M&W
• Retirement
Investment Planning
Funds' Corner
• College Planning
Insurance
Money Matters
Debt
Legal Clinic
Marriage & Divorce
Inheritance
Money Tales
Money for Money 
M&W Quiz
Property
M&W Family Finance
Money Matters
Debt
Legal Clinic
-

ในปัจจุบัน ผลการตัดสินใจของผู้บริหารหรือคณะกรรมการบริษัท รวมทั้งวิธีการที่จะทำให้เกิดคำตัดสินนั้น ไม่เพียงส่งผลกระทบในเรื่องผลการดำเนินงานของบริษัทและการประกอบอาชีพของพวกเขาเท่านั้น แต่ผลการตัดสินใจเช่นนั้นยังได้เพิ่มความเสี่ยงในการที่จะก่อให้เกิดการฟ้องร้องค่าเสียหายจากผู้ที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งก่อให้เกิดภาระหนี้สินอื่นๆ แก่บริษัทและผู้บริหารเหล่านั้นตามมาได้อีกด้วย

แนวโน้มการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้บริหารบริษัทมีเพิ่มขึ้นตลอดเวลา และมีการขยายขอบเขตออกไปทั้งภายในและภายนอกประเทศ ทั้งในภูมิภาคเอเชียและแถบอื่นๆ ทั่วโลก การฟ้องร้องเช่นนี้มีมาจากหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทเอง ลูกจ้างหรือพนักงานของบริษัท กลุ่มหรือหน่วยงานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่างๆ องค์กรของรัฐ รวมทั้งกลุ่มเจ้าหนี้บริษัทด้วย และยิ่งไปกว่านั้น การที่ตลาดสินค้าต่างๆ ขยายตัวเชื่อมโยงกันทั่วทั้งโลก ผู้บริหารของบริษัทที่เข้าไปตั้งสำนักงานในประเทศต่างๆก็ต้องยอมรับข้อกฎหมายของแต่ละประเทศที่สินค้าและบริการของบริษัทตนเข้าไปวางจำหน่ายอยู่ด้วย

เพราะฉะนั้น สำหรับผู้บริหารขององค์กรต่างๆ การที่คุณในฐานะเป็นผู้บริหารบริษัท เริ่มคิดเรื่องการทำประกันภัยที่เรียกกันติดปากในเวลานี้ว่า Directors & Officers Insurance เอาไว้ ก็สามารถช่วยตัวคุณในยามคับขันได้เป็นอย่างดี คอลัมน์ประกันภัยในฉบับนี้จึงขอถือโอกาส นำเสนอหลักการและรายละเอียดบางอย่างที่คุณควรจะได้รู้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการพิจารณาก่อนที่จะหาซื้อประกันชนิดนี้เอาไว้ โดยผู้เขียนได้รับความอนุเคราะห์ในการให้สัมภาษณ์ และให้ข้อมูลรายละเอียดจาก มร.สตีเวน บาร์เน็ต กรรมการผู้จัดการและประธานคณะผู้บริหาร และคุณประสิทธิ์ หงสรานากร ผู้อำนวยการฝ่าย Financial Lines บริษัท นิวแฮมพ์เชอร์ อินชัวรันส์ จำกัด ซึ่ง M&W ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ด้วย

โดยหลักการแล้ว ประกันภัยชนิดนี้ เป็นการคุ้มครองการจ่ายชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการถูกกล่าวหาว่าละเลย เพิกเฉย การรายงานเท็จ หรือการกระทำความผิดโดยไม่ได้จงใจของผู้บริหารหรือคณะกรรมการของบริษัท หรือถึงแม้จะเป็นการตั้งใจบริษัทประกันก็จะจ่ายชดใช้ค่าเสียหายให้ก่อน แล้วจึงไปไล่เบี้ยเอากับผู้บริหารเองทีหลัง


ประกันภัยประเภทที่คุ้มครองและรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานของผู้บริหารหรือคณะกรรมการหรือบริษัท (Directors & Officers Liability and Company Reimbursement Insurance) ซึ่งเป็นประกันภัยประเภทพื้นฐานที่ครอบคลุมการดำเนินการโดยทั่วไป

ประกันภัยที่คุ้มครองในเรื่องของหลักทรัพย์ (Entity Cover Securities Claims) ซึ่งมุ่งเน้นธุรกรรมที่เกี่ยวกับหลักทรัพย์ของบริษัท

