DIMET
ไม่สนภาวะล่มทำหุ้นร่วง เดินหน้าเทรดเอ็มเอไอครั้งแรก
21 ม.ค. มั่นใจหุ้นเหนือจอง 1 บาทผู้บริหารเชื่อพื้นฐานแกร่ง
นักลงทุนแห่ซื้อ พร้อมเตรียมเซ็นสัญญากับพันธมิตรอเมริกาเสริมรายได้ต่อเนื่อง
ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 10% เชื่ออนาคตอัตรากำไรขั้นต้นกว่า
35%
นายสุรพล รุจิกาญจนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไดเมท (สยาม)
จำกัด (มหาชน) หรือ DIMET กล่าวอย่างมั่นใจว่าราคาหุ้นในการเข้าซื้อขายครั้งแรกในวันที่
21 ม.ค.51จะสูงกว่าราคาจองซื้อที่ 1 บาทได้ เนื่องจากระดับราคาที่กำหนดไว้ถือว่าไม่ได้สูงจนเกินไปหากเทียบกับปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มการเติบโตของบริษัท
อีกทั้งบริษัทยังมีผลิตภัณฑ์สีที่เป็นที่ต้องการของตลาดซึ่งคู่แข่งมีน้อยราย
นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าภาวะตลาดหุ้นในขณะนี้เริ่มกลับมามีแนวโน้มที่ดีขึ้น
ซึ่งจะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนภาวะการซื้อขายได้
'หุ้นเราไม่แพง และหลายสินค้ายังมีอัตราการเติบโตสูงซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโตด้วย
จึงมั่นใจว่าราคาจะสามารถยืนเหนือราคาจองที่ 1 บาทได้'
นายสุรพล กล่าว
อีกทั้งขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างรอพันธมิตรทางธุรกิจ คือบริษัท
PPG ซึ่งเป็นบริษัทสีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองจากอเมริกา
ที่มีความเชี่ยวชาญสูงด้านสีที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ เพื่อที่จะร่วมกันกำหนดรายละเอียดรวมถึงวันที่ในการเซ็นสัญญาตกลงร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจอย่างเป็นทางการ
โดยเบื้องต้นคาดว่าจะมีความชัดเจนในสัปดาห์หน้า
ทั้งนี้หากบริษัทได้เซ็นสัญญารับออเดอร์จากบริษัท PPG
ก็จะทำให้สามารถขยายตลาดส่งออกในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้
โดยเฉพาะในส่วนของสีพ่นรถยนต์ สำหรับการส่งออกต่างประเทศที่ในปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของบริษัทยังน้อยมากหากเทียบกับรายได้ทั้งหมด
นอกจากนี้ ในอีก 2 เดือนข้างหน้า บริษัทคาดว่าจะได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิต
ISO14000 ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถผลิตที่ใช้สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ
เพิ่มฐานลูกค้าในการส่งออกทางอ้อมได้
มั่นใจว่าบริษัทน่าจะได้เซ็นสัญญาทำให้มีออเดอร์ต่อเนื่อง
เพราะบริษัท PPG ก็เป็นลูกค้าในการซื้อขายสีกันสนิมของเราอยู่แล้ว
และที่สำคัญความต้องการสีประเภทนี้ยังมีอยู่ แต่บริษัทที่ผลิตได้ในภูมิภาคนี้มีน้อยรายมาก
นายสุรพล กล่าว
พร้อมกันนี้ บริษัทคาดว่าในงวดประกอบการปี 2551 (ก.ค.2551-มิ.ย.
2552) บริษัทจะมีรายได้ขยายตัวอย่างน้อย 10% เนื่องจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมียังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
รวมถึงการเพิ่มจำนวนของโรงไฟฟ้า ซึ่งล้วนจำเป็นต้องใช้สีที่มีคุณภาพสูงเป็นส่วนประกอบในการก่อสร้างทั้งสิ้น
สำหรับในงวดบัญชี 2549 บริษัทมีรายได้ 303.48 ล้านบาท
และกำไรสุทธิ 12.28 ล้านบาท ส่วน 3 เดือนแรกของงวดบัญชีปี
2550 บริษัทมีรายได้รวมเท่ากับ 72.01 ล้านบาท และกำไรสุทธิ
3.22 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี ตัวเลขการเติบโตดังกล่าวเป็นการประเมินขั้นต่ำเนื่องจากบริษัทได้งานจากบริษัท
PPG และการรับรองมาตรฐาน ISO 14000 เร็วกว่าที่คาดไว้ก็จะทำให้รายได้รวมเพิ่มขึ้นอย่างมีสำคัญ
ส่วนภายในครึ่งปีแรกนี้บริษัทมีแผนที่จะปรับปรุงเครื่องจักรผลิต
โดยตั้งงบประมาณลงทุน 20 ล้านบาท เพื่อรองรับออเดอร์สีพ่นรถยนต์ไลน์ใหม่
ซึ่งหลังการปรับปรุงเครื่องจักรเสร็จคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ได้ทันทีจากกำลังการผลิตสีที่เพิ่มขึ้นเป็น
6 ล้านลิตรต่อปี จากปัจจุบันที่กำลังการผลิตเต็มที่อยู่ที่
4.3 ล้านลิตรต่อปี
นอกจากนี้ในอนาคตบริษัทจะขยายการผลิตสีไลน์ใหม่เพิ่ม
โดยเน้นสีที่ใช้สำหรับพ่นรถยนต์ทั้งเพื่อการส่งออกและในประเทศ
ซึ่งจะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าระดับปัจจุบันที่อยู่ที่
35% อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่สามารถประเมินได้ว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะเพิ่มขึ้นมากกว่าระดับปัจจุบันมากน้อยเพียงใด
เนื่องจากประเด็นสำคัญขึ้นอยู่กับปริมาณออเดอร์ที่เพิ่มเข้ามาในอนาคต
|