อีโคโนมิสต์ ในปี 2006 อีเอ็มไอ บริษัทด้านดนตรีบันทึกเสียงยักษ์ใหญ่อันดับ
4 ของโลก เคยเชิญวัยโจ๋จำนวนหนึ่งเข้าไปยังสำนักงานใหญ่ของบริษัทในกรุงลอนดอน
เพื่อพูดคุยกับเหล่าผู้จัดการระดับท็อปของตน เกี่ยวกับพฤติกรรมการฟังเพลงของทีนเอจยุคปัจจุบัน
ในตอนท้ายของการพบปะกันครั้งนั้น พวกบอสของอีเอ็มไอได้ขอบอกขอบใจเหล่าโจ๋ที่มาให้ความเห็น
และเชิญให้พวกเขาหยิบแผ่นซีดีกองโตที่วางอยู่บนโต๊ะตัวหนึ่งได้ตามสบาย
ปรากฏว่าไม่มีวัยรุ่นคนไหนหยิกแผ่นซีดีไปสักแผ่นเดียวแม้บอกแจกกันฟรีๆ
เช่นนั้น
นั่นเป็นตอนที่พวกเราตระหนักรับรู้ขึ้นมาว่าเกมนี้จบลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว
เป็นคำบอกเล่าบุคคลผู้หนึ่งซึ่งเคยอยู่ที่ตรงนั้น
แน่นอนว่าในทางเปิดเผยต่อสาธารณชนแล้ว พวกผู้บริหารอุตสาหกรรมดนตรียังคงเอ่ยปากพูดจาว่าเกมยังมีทางดำเนินต่อไปได้ดี
เป็นต้นว่า การฟื้นตัวกำลังจะปรากฏให้เห็นแล้ว หรือ บริการดาวน์โหลดในระบบดิจิตอล
จะเป็นตัวช่วยชีวิตธุรกิจดนตรี
ทว่าผลประกอบการของปี 2007 กลับยืนยันถึงสิ่งที่การพูดจากับกลุ่มวัยโจ๋ในลักษณะการทำ
โฟกัสกรุ๊ปของอีเอ็มไอ ได้แสดงให้เห็นแล้ว นั่นคือ แผ่นซีดี
ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของอุตสาหกรรมบันทึกเสียง และเพียงเมื่อปี
2006 นี้เอง ยังเป็นตัวทำเงินถึงกว่า 80% ของยอดขายรวมทั่วโลกของอุตสาหกรรมนี้
บัดนี้กำลังเสื่อมทรุดหดหายไปอย่างรวดเร็วยิ่ง
ในอเมริกา ตามตัวเลขของ นีสเส็น ซาวด์สแกน ปริมาณการขายอัลบั้มในแบบจับต้องได้นั้น
ได้ลดต่ำลง 19% เมื่อปี 2007 หากเทียบกับปี 2006 นับเป็นอัตราเร็วยิ่งกว่าที่ใครๆ
เคยคาดหมายกันไว้ นอกจากนั้น ข้อมูลยังแสดงว่าในรอบครึ่งแรกของปี
2007 ยอดขายดนตรีในรูปแบบแผ่นซีดีตลอดจนรูปแบบที่จับต้องได้อื่นๆ
ก็ได้ตกลงมา 6% ในสหราชอาณาจักร, 9% ที่ญี่ปุ่น, ฝรั่งเศสและสเปน,
12% ในอิตาลี, 14% ในออสเตรเลีย, และ 21% ในแคนาดา
ทางด้านการดาวน์โหลดระบบดิจิตอลแบบจ่ายเงิน ก็สามารถเติบโตขึ้นได้รวดเร็วอยู่หรอก
แต่ยังไม่ถึงขนาดสามารถเริ่มชดเชยรายรับซึ่งสูญหายไปจากซีดี
ยิ่งกว่านั้นสิ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมนี้วิตกกันมากขึ้นไปอีกก็คือ
อัตราเติบโตของการดาวน์โหลดระบบดิจิตอลดูเหมือนจะกำลังชะลอตัวลงแล้ว