ประกันภัยประเภทที่คุ้มครองบริษัทเกี่ยวกับการจ้างงาน (Entity Cover Employment Practice Claims) ซึ่งจะเป็นการคุ้มครองที่เกี่ยวกับการการจ้างงาน ที่อาจส่งผลทำให้เกิดความเสียหายแก่ลูกจ้าง

ในการตัดสินใจของผู้บริหารไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจใดๆก็ตาม ย่อมจะส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาบริษัทหรืออีกนัยหนึ่งก็อาจจะทำให้เกิดความเสียหายได้เช่นกัน ยิ่งในสมัยนี้ที่การขยายตัวทางธุรกิจโยงใยไปจนถึงกลุ่มคนจำนวนมากขึ้นและกินพื้นที่ทางการตลาดกว้างไกล ดังนั้นหากจะถามว่า บริษัทใดหรือองค์กรใดบ้างที่ควรจะถือกรมธรรม์ประกันภัยชนิดนี้เอาไว้ในมือ วันนี้เรามีข้อมูลมาให้คุณผู้บริหารเองพิจารณาว่า เหมาะสมกับองค์กรของตนมากน้อยแค่ไหน

ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีตัวเลขของการทำประกันประเภทนี้ สำหรับบริษัทในประเทศไทย แต่ก็พอประมาณการได้ว่า ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีประกันภัยประเภทนี้อยู่ในมือ

ประเด็นแรกที่เราควรจะพิจารณาก็คือ ประเภทของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโอกาสที่จะเกิดความเสียหายในเรื่องการเงิน เช่น สถาบันการเงินต่างๆ เช่นธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารที่เป็นวาณิชธนกิจ ก็ถือว่าเป็นธุรกิจที่น่าจะมีประกันภัยประเภทนี้

ในปัจจุบันสถาบันการเงินสำคัญๆ ส่วนใหญ่ของไทย เช่นธนาคารพาณิชย์ บริษัทจัดการลงทุน บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ บริษัทประกันภัยต่างๆ มีประกันภัยประเภทนี้เอาไว้คุ้มครองความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ

ส่วนธุรกิจประเภทอื่นที่ต้องเกี่ยวพันกับคนหมู่มาก เช่น บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร บริษัทที่เกี่ยวกับการผลิต บริษัทที่เกี่ยวกับการบริโภคพื้นฐานเช่นไฟฟ้า น้ำประปา การให้บริการ ร้านค้าปลีก ค้าส่ง และอสังหาริมทรัพย์ หรือแม้กระทั่งการขนส่ง ก็เป็นธุรกิจที่น่าจะมีประกันภัยประเภทนี้เอาไว้ในมือเช่นกัน

นอกจากนั้นแล้ว ประกันภัยประเภทนี้ยังสามารถจัดการคุ้มครองผู้บริหารและผู้จัดการดูแลผลประโยชน์ขององค์กรที่ไม่หวังผลกำไรต่างๆ ด้วย และที่สำคัญและเป็นประโยชน์มากก็คือผู้ที่ต้องดำเนินธุรกิจกับต่างประเทศ ก็ยังสามารถซื้อประกันที่ครอบคลุมความรับผิดชอบไปได้จนถึงประเทศที่ประกอบธุรกิจ รวมไปถึงอเมริกาและแคนาดาด้วยเช่นกัน

เมื่อมองกันอย่างถ้วนถี่ดีแล้ว คราวนี้คุณเริ่มอยากจะมีประกันภัยประเภทนี้ขึ้นมา ก็ต้องมาดูกันซิว่าควรจะซื้ออะไรครอบคลุมขนาดไหนกับใครดี

ประการแรกก็คือบริษัทที่เราจะซื้อประกัน อย่าลืมว่าเรื่องนี้เวลาที่เกิดปัญหาขึ้นมา มันอาจจะมีการเรียกร้องความเสียหายมากมายจนแทบกระอัก เพราะฉะนั้นบริษัทที่จะมีปัญญามาจ่ายให้เรา ก็ต้องมีพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแกร่ง และมีเครดิตที่เป็นที่น่าเชื่อถือที่ได้รับการจัดอันดับจากสถาบันการจัดอันดับที่เชื่อถือได้

ถ้าจะให้ดี หากบริษัทนั้นเคยมีประสบการณ์การที่ต้องเจอกับปัญหาในระดับนี้ก็น่าจะดีกว่าบริษัทที่ยังอ่อนประสบการณ์

