วสันต์
กล่อมนักวิเคราะห์สำเร็จ แจงพ.ร.บ.ใหม่ไม่มีผลกระทบบริษัท
โบรกฯถูกใจ เผยเชื่อมั่นบริษัทมากขึ้น เปลี่ยนมุมมองจากเก็งกำไรเป็น
ซื้อลงทุน และเพิ่มราคาเป้าหมาย เป็น 33-43 บาท ระบุรายได้ค่าโฆษณาไตรมาส
4 เพิ่ม 10% อนาคตส้มหล่นแน่ หากทีไอทีวี แปลงเป็นโทรทัศน์สาธารณะ
นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. MCOT
ได้จัดประชุมต่อนักวิเคราะห์หลายรายเพื่อชี้แจงถึง พ.ร.บ.
การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ว่า ยังคงประกอบกิจการต่อไปได้จนถึงวันที่กำหนดในแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์
ใช้บังคับและไม่ต้องนำส่งเงินค่าสัมปทาน 2% ให้กับกระทรวงการคลังอย่างที่เคยคาด
บล.กิมเอ็ง จึงเปลี่ยนคำแนะนำจากเก็งกำไรเป็น ซื้อลงทุน
ให้ ราคาเป้าหมาย 35 บาท เพราะมีปัจจัยบวกหลายประเด็น
เมื่อเกิดคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์
และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งคาดว่าอย่างเร็วคือปลายปี
2552 โดย กสทช. จะนำคลื่นความถี่ไปจัดสรรใหม่ โดย MCOT
สามารถจัดทำแผนประกอบกิจการฯ เพื่อขอรับใบอนุญาตจาก กสทช.
เพื่อดำเนินกิจการโทรทัศน์และวิทยุต่อไปได้ โดยเสียค่าธรรมเนียมตามที่
กสทช. กำหนด ได้แก่ 1) ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 2) ส่วนแบ่งรายได้
2% ของรายได้ซึ่งไม่รวมรายได้ค่าสัมปทาน และ 3) ค่าธรรมเนียมรายปี
อย่างไรก็ดี มีความเป็นไปได้ที่ MCOT จะได้รับการลดหย่อนหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตและค่าธรรมเนียมรายปี
เนื่องจากมีรายการข่าวหรือสาระที่เป็นประโยชน์เกินกว่าสัดส่วนที่
กสทช. กำหนด
ส่วนของรายได้ค่าสัมปทานที่ MCOT ได้รับจาก BEC และ ทรู
วิชั่นส์ นั้นก็จะยังคงมีต่อไปจนสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน BEC
เหลือ 13 ปี ทรู วิชั่นส์ เหลือ 7 ปี ซึ่งส่งสัญญาณด้วยดาวเทียม
เหลือ 12 ปีสำหรับสัญญากับ บมจ. ทรู วิชั่นส์ เคเบิ้ล
ซึ่งเป็นผู้ให้บริการทางสายเคเบิล โดย MCOT ไม่ต้องนำส่งเงินค่าสัมปทาน
2% ให้กับคลัง แต่คลังจะนำส่งเงิน 2% ของค่าสัมปทานให้กับกองทุนพัฒนากิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ฯ
เอง
ดังนั้นจึงมองว่าผลประกอบการโตต่อเนื่อง จากข้อมูลของ
Nielsen Media Research พบว่าไตรมาส 4/50 ช่อง 9 ได้รับเม็ดเงินโฆษณาเพิ่มขึ้น
10.2% yoy (ขณะที่อุตสาหกรรมโฆษณาทางโทรทัศน์เติบโต 5%
yoy) และมีส่วนแบ่งเม็ดเงินโฆษณาเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 14.5%
จากระดับ 11-12% ในช่วงต้นปี 2550 จึงเชื่อว่าช่อง 9 มีแนวโน้มได้รับเม็ดเงินโฆษณาเพิ่มมากขึ้นจากการปรับผังรายการช่วงต้นปีโดยเพิ่มสัดส่วนรายการที่ผลิตเองและร่วมผลิตกับพันธมิตรเพิ่มเป็น
74% ของเวลาออกอากาศรวม (ที่เหลือ 26% เป็นรายการที่ให้เช่าเวลา)