ปี 2007 มันเกิดความชัดเจนขึ้นมาว่า อุตสาหกรรมดนตรีบันทึกเสียงกำลังหดตัว
และมันจะกลายเป็นสัตว์ร้ายที่แตกต่างออกไปมากจากที่มันเคยเป็นในศตวรรษที่
20 มาร์ก มุลลิแกน นักวิเคราะห์แห่งจูปิเตอร์รีเสิร์ตให้ความเห็น
ปีที่แล้ว ศิลปินชื่อดังจำนวนมากพากันมองเมินและข้ามหัวบริษัทดนตรีบันทึกเสียงชื่อดังกันไปเลย
ตัวอย่างเช่น มาดอนนา ผละออกจากวอร์เนอร์ มิวสิก หันไปทำข้อตกลงกับ
ไลฟ์ เนชั่น บริษัทจัดการแสดงคอนเสิร์ต, ส่วน ดิ อีเกิลส์
ก็เผยแพร่วางตลาดอัลบั้มขายดีที่สุดอัลบั้มหนึ่งในอเมริกา
โดยไม่ต้องขอให้บริษัทดนตรีบันทึกเสียงมีชื่อแห่งไหนช่วยเหลือเลย,
เรดิโอเฮด วงดนตรีจากอังกฤษ ก็ถอนตัวจากอีเอ็มไอ เพื่อไปออกอัลบั้มผ่านทางอินเทอร์เน็ต
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้มีลักษณะกรณีเดี่ยวๆ ไม่เกี่ยวข้องกัน
และยังถือกันว่าเป็นเรื่องผิดปกติ สำหรับเหล่าศิลปินซึ่งผลงานของพวกเขาได้ทำกำไรให้แก่พวกบริษัทดนตรียักษ์ใหญ่มาเป็นนานปีแล้ว
แต่ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ก็ทำให้เหล่าบริษัทดนตรีบันทึกเสียงชื่อดัง
ดูเป็นสิ่งที่พ้นสมัย อีกทั้งไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะส่งผลให้ศิลปินอื่นๆ
คิดที่จะผละจากบริษัทเหล่านี้บ้าง
2 บริษัทดนตรีบันทึกเสียงระดับเมเจอร์ ทว่ามีขนาดเล็กกว่าเพื่อน
คือ อีเอ็มไอ และ วอร์เนอร์ มิวสิก กำลังออกอาการดิ้นรนอย่างเห็นชัดที่สุด
หุ้นของวอร์เนอร์ มิวสิก ราคาหล่นมาเหลือหุ้นละ 4.75 ดอลลาร์
ต่ำกว่าราคาตอนทำไอพีโอในปี 2005 ถึง 72% แถมยังมีภาระหนี้สินหนักอึ้ง
ด้าน อีเอ็มไอ ซึ่งเจ้าของคนใหม่เอี่ยม คือ เทอร์รา เฟิร์มมา
กิจการกองทุนเพื่อการลงทุนภาคเอกชน ต้องควักเงินจ่ายในราคาสูงทีเดียวเพื่อซื้อบริษัทแห่งนี้ในเดือนสิงหาคม
2007 เวลานี้ เจ้าของใหม่กำลังโละพวกผู้จัดการอาวุโสของอีเอ็มไอออกไปแทบหมด
และเปิดเผยถึงรายละเอียดนิสัยการจับจ่ายแบบน่าละอาย อาทิ
ใช้จ่ายกันปีละ 200,000 ปอนด์ในการซื้อพวกผลไม้แห้ง โดยเวลาลงบัญชีก็ประดิษฐ์ถ้อยคำเรียกอย่างสละสลวยว่า
รายการ ผลไม้และดอกไม้
อย่างไรก็ตาม เทอร์รา เฟิร์มมา กำหนดจะต้องประกาศยุทธศาสตร์ใหม่ในเดือนนี้
โดยที่ผู้สังเกตการณ์หลายคนคิดว่า คนของกองทุนเพื่อการลงทุนภาคเอกชนแห่งนี้
ทำท่าจะหมดมุกเสียแล้ว
