นายชัยวัฒน์ ชูฤทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ตลอดปีที่ผ่านมาราคาน้ำมันผันผวนสูงมากทำให้ผู้ค้าน้ำมันต้องแบกรับภาระแทนผู้บริโภคในส่วนของปตท.ต้องรับภาระแทนประมาณ4,500ล้านบาท
ยังคงรับภาระต่อเนื่องอีก200ล้านบาท ช่วงสองสัปดาห์นับจากต้นปี
เนื่องจากค่าการตลาดมีเพียง 70 สตางค์ต่อลิตรเท่านั้น
เท่ากับว่าผู้ค้าน้ำมันต้องรับภาระแทนถึง 80 สตางค์ต่อลิตร
(ค่าการตลาดที่เป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคคือ
1.50 บาทต่อลิตร) โดยปตท. ได้พยายามรักษาระดับราคาน้ำมันขายปลีกในระดับเดิมให้นานที่สุด
อย่างไรก็ดี แม้ว่าในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาราคาน้ำมันในตลาดโลก
WTI จะอ่อนตัวลงมาบ้าง แต่บางครั้งวันเดียวปรับขึ้นมากกว่า
2-3 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และในวันนี้น้ำมันดิบดูไบและน้ำมันเบนซินปรับขึ้นมากว่า
1 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (อยู่ที่ระดับ 87.97 และ 100.83
ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล) ซึ่ง ปตท. ได้ติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกโดยตลอด
และพร้อมจะลดราคาน้ำมันลงทันทีหลังจากประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ
และได้พยายามทำหน้าที่อย่างดีที่สุดในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ
จากการที่ราคาน้ำมันอ่อนตัวมาบ้าง จึงทำให้ ปตท. สามารถประกาศข่าวดีลดราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศทุกชนิดลงให้แก่ผู้บริโภคได้
40 สตางค์ต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (17 ม.ค.) เป็นต้นไป
ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในเขตกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑล
เป็นดังนี้
น้ำมันเบนซิน พีทีที E 20 พลัส 27.29 (ถูกกว่าเบนซิน
95 ถึง 6 บาท ) น้ำมันเบนซิน พีทีที แก๊สโซฮอล์ พลัส 95
29.29 (ถูกกว่าเบนซิน 95 ถึง 4 บาท)น้ำมันเบนซิน พีทีที
แก๊สโซฮอล์ พลัส 91 28.49 (ถูกกว่าเบนซิน 91 ถึง 3.50
บาท)น้ำมันเบนซิน พีทีที อัลฟา เอ็กซ์ 95 33.29 น้ำมันเบนซิน
พีทีที อัลฟา เอ็กซ์ 91 31.99 น้ำมัน พีทีทีไบโอดีเซล/น้ำมันดีเซล-ปาล์มบริสุทธิ์
28.34 (ถูกกว่าดีเซล ถึง 1 บาท)น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว พีทีที
เดลต้า เอ็กซ์ ยูโร ทรี 29.34
|