ประเด็นต่อมาที่คุณต้องพิจารณาก็คือการครอบคลุม การทำตกทำหล่นบางประเด็นอาจจะทำให้เกิดปัญหาเมื่อถึงเวลาที่ต้องจ่ายสินไหมทดแทน จนเป็นที่ถกเถียงกันไม่เลิกระหว่างคุณกับบริษัทประกันภัย

และถ้ายังมองไม่ออกหรือกลัวว่าจะมีอะไรตกหล่น วันนี้เรามีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่จะมาฝากกันที่จะทำให้คุณพอจะมองออกว่า เราควรจะทำประกันภัยธุรกิจสำหรับผู้บริหารครอบคลุมมากน้อยแค่ไหน

ประเภทของธุรกิจ หากธุรกิจของคุณมีความสลับซับซ้อน หรือมีผลส่งทอดกันไปหลายสาย หรือที่เกี่ยวข้องกับการเงิน เตรียมการเอาไว้หน่อยว่าการฟ้องร้องอาจจะสูงกว่าธรรมดา

ประเทศที่บริษัทของคุณจดทะเบียนเอาไว้ รวมแม้กระทั่งสาขาที่บริษัทไปตั้งอยู่ ที่ต้องพึ่งพากฎหมายของประเทศนั้นๆ เป็นเครื่องตัดสินหากเกิดปัญหาขึ้นมา

ประเภทของการจดทะเบียนบริษัท ว่าเป็นบริษัทจำกัด บริษัทมหาชน จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือไม่ ซึ่งหากบริษัทยิ่งประกอบไปด้วยผู้ถือหุ้นมากหน้าหลายตา และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แน่นอนว่าการเกิดเหตุก็จะกว้างตามไปด้วยเช่นกัน

ลักษณะโครงสร้างขององค์กร ที่อาจมีบริษัทย่อยอยู่หลายบริษัทในหลายๆ เครือข่ายธุรกิจ

ขนาดของสินทรัพย์และเงินทุน ซึ่งการคิดค่าเบี้ยประกันจะต้องนำเอาตัวเลขเงินทุนมาเป็นตัวกำหนด

ความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจ รวมไปถึงการก่อหนี้ของบริษัท ความสามารถในการประกอบธุรกิจ และอนาคตในการทำธุรกิจ ยิ่งประเด็นของเรื่องต่างๆ ซับซ้อนมากขึ้น คุณก็ควรจะต้องพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้นตามไปด้วย

การฟ้องร้องที่อาจจะเกิดขึ้นหรือเคยเกิดขึ้นมาแล้ว ซึ่งบริษัทประกันต้องนำเอาเรื่องราวเหล่านี้มาเป็นตัวประกอบในการพิจารณาการรับประกันด้วย

มีการประกอบธุรกิจที่เชื่อมโยงไปถึงอเมริกาเหนือ หรือแคนาดาหรือไม่ หรืออาจจะเคยไปออกหลักทรัพย์หุ้นกู้ หรือก่อหนี้ในเขตพื้นที่นั้นบ้างหรือไม่

มีการถือประกันประเภทนี้อยู่ในมือมาก่อนหรือไม่ เพราะถ้ามีประกันประเภทนี้อยู่แล้ว ก็อาจจะแค่พิจารณาว่าควรจะต้องมีการเพิ่มความครอบคลุมมากขึ้นหรือไม่

อย่างที่เคยกล่าวกันมาตลอดว่า ประกันภัย อยากซื้อแต่ไม่อยากใช้ ซึ่งประกันภัยทางธุรกิจสำหรับผู้บริหาร (Directors & Officers Insurance) ประเภทนี้ก็ไม่เว้นเช่นกัน แต่ถ้าถามว่าจำเป็นหรือไม่ เพราะค่าเบี้ยประกันสำหรับการทำประกันประเภทนี้ค่อนข้างสูง แต่ถ้าหากเกิดเหตุการฟ้องร้องขึ้นมา ค่าเสียหายที่ถูกเรียกร้องมันมากมายมหาศาลเกินกว่าค่าเบี้ยที่คุณจะต้องจ่ายอย่างแน่นอน

คุณประสิทธิ์ หงสรานากร ยังได้เล่าด้วยว่า นอกเหนือจากการประกันภัยทางธุรกิจสำหรับผูบริหาร (AIG Business Guard for Directors & Officers Insurance) แล้ว ฝ่าย Financial Lines ของบริษัท นิวแฮมพ์เชอร์ อินชัวรันส์ (AIG SEAsia) ยังได้รับคุ้มครองการประกันภัยประเภทต่างๆ ดังต่อไปนี้ด้วย

