 |
กรณีศึกษาที่
1 : ครอบครัวของคุณสมชาย
คนเรารวยได้ ถ้ารู้จักออมและลงทุน
แล้วมีทางที่จะหารายได้... ได้หลายแบบ และผมอยากจะเน้นเรื่องการบริจาคการสร้าง
ประโยชน์ให้กับสังคม ซึ่งทุกคนสามารถทำได้ แม้จะมีเงินไม่มาก
แต่ทำได้ด้วยการดูแล คนในครอบครัวของเราให้ดี ดูแลพ่อแม่
ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร บอกถึงแนวคิดอันเป็นที่มาของ
คอลัมน์ M&W Family Finance งานเขียนล่าสุดที่ท่านให้เกียรติ
กับ M&W ซึ่งคอลัมน์นี้จะต่างจากงานเขียนชิ้นอื่นๆ
ของท่าน
ที่เคยผ่านตากันมาแล้ว โดยนำเสนอในรูปแบบของกรณีศึกษา
ผ่านบัญชีรายรับรายจ่าย อีกทั้งยังแยกประเภททรัพย์สิน
และ
หนี้สิน คำนวณเป็นตัวเลขออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน ซึ่งคุณ
สามารถประยุกต์เป็นสูตรใช้ได้ในชีวิตจริง
และครั้งแรกนี้ ดร.สุวรรณ หยิบครอบครัวคุณสมชาย วิศวกร
วัย 35 ปี ผู้ซึ่งมีภรรยาหนึ่งและลูกสอง กับภาระผ่อนบ้าน
รถยนต์ ฯลฯ มาเป็นกรณีตัวอย่าง
เชิญติดตามได้เลยค่ะ
นายสมชาย อายุ 35 ปี เป็นวิศวกร แต่งงานแล้วกับนางสาวสุดสวย
อายุ 34 ปี อาชีพขายตรงของ AMWAY มีบุตรชายหญิงสองคน
อายุ 8-10 ขวบ ฐานะการเงินเป็นดังนี้
รายได้ (ต่อปี)
เงินเดือน + โบนัส 1,400,000 บาท
รายได้จากการขายตรง 300,000 บาท
ดอกเบี้ยเงินฝาก 20,000 บาท
เงินปันผล 30,000 บาท
กำไรจากการซื้อหน่วยลงทุน 100,000 บาท
รวม 1,850,000 บาท
รายจ่าย
ค่าใช้จ่ายในบ้าน 480,000 บาท
ค่าภาษี 236,000 บาท
ค่าเล่าเรียนบุตร 100,000 บาท
ค่าใช้จ่ายส่วนตัว 60,000 บาท
ผ่อนบ้าน (รวมดอกเบี้ย 80,000) 340,000 บาท
ดอกเบี้ยเครดิตการ์ด 10,000 บาท
จ่ายประกันชีวิต 50,000 บาท
ค่าเช่าซื้อรถยนต์ 130,000 บาท
บริจาคการกุศล 20,000 บาท
รวม 1,426,000 บาท
เหลือเงินออมปีละ 424,000 บาท
คิดเป็น 23% ของยอดรายได้
ทรัพย์สิน
บ้านที่สุขุมวิทซอย 53 10,000,000 บาท
รถยนต์ 600,000 บาท
เพชร ทอง เครื่องประดับ 500,000 บาท
เฟอร์นิเจอร์ - เครื่องเรือน 500,000 บาท
เงินออมในประกันชีวิต 250,000 บาท
เงินสด - เงินฝากธนาคาร 1,000,000 บาท
หน่วยลงทุนในกองทุนหุ้น 1,000,000 บาท
รวมทรัพย์สิน 13,850,000 บาท
หนี้สิน
จำนองบ้าน 6,000,000 บาท
เช่าซื้อรถ 400,000 บาท
เครดิตการ์ด 50,000 บาท
รวมหนี้สิน 6,450,000 บาท
ทรัพย์สินสุทธิ 7,400,000 บาท
กล่าวโดยสรุป ครอบครัวนายสมชายมี เงินออมปีละ 424,000
บาท เมื่อเทียบกับ รายได้ 1,850,000 บาท เท่ากับ 23%
ถือว่า เขาออมได้ในเกณฑ์ดีมาก ข้อสำคัญจะต้อง ออมอย่างสม่ำเสมอทุกปี
เมื่อพิจารณาจาก
ทรัพย์สินและหนี้สิน เขามีทรัพย์สินสุทธิ
(Net Worth) 7,400,000 บาท ฐานะการเงิน ของครอบครัวนายสมชายนับว่าแข็งแกร่ง
