นายอดิศักดิ์ โรหิตะศุน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
(ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย
(THAI INDUSTRIES SENTIMENT INDEX: TISI) ในเดือนธันวาคม
2550 ที่ได้จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 536 ตัวอย่าง
ครอบคลุม 35 กลุ่มอุตสาหกรรมของ ส.อ.ท.ว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม
ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 79.8 จาก 82.3 ในเดือนพฤศจิกายน
และอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเดือนธันวาคม 2549 ที่อยู่ในระดับ
85.9
ความเชื่อมั่นที่ลดลงดังกล่าวเป็นผลมาจากยอดคำสั่งซื้อ
ยอดขายในต่างประเทศที่มีการปรับตัวลดลงจากเดือนพฤศจิกายน
2550 โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก อาหาร พลาสติก เนื่องจากผู้ประกอบการวิตกเกี่ยวกับภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
จากปัญหาซับไพร์มของสหรัฐอเมริกา ประกอบกับเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่องจากเดือนพฤศจิกายน
ทำให้ปริมาณการผลิต และผลประกอบการปรับตัวลดลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากยอดคำสั่งซื้อและยอดขายที่ลดลงในต่างประเทศ
อย่างไรก็ตามยอดคำสั่งซื้อและยอดขายภายในประเทศ มีการปรับตัวสูงขึ้น
เพราะได้รับผลบวกจากช่วงเทศกาลปีใหม่ ส่วนต้นทุนการประกอบการมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ซึ่งมีผลมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นมาตลอด 3
เดือนเริ่มมีการทรงตัวในเดือนธันวาคม จึงทำให้ผู้ประกอบการคลายความกังวลในระดับหนึ่ง
แต่โดยรวมแล้วความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการด้านต้นทุนยังไม่แข็งแกร่ง
เนื่องจากยังถูกกระทบจากราคาน้ำมันที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง
และยังอยู่ในแนวโน้มที่สูงขึ้น จึงไม่สามารถช่วยพยุงให้ดัชนีความเชื่อมั่นโดยรวมในเดือนธันวาคม
2550 ปรับตัวดีขึ้น
ทั้งนี้ค่าดัชนีดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์
3 เดือนข้างหน้า เท่ากับ 98.1 ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับการคาดการณ์
ณ เดือนพฤศจิกายน 2550 และอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 11 เดือน
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยาง อาหาร เฟอร์นิเจอร์ เหล็ก แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่ดีขึ้นมาก
จากการคาดการณ์ว่ายอดคำสั่งซื้อและยอดขายในประเทศจะมีแนวโน้มดีขึ้นหลังการเลือกตั้ง
โดยเฉพาะการกระตุ้นจาก MEGA PROJECTS และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆที่คาดว่าจะออกมาในปี
2551 ซึ่งสะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ
97.0 ซึ่งต่ำกว่า 100 ไม่มาก และอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ
14 เดือน
อย่างไรก็ตามหากพิจารณาสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ที่ส่งผลกระทบต่อดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม
เดือนธันวาคม 2550 พบว่า น้ำมัน และเศรษฐกิจโลก ตัวแปรสำคัญกระทบดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม
ซึ่งการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการกังวลมากที่สุด
รองลงมาคือภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ที่ถูกกระทบจากปัญหา
SUB PRIME ในประเทศสหรัฐ ตามด้วยปัจจัยทางการเมือง การแข็งค่าของเงินบาท
และแนวโน้มการปรับตัวสูงขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ตามลำดับ
สำหรับใน 3 เดือนข้างหน้า ผู้ประกอบการยังกังวลการปรับตัวสูงขึ้น
ของราคาน้ำมันมากที่สุด รองลงมาเป็นภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
สำหรับการแข็งค่าของเงินบาทและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่ในทิศทางสูงขึ้นเป็นปัจจัยที่กระทบน้อยกว่า
ขณะที่มองว่าปัจจัยด้านการเมืองจะส่งผลกระทบต่อกิจการน้อยลง
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมรายภูมิภาคลดลงมากในภาคตะวันออก
ภาคกลางและภาคเหนือ ส่วนอีสานและภาคใต้กลับมีความหวังในการตั้งรัฐบาลชุดใหม่
ซึ่งภาคใต้ได้รับผลบวกจากราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าน้ำมันปาล์มและยางพารา
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังคาดหวังว่าหลังจากที่การเมืองชัดเจนขึ้นเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะช่วยฟื้นฟูการลงทุนใน
3 จังหวัดภาคใต้
ด้านข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการต่อภาครัฐ พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความเห็นสอดคล้องกันว่า
ควรเร่งสร้างความเชื่อมั่นและความมีเสถียรภาพทางการเมือง
ออกมาตรการกระตุ้นการลงทุนและการบริโภคของภาคเอกชนในประเทศ
เร่งการใช้จ่ายงบประมาณปี 2551เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ กำหนดนโยบายส่งเสริมด้านพลังงานทดแทนให้ชัดเจน
มีมาตรการส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศ ดูแลระดับราคาวัตถุดิบและราคาน้ำมันไม่ให้ผันผวนและสูงเกินไป
ดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ กระตุ้นสถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อแก่ภาคธุรกิจ
และชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในประเทศ แก้ไขปัญหาความไม่สงบใน
3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเร่งมาตรการให้การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
|