กนง.มีมติคงอัตราดอกเบี้ยอาร์พี
1 วันไว้ที่ 3.25% เหตุเศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน
ทั้งการบริโภค การลงทุน และส่งออก ขณะที่เงินเฟ้อยังอยู่ในวิสัยที่จัดการได้
หวั่นเศรษฐกิจอเมริกาถดถอย ราคาน้ำมันสูง และปัญหาการเมืองฉุดจีพีดีโตต่ำกว่าเป้า
4.5-6% เล็งทบทวนใหม่ 25 ม.ค.นี้
นางสาวดวงมณี วงศ์ประทีป ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน
ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ได้พิจารณาภาวะเศรษฐกิจ
พบว่ามีสัญญาณการฟื้นตัวทั้งการบริโภค การลงทุน การส่งออกขยายตัวได้ดี
แต่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นต่อไปอีกระยะหนึ่ง
จากราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น
ซึ่งจะส่งผ่านทำให้ต้นทุนราคาสินค้าเพิ่มขึ้น กนง.ซึ่งประชุมครั้งแรกในปี
51 จึงมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.25% ต่อปี
อย่างไรก็ตาม กนง.ยังเห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบาง
เพราะยังมีความเสี่ยงจากปัญหาราคาน้ำมัน ซึ่ง กนง.เปลี่ยนราคาสมมติฐานน้ำมันดิบดูไบ
จาก 68 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
โดยเลวร้ายที่สุด 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ กนง.ยังมั่นใจว่าแม้ราคาน้ำมันจะสูงขึ้น
แต่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในช่วง 8 ไตรมาสข้างหน้ายังอยู่ตามเป้าหมายที่
0-3.5%
นอกจากนี้ กนง.ยังเป็นห่วงเศรษฐกิจสหรัฐฯที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง
ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย เนื่องจากเป็นประเทศมีสัดส่วนการส่งออกสูง
คณะกรรมการจึงให้ติดตามความเสี่ยงของ 2 ปัจจัยดังกล่าว
รวมทั้งติดตามความเสี่ยงทางการเมือง เพราะยังไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
และติดตามว่ารัฐบาลใหม่จะเริ่มสานต่อโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ใดบ้าง
ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนภาคเอกชน
แม้จะเริ่มฟื้นตัวแต่ยังไม่ชัดเจน
สำหรับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น คณะกรรมการเห็นว่าไม่ได้เป็นปัญหาต่อการส่งออก
เพราะดัชนีเงินบาทยังอยู่ระดับใกล้เคียงกับสกุลภูมิภาค
แต่ยอมรับว่าการส่งออกในปีนี้มีแนวโน้มชะลอลง ซึ่งรัฐบาลจะต้องทดแทนด้วยการลงทุนภาครัฐและการบริโภคในประเทศ
ทั้งนี้ ธปท.จะทบทวนอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ(จีดีพี)ในปีนี้ใหม่ในการประชุมพิจารณาแนวโน้มเงินเฟ้อวันที่
25 ม.ค. 51 จากเดิมที่คาดว่าจีดีพีจะโตในระดับ 4.5-6%
ด้านนายจักรมณฑ์ ผาสุกวณิช หนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน
กล่าวว่า สาเหตุที่คณะกรรมการมติคงดอกเบี้ยอาร์พี 1 วัน
ไว้ที่ 3.25% ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาด เนื่องจากคณะกรรมการมองว่ายังสามารถดูแลเงินเฟ้อในปีนี้ได้
แม้ว่าแนวโน้มจะปรับเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่งก็ตาม โดยคณะกรรมการคาดว่าน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ
80 เหรียญ/บาร์เรล
ขณะเดียวกันยังคาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้จะดีกว่าปี
50 ทำให้ไม่ต้องมีความกังวลในเรื่องการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้คณะกรรมการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการยังคงมีความกังวลกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ซึ่งเข้าสู่ภาวะถดถอย ถือเป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูอย่างใกล้ชิด
รวมถึงราคาน้ำมันที่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย และในที่ประชุมไม่ได้นำปัจจัยเรื่องการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ในสิ้นเดือนนี้มาพิจารณา
แต่นำปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจสหรัฐฯมาพิจารณา เพราะอาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
นอกจากนี้ในที่ประชุมมองว่าแนวโน้มการนำเข้าในปีนี้มีทิศทางเพิ่มขึ้น
ซึ่งจะส่งผลให้การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้น้อยลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่เกินดุล
1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และจะช่วยลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาทในปีนี้ได้
ซึ่งขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ค่าเงินเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันกับภูมิภาค
|