ทีเดียว
ผมมีข้อสังเกตดังนี้
1. ภาษีอากร ปีหนึ่งเขาจ่ายภาษี 236,000 บาท คิดเป็น
12.7 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ นับว่าไม่สูงเกินไป และเขาวางแผนภาษีได้ดี
กล่าวคือ ใช้ดอกเบี้ย ผ่อนบ้าน และเบี้ยประกันชีวิตซึ่งหักภาษีได้ประเภทละ
50,000 บาท รวม 100,000 บาท เนื่องจากเขาเสียภาษีขั้นสูงสุดที่
30 เปอร์เซ็นต์ เขาจึงได้ ลดภาษีจากรัฐบาลปีละ 30,000
บาท
แต่เนื่องจากเขายังไม่มีเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเลย
เขาสามารถนำเงิน ไปซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนเพื่อการเกษียณอายุ
(Retirement Mutual Fund หรือ RMF) เพื่อหักภาษีได้อีกปีละ
15 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่เกิน 300,000 บาท จากรายได้การทำงานเป็นวิศวกร
และจากการขายตรง รวมกัน 1,700,000 บาท หากเขาซื้อหน่วยลงทุน
RMF เต็มตามสิทธิที่ 255,000 บาท เขาจะได้ภาษีคืนอีก
30 เปอร์เซ็นต์ = 76,500 บาท ทำให้ภาษีลดจาก 236,000
บาท เหลือ 159,500 บาท เท่ากับภาษีลดลงเหลือ 8.6 เปอร์เซ็นต์ของยอดรายได้
2. ค่าเล่าเรียนบุตรปีละ 100,000 บาท แสดงว่า นายสมชายให้ลูกเรียน
หนังสือในเมืองไทยถือว่าเป็นการประหยัด เงินมากกว่าไปเรียนต่างประเทศ
และพ่อแม่มี โอกาสได้ใกล้ชิดกับลูก ๆ
3. เขาเป็นหนี้เครดิตการ์ดอยู่ 50,000 บาท เสียดอกเบี้ยปีหนึ่งถึง
10,000 บาท เครดิตการ์ดเรียกดอกเบี้ยสูงมาก โดยที่เขา
มีเงินฝาก 1,000,000 บาท จึงไม่ควรจะติด หนี้เครดิตการ์ด
จะช่วยประหยัดรายจ่าย 10,000 บาท
4. บ้านที่ซื้อไว้เดิมราคา 10 ล้านบาท เมื่อแปดปีที่แล้ว
ปัจจุบันราคาตลาด 16 ล้าน บาท ดังนั้น เขาจึงมีมูลค่าเพิ่มในตัวบ้าน
(Home Equity) แฝงอยู่ 6 ล้านบาท ทำให้ทรัพย์สินสุทธิของเขาเพิ่มจาก
7.4 ล้านบาท เป็น 13.4 ล้านบาท บ้าน อยู่อาศัยเป็นทรัพย์สินที่น่าลงทุนที่สุด
เพราะนอกจากเจ้าของจะได้อยู่ฟรี หรือ หากปล่อยเช่าก็ยังได้ค่าเช่าแล้ว
ดอกเบี้ยผ่อนบ้านยังหักภาษีได้ปีละ 50,000 บาท และมีโอกาสที่บ้านราคาจะเพิ่มขึ้นตามราคาตลาด
เมื่อเทียบกับทรัพย์สิน อื่น เช่น รถยนต์ เฟอร์นิเจอร์
ที่มีแต่ค่าสึกหรอ ส่วนเพชรหรือทอง ราคาจะไม่เพิ่มมากเท่ากับบ้าน
เว้นแต่ว่าเงินบาทจะอ่อนค่าลง เนื่องจากเพชรและทอง คิดราคามาตรฐานตลาดโลกเป็น
US Dollar หรือ EURO
สรุป
ครอบครัวนายสมชายถือว่ามีฐานะมั่นคง มีรายได้ทั้งสามีภรรยามีประกัน
ชีวิต การออมเงินซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดี และมีทรัพย์สินของตนเองมากพอสมควร
คือ มีบ้าน เครื่องประดับ หน่วยลงทุน และเงินฝากธนาคารที่ให้ความคล่อง
ตัวในการใช้จ่ายได้ ผู้อ่านควรศึกษาและนำไปปฏิบัติเป็นตัวอย่าง
|