นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า
หอการค้าต้องการให้รัฐบาลฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนก่อนตัดสินใจยกเลิกมาตรการกันสำรอง
30% หรือไม่ ซึ่งหากมีการยกเลิกทันที จะทำให้เงินบาทผันผวนอย่างรุนแรง
จนอาจแข็งค่าไปอยู่ที่ระดับ 30-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้
ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจะทำให้เอกชนไม่มีเวลา ในการปรับตัวรับมือได้ทันท่วงที
และกระทบกับการส่งออกของประเทศ ที่มีผลสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม หากมีการยกเลิก ควรมีมาตรการอื่นมารองรับ
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเก็งกำไรหรือโจมตีค่าเงินบาท
ทั้งนี้ มาตรการกันสำรอง 30% ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่กระทบกับการลงทุนในระยะยาว
รวมทั้งเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในไทย
เพราะได้มีการผ่อนผันสำหรับเงินทุนระยะยาวไปมากแล้วก่อนหน้านี้
ซึ่งนักลงทุนจะตัดสินใจเข้าลงทุนหรือไม่ จะพิจารณาปัจจัยอื่นที่นอกเหนือจากมาตรการกันสำรองเพียงอย่างเดียว
โดยพิจารณาปัจจัยเสี่ยงด้านการเมือง เสถียรภาพทางเศรษฐกิจประกอบการตัดสินใจ
นายประมนต์ กล่าวถึงมาตรการดูแลราคาสินค้าและค่าครองชีพของรัฐบาลด้วยว่า
ควรดูแลให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่แท้จริง ที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ
อย่าพยายามฝืนกลไกการตลาด ซึ่งไม่ควรเน้นนโยบายตรึงราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว
แต่ควรมีมาตรการอื่นเข้ามาเสริมผู้ประกอบการเพื่อไม่ให้บิดเบือนกลไกตลาด
นอกจากนี้เอกชนสนับสนุนให้รัฐบาลเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน
เช่น ลดภาษีเงินได้ ซึ่งจะช่วยในการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้
ส่วนนโยบายการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาหรือซีแอลนั้น
เห็นด้วยที่ 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงพาณิชย์
ต่างประเทศ สาธารณสุขจะหารือกัน เพื่อหาข้อสรุปบนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง
ซึ่งในส่วนของเอกชนมองว่า การใช้มาตารการ ซีแอล อาจถูกสหรัฐตอบโต้ทางการการค้าทั้งทางตรงและทางอ้อม
ซึ่งรัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยการใช้มาตรการซีแอล
ลดค่าใช้จ่ายสาธาณสุขของรัฐเฉลี่ยปีละ 2-3 พันล้านบาท
ซึ่งหากมีการใช้มาตรการซีแอลต่อไป อาจถูกตอบโต้ด้วยการตัดจีเอสพี
ที่มีมูลค่าการค้า 20% ของการค้าระหว่างไทย-สหรัฐ
|