นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง อนาคตอุตสาหกรรมไทย ว่า ขณะนี้แม้ประเทศไทยจะมีปัจจัยพื้นฐานอุตสาหกรรมที่เข้มแข็งบางสาขาและบางช่วงเวลา
แต่กำลังเผชิญกับปัญหาที่เกิดจากยุคโลกาภิวัฒน์ โดยโลกาภิวัฒน์ทำให้มี
2 โจทย์เศรษฐกิจที่ไทยต้องแก้ไข คือ ปัจจัยพื้นฐานของอุตสาหกรรมประเทศ
มีภาคเอกชนเป็นแกนนำสำคัญที่จะดำเนินการร่วมกับภาครัฐและสถาบันการศึกษา
หากไม่ใส่ใจปัจจัยพื้นฐานของประเทศจะย่ำอยู่กับที่และถูกประเทศอื่นที่พัฒนาปัจจัยพื้นฐานอย่างต่อเนื่องแซงหน้าไป
เช่น เวียดนาม
ส่วนอีกโจทย์ที่ไทยกำลังเผชิญ คือ ปัจจัยตัวแปรต่าง ๆ
ที่เข้ามากระทบได้แก่ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ความผันผวนของค่าเงินบาท
ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็น ปัจจัยที่เกิดจากโลกาภิวัฒน์
ขณะนี้ไทยกำลังผ่านอิทธิพลตัวแปรที่รุนแรง หากละเลยพัฒนาด้านปัจจัยพื้นฐานของประเทศ
ในที่สุดจะเกิดวิกฤติ ดังนั้น ภาคเอกชนจะต้องร่วมกับรัฐและสถาบันการศึกษาพัฒนาปัจจัยพื้นฐานของประเทศให้เข้มแข็ง
ที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้พยายามเสนอแผนทรัพย์สินทางปัญญาและแผนเพิ่มประสิทธิภาพ
แต่ไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควร และขอย้ำว่าจีนไม่ได้แข่งขันด้วยค่าแรงถูก
แต่ที่ผ่านมาจีนพัฒนาด้านปัจจัยพื้นฐานอย่างต่อเนื่องและแข่งขันด้วยการใช้ปัญญา
นายโฆสิต กล่าว
ส่วนการใช้นโยบายการตลาดนำนั้น เป็นเรื่องที่ได้รับความเห็นชอบจากหลายฝ่าย
แต่มีเงื่อนไขสำคัญว่าการตลาดที่แข่งขันได้ต้องมีปัจจัยพื้นฐานประเทศที่ดี
ดังนั้น แผนการตลาดแม้จะแม่นยำก็จะเป็นช่วงสั้นเท่านั้น
แต่อุตสาหกรรมไทยจะใช้แผนวิสัยทัศน์ เพื่อตอบโจทย์โลกาภิวัฒน์แต่ละด้านแทน
และจะไม่แข่งขันด้วยค่าแรงที่ถูกอีกต่อไป พร้อมมั่นใจไทยจะสามารถพัฒนาปัจจัยพื้นฐานของประเทศให้ดียิ่งขึ้น
โดยมีเอกชนเป็นแกนนำร่วมมือกับภาครัฐและวิชาการ จึงขอฝากรัฐบาลใหม่สานต่อการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานของประเทศให้เข้มแข็ง
ส่วนปัจจัยตัวแปรก็สำคัญเช่นกัน สำหรับอุปสรรคของอุตสาหกรรมไทย
คือ ไม่ร่วมกันทำงาน แต่เมื่อมีปัญหาก็ขอให้รัฐบาลช่วยเหลือ
|