ประกันภัยประเภทที่คุ้มครองเกี่ยวกับการบริหารการลงทุน (Invesment Management Insurance) ซึ่งนับว่ามีความสำคัญมากสำหรับบริษัทที่ทำหน้าที่บริหารจัดการลงทุนให้กับผู้อื่น

ประกันภัยที่คุ้มครองเกี่ยวกับอาชีพเฉพาะ (Professional Liability Insurance) ซึ่งการประกอบวิชาชีพชนิดนี้ อาจจะส่งผลทำให้เกิดความเสียหายให้กับผู้อื่นโดยไม่ได้เจตนาเช่นกัน

ประกันภัยที่เกี่ยวกับการก่ออาชญากรรมทางการพาณิชย์ (Commercial Crime Insurance) ที่เกี่ยวโยงกับการที่บริษัทเกิดความเสียหายจากลูกจ้าง หรือลูกจ้างร่วมกับผู้อื่น ก่ออาชญากรรมทางธุรกิจทำให้เกิดความเสียหายต่อบริษัท

วารี ชินสิริกุล
หัวหน้าฝ่ายระงับข้อพิพาท
(Head of Dispute Resolution)
ประจำแผนกภาษีอากรและกฎหมาย
บริษัท เคพีเอ็มจี แอ็ดไวซอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด

คำว่า บุคคลที่เรา ๆ ท่าน ๆ รู้จักกันก็คือ คนทั่ว ๆ ไปซึ่งศัพท์ทางกฎหมายนั้นเรียกว่า "บุคคลธรรมดา" ส่วนองค์การต่าง ๆ ที่มีผู้จัดตั้งขึ้นไม่ว่าจะเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วน สมาคม มูลนิธิ ส่วนราชการ ฯลฯ นั้นมีสภาพเป็นบุคคลแยกต่างหากจากมนุษย์เดินดิน ซึ่งศัพท์ทางกฎหมายนั้นเรียกว่า "นิติบุคคล" แต่องค์การใดจะมีสภาพนิติบุคคลได้ก็แต่โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และกฎหมายอื่น (เช่น พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา) เท่านั้น นิติบุคคลที่จะกล่าวถึงเป็นการเฉพาะต่อไปในบทความนี้ ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัด และบริษัทมหาชน

ผู้กระทำการแทนนิติบุคคล ก็คือบุคคลที่แสดงออกและกระทำการต่าง ๆ ในนามนิติบุคคล สำหรับนิติบุคคลที่กล่าวมาข้างต้นก็มีผู้กระทำการแทนแตกต่างกันไป กล่าวคือ ถ้าเป็นห้างหุ้นส่วน ผู้กระทำการแทนก็คือ หุ้นส่วนผู้จัดการ ถ้าเป็นบริษัท ผู้กระทำการแทนก็คือ กรรมการ

ท่านอาจจะเห็นบริษัทต่าง ๆ มีบุคคลที่มาดำรงตำแหน่งต่าง ๆ เช่น President, Chief Executive Officer (CEO), Chief Operating Officer (COO), Vice President หรือแม้แต่ Managing Director ตำแหน่งเหล่านี้ถูกกำหนดขึ้นให้ดูโอ่อ่าแตกต่างกันไปในแต่ละองค์การ แต่ในทางกฎหมาย (ตามที่กระทรวงพาณิชย์รับจดทะเบียน) นั้นมีเพียง หุ้นส่วนผู้จัดการ (ในกรณีของห้างหุ้นส่วน) และกรรมการ (ในกรณีของบริษัท) เท่านั้น

ความรับผิดที่จะกล่าวต่อไปนี้ คือความรับผิดเป็นส่วนตัว กล่าวคือ ถ้าเป็นไปในทางแพ่งก็หมายความว่า ผู้กระทำการแทนนิติบุคคลนั้นต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง หรือถ้าเป็นความรับผิดทางอาญาก็ต้องย้ายภูมิลำเนาไปอยู่คุกด้วยตนเอง (เอ… หรือว่าเขารับจ้างกันไปติดคุกแทนได้ด้วย)

