นายรัชดา สิงคาลวณิช อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า
นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้สั่งให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมเข้มงวดเรื่องการปล่อยมลพิษของโรงงานอุตสาหกรรม
และให้จับตาโรงงานที่ปล่อยมลพิษมากเป็นพิเศษ โดยหากตรวจพบว่าโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ
มีการปล่อยมลพิษเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ให้กรมโรงงานฯดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
และหากโรงงานอุตสาหกรรมไม่สามารถแก้ไขปัญหาการปล่อยมลพิษได้
ก็ให้ดำเนินการสั่งปิดโรงงานได้ทันที เพื่อไม่ให้โรงงานอุตสาหกรรมก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม
นายรัชดา กล่าวอีกว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะให้ความสำคัญกับการปล่อยน้ำทิ้งในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำหลักๆ
ที่มีโรงงานตั้งอยู่หนาแน่น ประกอบด้วย แม่น้ำเจ้าพระยา
แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลองและแม่น้ำบางปะกง ซึ่งในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำดังกล่าว
มีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่จำนวน 1,700 แห่ง โดยโรงงานที่ปล่อยน้ำทิ้งในบริเวณดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำปริมาณสูง
ได้แก่ อุตสาหกรรมกระดาษและเยื่อกระดาษ ฟอกย้อม อาหารและเครื่องดื่ม
โดยโรงงานฟอกย้อมเป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงมากสุด เพราะส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและบริเวณปากแม่น้ำ
ซึ่งกรมโรงงานฯจะทำแผนการตรวจวิเคราะห์การปล่อยน้ำทิ้งสม่ำเสมอ
โดยการตรวจสอบดังกล่าวจะต้องทำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เช่น กรมควบคุมมลพิษ จังหวัดและองค์การบริหารส่วนตำบล
(อบต.)
ทั้งนี้ภายในปี 2551 กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนดให้โรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยน้ำทิ้งมากกว่าวันละ
500 คิวต้องติดตั้งระบบตรวจสอบการปล่อยน้ำทิ้งออนไลน์
ซึ่งระบบดังกล่าวจะมีซอฟต์แวร์เชื่อมมาที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม
ซึ่งจะทำให้สามารถติดตามการปล่อยน้ำทิ้งของโรงงานได้อย่างใกล้ชิด
โดยกรมตั้งเป้าหมายว่า ภายในปีนี้จะมีโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องติดตั้งระบบดังกล่าวจำนวน
300 แห่ง ซึ่งปัจจุบันราคาซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งระบบดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ
1 ล้านบาท ถือว่าเป็นราคาที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นซึ่งกรมจะประสานกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
(สวทช.) เพื่อให้พัฒนาซอฟต์แวร์ดังกล่าวให้มีราคาถูกลง
นายรัชดา กล่าวด้วยว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรมเห็นว่าผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตตั้งโรงงานแล้ว
ควรดำเนินการให้ถูกต้องตามกฏหมาย ไม่ใช่ดำเนินธุรกิจไป
และเมื่อถึงเวลาก็เสียภาษี โดยไม่สนใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ซึ่งโรงงานอุตสาหกรรมจะต้องให้ความสำคัญหรือเข้าสู่ระบบความรับผิดชอบต่อสังคม
(ซีเอสอาร์) เพื่อทำให้โรงงานและชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันได้และเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน
ซึ่งต่อไปจะต้องมีการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบดังกล่าว
|