สำหรับเมเจอร์ 2 รายที่มีขนาดใหญ่สุด คือ ยูนิเวอร์แซล
ซึ่งเป็นของ วิวองดี กลุ่มกิจการสารพัดสัญชาติฝรั่งเศส
และ โซนี่ บีเอ็มจี กิจการร่วมทุนระหว่างโซนี่ กับ เบอร์เทลสมานน์
อันเป็นบริษัทมีเดียสัญชาติเยอรมัน ยังสามารถหาความคุ้มครองได้ในบางระดับจากบริษัทแม่ของพวกเขา
โดยเฉพาะยูนิเวอร์แซลถือว่าแข็งแรงที่สุด และยังคงทำมาร์เก็ตแชร์ได้เพิ่มขึ้น
ทว่าผู้คนก็กะเก็งกันว่า เบอร์เทลสมานน์อาจต้องการถอนตัวขอขายหุ้นส่วนของตนทั้งหมดให้ทางโซนี่ในปีหน้า
สถานการณ์ที่พวกบริษัทดนตรีบันทึกเสียงกำลังเผชิญกันอยู่ในเวลานี้
สามารถเรียกได้ว่าเป็นการตกอยู่ภายในวงจรอุบาทว์ถึง 3
วงพร้อมๆ กัน
วงจรแรกคือ เนื่องจากยอดขายแผ่นซีดีกำลังทรุดฮวบ พวกเครือข่ายขายปลีกระดับบิ๊กๆ
อย่างเช่น วอล-มาร์ต จึงกำลังลดพื้นที่ชั้นวางที่ให้แก่ผลิตภัณฑ์ด้านดนตรี
ซึ่งก็กลายเป็นปัจจัยเร่งให้การตกฮวบยิ่งรวดเร็วขึ้น ริชาร์ด
กรีนฟิลด์ แห่ง ปาลี รีเสิร์ช บริษัทวิจัยอิสระ มองว่าพื้นที่ขายปลีกที่ให้แก่แผ่นซีดีในอเมริกาจะถูกตัดลงไป
30% หรือกว่านั้นในปี 2008 แบบแผนเช่นนี้น่าจะเกิดขึ้นในตลาดอื่นๆ
ด้วยเช่นกันเมื่อยอดขายย่ำแย่ลง
ส่วนวงจรที่สอง เนื่องจากเหล่าบริษัทเมเจอร์พากันลดต้นทุนกันอย่างดุเดือด
โดยเฉพาะทางอีเอ็มไอ และ วอร์เนอร์ มิวสิก พวกศิลปินจึงกำลังได้รับความสนับสนุนทางการตลาดและทางโปรโมชั่นน้อยลงกว่าในอดีต
อันอาจเป็นตัวเร่งให้พวกเขาหนีไปหาทางเลือกอื่นๆ
วงจรที่สาม เหล่าบริษัทบันทึกเสียงกำลังเผชิญสภาพการณ์ที่ว่า
บรรดานายทุนที่หนุนหลัง ไม่ว่าจะเป็นกองทุนเพื่อการลงทุนภาคเอกชน
หรือบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายก็ตามที ต่างลังเลในการต้องทุ่มเงินก้อนโตเพื่อเข้าสู่ภาคส่วนของอุตสาหกรรมดนตรีที่กำลังเฟื่องฟูทำเงินได้มาก
อาทิ การจัดทัวร์คอนเสิร์ต และการขายสินค้าขายพ่วงโดยอาศัยภาพลักษณ์ของศิลปิน
เหล่าบริษัทเมเจอร์กำลังพยายามทำข้อตกลงแบบครอบคลุม 360
องศา กับบรรดาศิลปิน ซึ่งจะทำให้พวกเขาได้ส่วนแบ่งด้วยจากภาคส่วนเหล่านี้
ทว่ากระทั่งว่าศิลปินยอมทำข้อตกลงดังกล่าว พวกเขาก็จะไม่ยอมให้สิทธิใหม่ๆ
จนกว่าจะได้เงื่อนไขที่ดีขึ้นในเรื่องดนตรีบันทึกสียง
ด้วยเหตุนี้ เหล่าบริษัทเมเจอร์ก็อาจจะไม่ได้เห็นผลประโยชน์โดยรวมเพิ่มขึ้นมากมายนัก