ความรับผิดทางแพ่งของผู้กระทำการแทนนิติบุคคลที่เห็นได้ชัดเจนก็ได้แก่ ความรับผิดตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในเรื่องหุ้นส่วนและบริษัท ซึ่งมุ่งหมายบังคับให้กรรมการของบริษัทต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต (Fiduciary Duty) และด้วยความระมัดระวัง (Duty of Care) อีกทั้งป้องกันมิให้เกิดการขัดกันของผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น เช่น ข้อห้ามมิให้กรรมการประกอบกิจการอันเป็นการแข่งขันกับกิจการของบริษัท ข้อห้ามมิให้กรรมการกระทำการใดอันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัทหรือฝ่าฝืนมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้น เป็นต้น ถ้ากรรมการฝ่าฝืนข้อห้ามต่าง ๆ เช่นว่านั้น กรรมการต้องรับผิดชำระค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำนั้น

นอกจากความรับผิดทางแพ่งแล้ว ยังมีกฎหมายกำหนดให้ผู้กระทำการแทนนิติบุคคลมีความรับผิดทางอาญาอีกด้วย ใครบางคนถึงกับกล่าวว่า "เป็นกรรมการบริษัทก็เท่ากับเอาขาแหย่เข้าไปในคุกข้างหนึ่งแล้ว" เรามาดูกันว่าคำพูดนี้จริงแท้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่มีตำแหน่งเป็นผู้บริหารงานนิติบุคคล หรือกรรมการบริษัทต่าง ๆ อยู่ในขณะนี้ อ่านแล้วคุณอาจจะหนาว…

คนที่กระทำความผิด ทำให้ผู้อื่นหรือสังคมเดือดร้อน ก็ย่อมสมควรจะได้รับโทษ ด้วยเหตุนี้จึงมีประมวลกฎหมายอาญาที่กำหนดโทษสำหรับการกระทำความผิดต่าง ๆ ได้แก่ ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ การปกครอง การยุติธรรม ศาสนา ความสงบสุขของประชาชน การปลอมและการแปลง การค้า เพศ ชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง ทรัพย์ เป็นต้น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาในหมวดต่าง ๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วจะต้องเป็นการกระทำโดยมีเจตนาจึงจะถูกลงโทษตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ เว้นแต่ กรณีที่กระทำโดยประมาทและมีกฎหมายกำหนดให้ต้องรับผิดสำหรับการกระทำโดยประมาท (เช่น เมาแล้วขับรถไปชนคนทำให้เขาถึงตาย อย่างนี้ก็เรียกว่า กระทำโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินสิบปีและปรับไม่เกินสองหมื่นบาท -รู้อย่างนี้ก็ควรจะ "เมาไม่ขับ" หรือ "เมาไม่กลับ" เสียดีกว่า) และข้อยกเว้นเรื่องเจตนาอีกประการที่กฎหมายบัญญัติไว้ให้ต้องรับผิดแม้จะกระทำโดยไม่มีเจตนาเช่น ความผิดลหุโทษ (ได้แก่ ความผิดที่มีบทกำหนดโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน และ/หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท อาทิเช่น เมาอาละวาด ทะเลาะกันเสียงดัง ด่าทอผู้อื่น ทำทารุณต่อสัตว์ เดินเปิดนมกลางถนน ฯลฯ อย่างนี้ถึงจะบอกว่า หนูไม่ได้เจตนาก็มีสิทธิติดคุกหรือถูกปรับได้เหมือนกัน)

ทว่าสำหรับผู้กระทำการแทนนิติบุคคล นอกจากประมวลกฎหมายอาญาแล้วยังมีกฎหมายอื่น ๆ อีกหลายฉบับที่มีบทกำหนดโทษทางอาญา ซึ่งได้แก่โทษจำคุก และ/หรือโทษปรับ กฎหมายอื่นๆ ที่ว่านั้นได้แก่ ประมวลรัษฎากร อีกทั้งพระราชบัญญัติ และพระราชกำหนด ซึ่งมีอยู่มากมายหลายฉบับ

ในปัจจุบันนี้มีกฎหมายมากกว่า ๘๐ ฉบับที่มีบทกำหนดให้ผู้กระทำการแทนนิติบุคคลต้องรับโทษในฐานะที่เป็นผู้แทนของนิติบุคคลที่กระทำความผิดตามกฎหมายนั้นๆ ร่วมไปกับนิติบุคคลด้วย โทษที่ว่านี้มีทั้งโทษจำคุกและโทษปรับ กล่าวเฉพาะโทษจำคุกนั้นมีตั้งแต่อย่างย่อม ๑ เดือน ไปจนถึงอย่างยาว ๗ ปี มาตราที่กำหนดโทษเช่นนี้ส่วนใหญ่ก็จะบัญญัติไว้ในทำนองเดียวกันว่า "ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตามพระราชบัญญัตินี้เป็นนิติบุคคล กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า ตนมิได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้น หรือได้จัดการตามสมควรเพื่อมิให้เกิดความผิดนั้นแล้ว"

ในกรณีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญานั้น ใครทำคนนั้นก็ต้องรับโทษ แต่ในกฎหมายอื่นที่กล่าวข้างต้น กฏหมายกำหนดเอาโทษผู้กระทำการแทนนิติบุคคลไปด้วยในกรณีที่นิติบุคคลถูกฟ้องดำเนินคดีว่ากระทำความผิด เว้นแต่ผู้กระทำการแทนนิติบุคคลคนนั้น ๆ จะสามารถพิสูจน์ได้ว่าตนบริสุทธิ์ผุดผ่องจริง ๆ กล่าวคือกฎหมายบัญญัติเปิดช่องให้โจทก์ฟ้องคดีโดยรวมเอาผู้กระทำการแทนนิติบุคคลเข้าเป็นจำเลยด้วย ยกตัวอย่างเช่น หากบริษัทที่คุณสมชายเป็นกรรมการอยู่ถูกฟ้องว่า โฆษณาหรือใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญอันเกี่ยวกับสินค้า (ซึ่งความผิดในกรณีนี้มีโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) ในฐานะที่เป็นกรรมการคุณสมชายก็อาจถูกฟ้องเป็นจำเลยร่วมด้วย ถึงคุณสมชายจะไม่ได้ลงมือทำ เพียงแต่รู้เห็นแล้วไม่ได้จัดการตามสมควรเพื่อป้องกันไม่ให้ความผิดนั้นเกิด คุณสมชายก็มีสิทธิตางตะหริดติดตะรางได้เหมือนกัน

โดยปกติสำหรับการฟ้องคดีอาญา โจทก์มีหน้าที่หรือภาระที่จะต้องพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง แต่หากท่านเป็นผู้กระทำการแทนนิติบุคคลที่ถูกรวบเป็นจำเลยด้วยแล้ว ภาระการพิสูจน์กลับตกอยู่ที่ท่านที่จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ท่านเป็นผู้บริสุทธิ์มิได้รู้เห็นยินยอมให้มีการกระทำผิดเช่นนั้น แต่มีกฎหมายบางฉบับที่มีข้อกำหนดให้ถือทั้งตัวนิติบุคคลและผู้จัดการหรือผู้แทนนิติบุคคลนั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเลย เช่นพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 ซึ่งผู้แทนนิติบุคคลจะอ้างว่าไม่มีส่วนรู้เห็นต่อการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายไม่ได้ ตัวอย่างเช่น หากคุณสมชายเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของ หจก. ยาดี ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่ผู้ได้รับอนุญาตให้ผลิตยาแผนปัจจุบัน แต่ปรากฎว่า ที่หจก. ยาดี นี้ไม่มีเภสัชกรประจำอยู่ตลอดเวลาที่เปิดทำการตามที่กฎหมายกำหนด กรณีอย่างนี้นอกจาก หจก. ยาดี อาจจะถูกปรับเป็นรายวันจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องแล้ว คุณสมชายก็อาจได้รับโทษจำคุกไม่เกินสามเดือนและ/หรือปรับไม่เกินห้าพันบาทไปด้วย โดยไม่มีสิทธิจะอ้างว่าตนไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้ เพราะคุณสมชายมีหน้าที่ต้องดูแลให้ หจก. ยาดี ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อไม่ดูแลก็ย่อมต้องถูกลงโทษ

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว หากท่านโชคดี (หรือโชคร้าย) ได้รับตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัท หรือผู้กระทำการแทนนิติบุคคล ท่านก็ควรจะศึกษาว่ามีกฎหมายใดที่ใช้บังคับหรือเกี่ยวเนื่องกับกิจการของท่านบ้าง (โปรดดูรายชื่อกฎหมายต่างๆ ข้างท้ายนี้) เพื่อที่ท่านจะได้วางแนวทางในการประกอบกิจการในอันที่จะให้องค์การของท่านปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย และลดความเสี่ยงของการเฉียดคุกตารางสำหรับตัวท่านเอง



 เครื่องมือการวางแผน
 วิธีหา Net Worth
 วิธีจัด Portfolio
 ค้นหากองทุนรวม
 Bond Calculator
 Saving Calculator
 วางแผนการเกษียนอายุ
 วางแผนประกันชีวิต
 วางแผนการศีกษา
 บริหารหนี้
 IBES Earnings
  Consensus
 Statement รวม
 อื่นๆ