สุรยุทธ์
ขอความร่วมมือผู้ส่งออกอย่าเทขายดอลลาร์ดันบาทแข็ง ล่าสุดเกือบหลุด
33 บาทแล้ว แข็งสุดรอบ 10 ปี ระบุรัฐเตรียมหามาตรการอื่นช่วย
สั่งแบงก์ชาติ-คลังดูแลใกล้ชิด ด้าน "ธาริษา"
ยันเงินบาทยังเกาะกลุ่มเพื่อนบ้าน ไม่ทำให้เสียเปรียบการแข่งขัน
ไม่หวั่นเงินเฟ้อพุ่ง หลังราคาน้ำมันยังทรงตัวสูง
พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)
ได้มีการร่วมกันหารือแก้ปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงมากเกินไป
โดยให้มีความใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศคู่ค้าให้ได้มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือจากผู้ส่งออก อย่าใช้วิธีเทขายเงินดอลลาร์
เพราะที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออกมามากแล้ว
จากนี้ไปรัฐบาลจำเป็นต้องแก้ปัญหาในภาพรวม เพื่อให้เกิดความสมดุลด้วย
ส่วนปัญหาราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่แพงขึ้นนั้น จะมีการหารือกับกระทรวงพาณิชย์
เพื่อหาทางแก้ไขกันต่อไป โดยจำเป็นต้องดูปัจจัยในหลายๆด้านประกอบ
สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทในขณะนี้แตะที่ระดับ
33.10-33.14 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ในส่วนของภาครัฐบาทเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ
โดยจะเห็นได้ว่าเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้หารือกับนางธาริษา
วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในเรื่องการดูแลเสถียรภาพของค่าเงินบาทไปเรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้กระทรวงการคลังและผู้ว่าฯแบงก์ชาติ มีความเห็นพ้องกันว่าการที่ผู้ส่งออกที่ได้นำเงินดอลลาร์มาขายในตลาดจำนวนหนึ่งนั้น
มีส่วนทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น
ดังนั้น จึงอยากขอความร่วมมือจากผู้ส่งออกว่าขอให้ช่วยกันในส่วนนี้
ด้วย ซึ่งล่าสุดนางธาริษา ก็ได้ออกมาเปิดเผยถึงสาเหตุการแข็งค่าของเงินบาท
โดยระบุว่าการแข็งค่าของเงินบาทเกิดจากการเทขายของภาคเอกชน
ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบแค่ชั่วคราวเท่านั้น
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า
ค่าเงินบาทของประเทศไทยที่แข็งค่าอยู่ในระดับนี้ ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบด้านการส่งออก
และการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทขณะนี้ผู้ประกอบการสามารถรับมือและยังสามารถแข่งขัน
เนื่องจากการประเมินในเบื้องต้นมองว่าค่าเงินบาทของไทยในปัจจุบัน
ไม่ได้แข็งค่าไปกว่าประเทศอื่นๆของภูมิภาคเดียวกัน ทั้งนี้
มองว่าค่าเงินบาทควรจะเคลื่อนไหวตามค่าเงินในภูมิภาคด้วย
เพราะจะทำให้ไทยไม่เสียเปรียบด้านการส่งออก
ทั้งนี้ ในส่วนของเงินเฟ้อก็ไม่กังวลเช่นเดียวกัน แม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องก็ตาม
เนื่องจากการพิจารณาอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ
1 วัน (RP 1 วัน) ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะมีขึ้นในวันที่
16 มกราคม 2551 นี้ ก็ยังคงให้น้ำหนักกับการขยายตัวของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อเป็นหลัก
ไม่ห่วงเรื่องเงินเฟ้อเท่าไหร่ แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้น
โดยการพิจารณาดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.ที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้
(16 ม.ค 51) ก็ยังคงให้น้ำหนักกับการขยายตัวของเศรษฐกิจ
และ อัตราเงินเฟ้อเป็นสำคัญ ส่วนค่าเงินบาทก็เช่นเดียวกัน
ไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่ เพราะเงินบาทไม่แข็งไปกว่าคนอื่น
ค่าเงินของไทยอยู่ตรงกลางและหากไปในทิศทางเดียวกักับภูมิภาค
เชื่อว่าไทยไม่เสียเปรียบด้านการส่งออกแน่นอน นางธาริษา
กล่าว
นายตรรก บุญนาค ผู้จัดการฝ่ายอาวุโสฝ่ายบริหารการเงิน
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ค่าเงินบาทมีความน่าเป็นห่วงพอสมควร
เนื่องจากมีการปรับตัวขึ้นค่อนข้างเร็ว ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มของค่าเงินในภูมิภาค
ดังนั้น มองว่ากรอบค่าเงินบาทในช่วงไตรมาสแรกของปี 2551
น่าจะอยู่ที่ระดับ 33 บาทต้นๆต่อดอลลาร์สหรัฐอเมริกามากกว่า
ทั้งนี้ จำเป็นต้องดูปัจจัยลบภายนอกประเทศอย่างเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาประกอบด้วย
เพราะหากเศรษฐกิจสหรัฐฯยังไม่มีทิศทางที่ดีขึ้น ก็อาจจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์ผันผวนต่อไปอีก
ซึ่งจะส่งผลให้นักลงทุนย้ายฐานเงินลงทุนไปในที่อื่นได้
ซึ่งการย้ายฐานเงินทุนนี้เป็นเหตุให้ค่าเงินปรับตัวแข็งค่าขึ้น
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)น่าจะเข้ามาดูแลเรื่องนี้อย่างดีแน่นอน
สำหรับภาวะเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา เชื่อว่าน่าจะปรับตัวฟื้นไม่ได้เร็วแน่นอน
เนื่องจากปัจจัยลบอย่างปัญหา SUB-Prime ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าจะออกมาในทิศทางใด
และปัญหานี้ก็ได้ส่งผลกกระทบไปยังธุรกิจอื่นอย่างเป็นลูกโซ่ด้วย
ดังนั้น เชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯจะฟื้นตัวต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร
ซึ่งในส่วนของไทยสำหรับการแข็งค่าของเงินบาทมีทั้งผลดีและผลเสียในขณะเดียวกัน
นายตรรก กล่าวอีกว่า ผลการประชุมอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะ1
วัน (RP1วัน) ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ที่จะมีขึ้นในวันที่
16 ม.ค.51 มีความเป็นไปได้ว่า กนง.น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวไว้ระดับเดิมที่
3.25% มากกว่า เนื่องจาก ปัจจัยเงินเฟ้อยังคงเป็นปัจจัยสำคัญอยู่
อย่างไรก็ตาม ทิศทางการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ในขณะนี้
มองว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากมีความเป็นไปได้ว่า ธนาคารพาณิชย์ต่างงจะมีการปรับขึ้นแน่นอน
เนื่องจากต้องการระดมเงินฝาก และช่วงที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์เหล่านี้ได้มีปรับขึ้นไปบ้างแล้ว
ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยอมรับว่ามีโอกาวสน้อยมากที่จะมีการปรับลง
นายสุธีร์ โล้วโสภณกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านบริหารเงินและค้าผลิตภัณฑ์การเงิน
ธนาคาร ไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) หรือ BT กล่าวว่า การประชุมกนง.ที่จะมีขึ้นในวันที่16
ม.ค. 51 นั้น มีโอกาสที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.25%
เนื่องจากแนวโน้มเงินเฟ้อยังคงเพิ่มขึ้น สืบเนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเร็วมาก
ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจไทยโดยรวมยังไม่ฟื้นตัวชัดเจนนัก
รวมไปถึงความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังอยู่ในระดับที่ไม่ดีนัก
นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกายังคงมีปัญหาต่อเนื่อง
จึงเชื่อได้ว่าปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ ธปท.ตัดสินใจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้
แต่น่าจะทรงตัวไปจนถึงไตรมาสแรกปี 2551
|