โดยเกิดขึ้นจากการเก็งกำไรเพื่อนำเงินออกนอกตลาดทุนซึ่งเป็นเหมือนกันทั่วโลก
อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหลังจากนี้ไปดัชนีตลาดหุ้นไทยจะฟื้นตัวกลับมาเป็นบวกได้
หุ้นเราตกน้อยกว่าต่างประเทศ เพราะว่าปัจจัยพื้นฐานยังดี
ประกอบกับกำลังจะมีรัฐบาลและมีค.ร.ม.ชุดใหม่ ซึ่งหากเป็นที่ยอมรับก็จะฟื้นตัวได้
เงินทุนก็จะไหลกลับเข้ามา ราคาหุ้นก็จะกลับขึ้นมาเอง ซึ่งในขณะนี้เราดูแลอะไรมากไม่ได้
เพราะทั่วโลกเป็นเหมือนกันหมด ซึ่งเป็นผลทางจิตวิทยา ส่วนในประเทศเองเราก็ต้องเรียกความเชื่อมั่นให้กลับมาเร็ว
ๆเท่านั้น นายฉลองภพ กล่าว
นายกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์
กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า สาเหตุที่กดดันตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทยให้ปรับลดลงมามาก
เป็นเพราะนักลงทุนกังวลถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ
และกังวลเกี่ยวกับเรื่องปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ของตราสารหนี้
(Credit Default Swap : CDS) ซึ่งมีการทำเป็นจำนวนมาก
และสลับเปลี่ยนมือผู้ถือซึ่งมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 450 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ไม่ทราบว่าปัญหาดังกล่าวจะมีผลกระทบมากน้อยเท่าใด
เนื่องจากยังไม่ทราบว่าสถาบันการเงินของสหรัฐฯ ได้ไปลงทุนใน
CDS มากน้อยแค่ไหน ซึ่งปัญหาดังกล่าวอาจจะทำให้เกิดการดาวน์เกรดหุ้นกู้และทำให้สถาบันการเงินในสหรัฐฯ
ต้องมีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้นจึงทำให้เม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติที่มีอยู่ในระบบแทนที่จะไหลเข้ามายังตลาดเกิดใหม่
ก็ถูกดึงกลับนำไปช่วยสถาบันการเงินในสหรัฐฯ แทน
ทั้งนี้ ประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทยในปีนี้อาจปรับลงมาระดับต่ำสุดที่
680 จุด ซึ่งเป็นกรณีในทางเลวร้ายสุดหากว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยปีนี้ขยายตัวต่ำกว่าระดับ
4% และเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีการชะลอตัวลงมากกว่าที่คาดการณ์กันไว้
ส่วนกรณีที่ดีที่สุดก็เชื่อว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์น่าจะปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ
1080 จุด ดังนั้นจึงแนะนำให้นักลงทุนหากต้องการเข้าเล่นหุ้นให้เลือกลงทุนในหุ้นที่ต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน
นายศุภวัฒน์ สายเชื้อ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์สินเอเซีย
จำกัด กล่าวว่า ภาวะหุ้นไทยขณะนี้ยังมีความผันผวนต่อเนื่อง
โดยสาเหตุหลังมาจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาถดถอยต่อเนื่องเป็นหลัก
ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความไม่มั่นใจและมีการเทขายหุ้นออกมา
เพื่อลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ในภูมิภาคเอเชียรวมไปถึงประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบในส่วนนี้ไปด้วย
ทั้งนี้ คาดว่าดัชนีหุ้นไทยยังคงผันผวนต่อเนื่องอย่างนี้ออกไปอีก
แต่ไม่สามรถประเมินได้ว่าจะผันผวนไปนานมากน้อยแค่ไหน เพราะปัจจัยลบยังเข้ามากระทบต่อเนื่อง
แต่หากดัชนีหลุดมาอยู่ที่ 650 จุดเมื่อไหร่ ราคาหุ้นไทยก็จะถูกมาก
ซึ่งเป็นโอกาสดีที่จะเข้าไปซื้อได้ เพราะเชื่อว่าดัชนีในระดับดังกล่าวมีแนวโน้มว่านักลงทุนจะเข้าไปซื้อ
ซึ่งตลาดหุ้นไทยก็น่าจะกลับมาดีขึ้นระดับหนึ่งได้
อย่างไรก็ตาม สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในภาวะตลาดหุ้นผันผวนนี้
แนะนำว่า นักลงทุนควรรอดูสถานการณ์ออกไปก่อน แต่หากนักลงทุนที่มีหุ้นติดพอร์ตอยู่ควรที่จะถือต่อไป
อย่าเพิ่งเทขายตอนนี้ เพราะอาจจะทำให้เสียประโยชน์ได้
แต่หากนักลงทุนที่ต้องการเข้ามาลงทุนในช่วงผผันผวนนี้
แนะนำว่าควรซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานเป็นหลัก เพราะตอนนี้ราคาหุ้นกลุ่มดังกล่าวปรับตัวลงมามากแล้ว
ก็ถือเป็นโอกาสดี นอกจากนี้ก็มีหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่มีความน่าสนใจเช่นเดียวกัน
หากราคาหุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวลงมาก็สามารถเข้าไปซื้อได้เช่นเดียวกัน
นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรีอยุธยา จำกัด
(มหาชน) เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงในขณะนี้ ถือว่าเป็นการปรับตัวลงตามตลาดหุ้นต่างประเทศ
ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ถดถอย ส่งผลให้หลายคนเริ่มกังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้มีการเทขายหุ้นออกต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ในภาวะที่ตลาดหุ้นผันผวน แนะนำนักลงทุนว่าควรชะลอการลงทุนออกไปก่อน
แม้ว่าภาวะหุ้นจะปรับตัวลงมาและเป็นจังหวะเหมาะที่จะเข้าไปซื้อก็ตาม
แต่มองว่าความเสี่ยงจากความผันผวนยังมีต่อเนื่อง เพราะสถานการณ์ภายนอกประเทศยังไม่มีทิศทางที่จะสรุปได้ว่าจะดีขึ้นเมื่อไหร่
ดังนั้น นักลงทุนไม่ควรรีบร้อนในการเข้าไปซื้อหุ้นในภาวะไม่แน่นอนเช่นนี้
เพราะโอกาสผันผวนมีอีกมาก ทั้งนี้ อยากให้นักลงทุนรอดูความชัดเจนให้แน่ใจอีกครั้งก่อนตัดสินใจ
อย่างไรก็ตาม หากนักลงทุนยังคงต้องการเข้าไปลงทุนในภาวะดังกล่าว
ควรเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปันผลดีจะดีที่สุด รวมไปถึงหุ้นกลุ่มเกษตร
เช่นปาล์มน้ำมันด้วย
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า
หากดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงมาใกล้ 600 จุด มองว่าน่าจะเป็นจังหวะเข้าซื้อที่ปลอดภัยสุด
ซึ่งโอกาสที่ดัชนีจะปรับตัวขึ้นมามีมาก แม้ว่าการปรับขึ้นจะไม่หวือหว่าก็ตาม
เพราะเศรษฐกิจไทยถือว่าไม่ได้เลวร้ายมากนัก โอกาสที่เศรษฐกิจไทยปรับตัวดีก็มีเช่นเดียวกัน
ดังนั้น สำหรับนักลงทุนที่ยังคงต้องการลงทุนในภาวะเช่นนี้
แนะนำว่าควรเป็นเลือกหุ้นที่มีปันผลดี
|