ขึ้นค่าโฆษณาบางรายการในอัตรา 8-20% ได้แก่ รายการข่าว
ซิทคอม และรายการของ Workpoint
สำหรับ บล.ธนชาต มีความเห็นว่า บริษัทฯ จะได้รับประโยชน์จากการที่
TITV กลายเป็นโทรทัศน์สาธารณะ และผลดำเนินงานของ MCOT
กำลังฟื้นตัวอย่างที่คาดการณ์ไว้ ยังคงแนะนำ ซื้อ มีราคาเป้าหมายที่
34 บาท/หุ้น
นอกจากนั้นเชื่อว่า ความเสี่ยงจากกฎระเบียบข้อบังคับได้จางหายไปแล้ว
ขณะที่เรื่องราวการฟื้นตัวผลดำเนินงานของ MCOT เป็นไปตามคาด
สะท้อนให้เห็นการเพิ่มขึ้นของอัตราใช้เวลาโฆษณาของบริษัทฯ
จึงยังคงประมาณการผลการดำเนินงาน และราคาเป้าหมายที่ 34
บาท/หุ้น ไว้เหมือนเดิม
ส่วนข่าวดีที่เพิ่มอีกคือ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตที่ต่ำกว่าคาด
ขณะที่รายได้ค่าโฆษณาที่โตแข็งแกร่งจะเป็น upside ต่อประมาณการผลดำเนินงาน
สำหรับ พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย
ซึ่งรองรับการเปลี่ยน TITV ให้เป็นโทรทัศน์สาธารณะ จะมีผลบังคับใช้ในไม่ช้านี้
เชื่อว่าบริษัทฯจะได้รับประโยชน์จากการที่ TITV กลายเป็นโทรทัศน์สาธารณะ
โดยเฉพาะรายการที่เป็นข่าว
ส่วนผลดำเนินงานของ MCOT กำลังฟื้นตัวอย่างที่คาดการณ์
อัตราการใช้เวลาโฆษณาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 55% ในช่วง 1Q07
มาอยู่ที่ 62% ในช่วง 2Q07, 70% ในช่วง 3Q07 และ 85% ในช่วง
4Q07 ส่วนแบ่งผู้ชมเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้นจากระดับ
8.5% ในช่วง 2Q07 มาอยู่ที่ระดับเกือบถึง 10% ในช่วง 4Q07
เทียบกับระดับที่สูงที่สุดในอดีตที่ราว 12%
นอกจากนั้นข่าวดีอีกประเด็นของ MCOT ตั้งเป้ารายได้ค่าโฆษณาในปี
2008 โต 10-15% เทียบกับการลดลงราว 10% ในปีที่แล้ว โดยมีแรงผลักดัน
คือ การเพิ่มขึ้นของอัตราการใช้เวลาโฆษณา อัตราค่าโฆษณาที่สูงขึ้น
และรายได้จากโครงการพิเศษ บล.ธนชาตคาดว่า การเพิ่มขึ้นของรายได้ของ
MCOT ทุกๆ 1% จะทำให้กำไรของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นราว 2%
ส่วนบล.ซิกโก้ เช่นกัน แนะนำซื้อ MCOT จากเก็งกำไร และให้มูลค่าเหมาะสมที่
33 บาท เนื่องจากเหตุผล 3 ประเด็นหลักคือ 1. ความเสี่ยงหมดไปแล้ว
ที่สำคัญคือ ข้อสรุป พ.ร.บ. ดังกล่าวกระทบกับ MCOT น้อยกว่าที่คาดมาก
2. มุมมองในเชิงบวกอย่างมากต่อการฟื้นตัวของ MCOT ในปีนี้
โดยคาดว่าจะมี EPS Growth ใน FY08E ที่ 20.3% YoY และ
3. ราคาในปัจจุบันยังต่ำมากเมื่อเทียบกับมูลค่าเหมาะสมใหม่ที่
33.0 บ. ยังคงมื Upside Gain และ Total Return สูงถึง
25.7% และ 31.9% ตามลำดับ
ดังนั้นคาดกำไรสุทธิปีจะฟื้นตัวสูงถึง 20.3% YoY: SSEC
มีมุมมองในเชิงบวกเป็นอย่างมากต่อการฟื้นตัวของ MCOT จากการที่
TITV จะต้องกลายเป็นทีวีสาธารณะ ที่สำคัญเชื่อว่า MCOT
น่าจะเป็นทางเลือกแรกที่ Agency จะ Switch มา
ขณะที่ค่อนข้างแน่นอนว่าต้นทุนและค่าใช้จ่ายตาม พ.ร.บ.