ทิม เรนเนอร์ อดีตบอสใหญ่แห่ง ยูนิเวอร์แซล มิวสิก ในเยอรมนี
บอกว่า พวกเมเจอร์ควรที่จะลงมือทำเรื่องนี้ไปตั้งแต่เมื่อหลายๆ
ปีก่อน ตอนนั้นพวกเขามีทั้งเงินทองและสามารถสร้างศักยภาพขึ้นมา
ด้วยการซื้อบริษัทนักจัดคอนเสิร์ต และพวกบริษัทสินค้าขายพ่วงทั้งหลาย
**เส้นทางรอดสายใหม่?
ตั้งแต่ราวกลางปี 2007 แล้ว เมื่อพวกบริษัทเมเจอร์ตระหนักกันว่ากิจการให้ดาวน์โหลดระบบดิจิตอล
ไม่ได้กำลังเติบโตรวดเร็วอย่างที่พวกเขาคาดหวังไว้ พวกเขาก็ตัดสินใจใช้ยุทธศาสตร์ดิจิตอลที่กล้าเสี่ยงมากยิ่งขึ้น
เวลานี้พวกเขาต้องการก้าวให้เลยไปจากการให้บริการดาวน์โหลดแบบจ่ายเงิน
อย่างเช่นในเครื่องไอทูนส์ ของ ค่ายแอปเปิ้ล ดังจะเห็นได้ว่า
ทิศทางของข้อตกลงด้านดิจิตอลส่วนใหญ่ที่พวกเขาทำกันในระยะหลังๆ
มานี้ จะอยู่ในรูปแบบอย่างเช่นที่ทำกับ อีมีม เครือข่ายเว็บทางสังคมซึ่งมีบริการให้ฟังและดูดนตรีทางออนไลน์ฟรีๆ
โดยที่ทางเว็บได้รับเงินจากผู้โฆษณาอีกทอดหนึ่ง
บางทีการทดลองที่สำคัญที่สุดในแนวทางนี้ ก็คือ ข้อตกลงที่
ยูนิเวอร์แซล ทำกับทางโนเกีย ผู้ผลิตมือถือรายใหญ่ที่สุดของโลก
เมื่อเดือนธันวาคม ซึ่งจะให้ลูกค้าที่ซื้อมือถือรุ่นใหม่ๆ
ของโนเกีย ซึ่งจะออกขายในช่วงต่อไปของปีนี้ จะได้ฟังได้ดูดนตรีกับแบบฟรีๆ
กล่าวคือ โทรศัพท์มือถือแบบ มาพร้อมกับดนตรี เหล่านี้
จะทำให้ลูกค้าสามารถดาวน์โหลดดนตรีทั้งหมดที่ต้องการ ลงไว้ในมือถือและเครื่องพีซีของพวกเขา
แล้วเก็บเอาไว้ได้ แม้กระทั่งเมื่อพวกเขาเปลี่ยนมือถือหลังระยะ
1 ปีแห่งการบอกรับเป็นสมาชิกของพวกเขาสิ้นสุดลงไป นี่เท่ากับว่า
แทนที่จะคิดค่าบริการจากผู้บริโภคโดยตรง ยูนิเวอร์แซลจะได้ส่วนแบ่งจากราคาของมือถือแต่ละเครื่อง
เป็นที่คาดหมายกันว่า พวกเมเจอร์รายอื่นๆ ก็จะหันทำข้อตกลงแบบนี้ด้วยเช่นกัน
มุลลิแกนชี้ว่า กลเม็ดแบบ มาพร้อมกับดนตรี เช่นนี้ เท่ากับการยอมรับว่าดนตรีเป็นสิ่งที่จะต้องยอมให้ฟรี
หรือเกือบจะฟรีๆ ทางอินเทอร์เน็ต บริการให้ดาวน์โหลดแบบจ่ายเงินยังจะดำเนินต่อไป
และดนตรีที่สนับสนุนด้วยโฆษณาก็ยังน่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นได้
ทว่าบริการเสริมแบบที่ผู้บริโภคไม่ได้จ่ายค่าดนตรีโดยตรง
น่าจะเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
สำหรับอุตสาหกรรมดนตรีบันทึกเสียงแล้ว นี่คือการก้าวกระโดดเข้าสู่ดินแดนแห่งความไม่รู้
ยูนิเวอร์แซลและบรรดาบริษัทเมเจอร์ทั้งหลาย อาจไม่มีทางทำเงินได้มหาศาลเหมือนเช่นที่พวกเขาเคยทำได้เมื่อครั้งดนตรีที่บรรจุในรูปแบบจับต้องได้ยังเฟื่องฟู
และคงจะมีบางรายในหมู่พวกเขา ที่ไม่อาจรอดชีวิตผ่านพ้นกระแสความเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงคราวนี้ได้
|