ดังกล่าวจะยังไม่เกิดขึ้นในปีนี้ ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้คาดว่า
MCOT จะมีรายได้และกำไรสุทธิเท่ากับ 4,344 ล้านบาท และ
1,405 ล้านบาทเติบโตขึ้น 14.3% YoY และ 20.3% YoY ตามลำดับ
บล.ธนชาต มองราคาหุ้นในกระดาน ปัจจุบันยังต่ำมาก Total
Return สูงถึง 31.9%: เพื่อสะท้อนมุมมองในเชิงบวกตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น
SSEC จึงได้ปรับมูลค่าเหมาะสมจากเดิมที่ 30.0 เป็น 33
บาท
ส่วนบล.ฟาร์อีสท์ ให้มูลค่าเหมาะสม 34.25 บาท แนะนำ ซื้อเก็งกำไร
เพราะการผ่านร่าง พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์
ส่งผลดีต่อ MCOT
นอกจากนั้นมอง การเข้าตลาดหุ้นของ MCOT โปร่งใส คาดไม่มีปัญหาเหมือน
PTT และมั่นใจว่าจะไม่มีผลกระทบในแง่ลบ โดย MCOT ได้ชี้แจงไปยังตลาดหลักทรัพย์ฯ
ในเรื่องต่างๆ ดังนี้
1) ที่ดินที่ อสมท ครอบครองหรือถือครองอยู่ไม่เคยได้มาด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์อันเนื่องจากการใช้อำนาจรัฐหรืออำนาจมหาชนของรัฐแต่อย่างใด
2) ที่ดินที่เป็นที่ราชพัสดุหรือหน่วยงานของรัฐ MCOT มีการขออนุญาตใช้พื้นที่
เนื่องจาก MCOT มิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และได้มีการชำระค่าตอบแทน
และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของหน่วยงานนั้นๆมาโดยตลอด
3) สำหรับคลื่นความถี่ของช่อง 9, ช่อง 3 และ TRUE VISION
ที่ MCOT ใช้ดำเนินการอยู่นั้น ในช่วงที่มีการแปรรูปเพื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ
ได้มีการโอนกรรมสิทธิ์อย่างถูกต้องตามกฤษฎีกา มีการรับรอง
และมีการตีความว่าสามารถดำเนินการได้ จึงได้มีการดำเนินการตามกฎหมาย
4) MCOT ได้มีการกระจายหุ้นอย่างถูกต้อง และโปร่งใส ซึ่งจากการชี้แจงของ
MCOT จึงทำให้เราสบายใจได้ว่า MCOT จะไม่ถูกศาลตัดสินเช่นเดียวกับกรณีของ
PTT
บล.ฟาร์อีสท์ระบุ ตั้งแต่ MCOT มีการปรับผังรายการครั้งใหญ่ตั้งแต่เดือน
ก.ค. 50 เป็นต้นมา อัตราการใช้นาทีโฆษณาของ MCOT ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ถึงแม้ว่าในช่วง 4Q50 MCOT มีการขึ้นอัตราค่าโฆษณาในบางรายการด้วยก็ตาม
โดยเฉพาะรายการข่าวที่ MCOT ได้เน้นมากขึ้น ก็มีอัตราการใช้นาทีโฆษณาเพิ่มสูงขึ้น
โดยอัตราการใช้นาทีโฆษณาใน 4Q50 อยู่ที่ประมาณ 85% สำหรับแนวโน้มในปี
51 คาดว่าจะยังคงเติบโตต่อ
บล.โกลเบล็ก แนะนำ 'ซื้อ' ราคาเหมาะสมปี 51ที่ 42 บาท
ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี50 และปี51ไว้ที่ 1.2 พันล.และ1.45
พันล.ตามลำดับ โดยคาดกำไรสุทธิปี51 จะกลับมาขยายตัวสูงขึ้นเกือบ
20% จากประมาณการปี50 เนื่องจาก 1.การปรับเพิ่มค่าโฆษณาในบางรายการเฉลี่ยแล้วประมาณ
10% 2.Utilization Rate เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรายการที่เกี่ยวกับข่าว
และ3.การให้ส่วนลดที่น้อยลงกับเจ้าของโฆษณาอย่างไรก็ตามหลังจาก
กสทช.จัดตั้งขึ้นแล้ว MCOT จะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นใน
3 ส่วนด้วยกัน
ได้แก่ 1.ส่วนแบ่งรายได้ที่อัตรา 2% ของรายได้โฆษณาและรายได้หลัก
2.ค่าใบอนุญาตซึ่งเป็นค่าที่เก็บเป็นค่าแรกเข้า(ยังไม่กำหนด)
และ3.ค่าธรรมเนียมรายปีอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อผลประกอบการปี
52 คงคำแนะนำ ซื้อ ที่ราคาเหมาะสมปี51ที่ 42 บาท คาดว่า
MCOTจะจ่ายเงินปันผลจากผลประกอบการงวด2H50 อีกหุ้นละ 0.80
บาท รวมจ่ายเงินปันผลทั้งสิ้น 1.35 บาทต่อหุ้นสำหรับผลประกอบการในปี50
(Sunanta 5941)
ส่วน บล.กรุงศรีอยุธยา แนะนำ เก็งกำไร มูลค่าพื้นฐานที่
29 บาท คงประมาณการกำไรปี 50 แต่ปรับประมาณการกำไรปี 51
ของ MCOT เพิ่มขึ้น 3% เป็น 1,326 ล้านบาท จากการปรับอัตราใช้เวลาโฆษณาเฉลี่ยเพิ่มเป็น
80% จากเดิม 75% และปรับอัตราค่าเช่าเวลาเพิ่มขึ้น 20%
จากเดิมเพี่มขึ้น 5%
อย่างไรก็ตามการลงทุนใน MCOT ยังมีความเสี่ยงจาก พ.ร.บ.
การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ซึ่งอาจกระทบต่อกำไรในปี
51 และในปี 52-53 หลังการจัดตั้ง กสทช. โดยที่ในปี 51
ยังมีความเสี่ยงเรื่องการสูญเสียรายได้จาก True Vision
เพราะแม้ว่า พ.ร.บ. จะยังคุ้มครองให้ True Vision ยังคงต้องจ่ายค่าสัมปทานให้กับ
MCOT ในอัตรา 6.5% ของรายได้
ขณะเดียวกัน พ.ร.บ. ได้ให้อำนาจกับ กทช. ในการออกใบอนุญาตให้กับเคเบิลทีวีเป็นการชั่วคราว
จึงต้องประเมินว่า ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตใหม่รวมกับค่าธรรมเนียมส่งเงินเข้ากองทุนพัฒนากิจการโทรทัศน์
ในอัตรา 2% ของรายได้ จะทำให้ True Vision เลือกยกเลิกสัมปทานกับ
MCOT หรือไม่หากค่าใช้จ่ายสำหรับใบอนุญาตใหม่ถูกลง และเนื่องจากความเสี่ยงในประเด็นเหล่านี้ยังไม่ถึงที่สุด
AYS จึงแนะนำเพียง Trading โดยปรับมูลค่าพื้นฐานเพิ่มขึ้นจาก
27 บาทเป็น 29 บาท
(อิง P/E 15 เท่า)
|