|
Money Matters
ภัชราพร ช้างแก้ว : เรื่อง
อนันต์ พิศาลสุทธิกุล : ภาพ
How to Manage Your Portfolio in the Mon(k)ey
Year
จัดพอร์ตลงทุน ต้อนรับปีลิง
สำหรับผู้ที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนจนมีความมั่งคั่งร่ำรวยไปแล้วนั้น
ก็ต้องถือ ว่าท่านเป็นผู้โชคดีที่เรียนรู้วิธีการลงทุนที่ถูกต้องและเหมาะสมกับตัวท่านเอง
ส่วนผู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์การลงทุนมาก่อน
หรือปีที่แล้วอาจจะลงทุนซื้อๆ ขายๆ โดยยังไม่ได้ให้ความสำคัญศึกษารายละเอียดในศาสตร์การลงทุนมากนัก
ฉบับนี้ ดิฉันขอแนะนำเรื่องการจัดพอร์ต การลงทุนของท่าน
ต้อนรับปีลิงเสียเลยค่ะ
ดิฉันได้ไปสนทนาขอความรู้กับผู้เชี่ยวชาญในวงการมา
2 ท่าน เชื่อว่าทั้งสองท่านนี้มีดีกรี ความรู้ความสามารถทั่วทั้งวงการยอมรับ
รวมทั้งมีประสบการณ์ในตลาดการลงทุนไทย มานานกว่าสิบปี
และข้อแนะนำต่างๆ ก็น่าสนใจไม่น้อย ลองมาฟังทัศนะจาก
2 ท่านนี้ คือ คุณพนิช วิกิตเศรษฐ์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่สายการลงทุน
บลจ. อยุธยาเจเอฟ (AJF) และ คุณสมบัติ นราวุฒิชัย
รองกรรมการผู้อำนวยการ บล. กรุงศรีอยุธยา (AYS)
ซึ่งมีประสบการณ์เชี่ยวชาญการวิเคราะห์บริษัทจดทะเบียนมานานนับสิบปี
และยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งชมรมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ไทยด้วยค่ะ
ภาพรวมผลตอบแทนปี 2003
เริ่มกันที่
พนิช ซึ่งได้ให้ภาพรวมอัตราผลตอบแทนการลงทุนในตลาด
หุ้นว่า ตั้งแต่ต้นปี 2003 ก็มีการตั้งอัตราผลตอบแทนให้ลูกค้า
ว่าผล ตอบแทนที่จะได้จากการลงทุนในหุ้นน่าจะดีกว่าการลงทุนในตราสารหนี้
และสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ แน่ ด้วยเหตุผลจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจด
ทะเบียนและการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยตั้งเป้าว่าน่าจะได้ผลตอบแทน
เท่ากับปี 2002 หรือดีกว่า ในปี 2002 นั้น ดัชนีตลาดหุ้นไทยโตประมาณ
20 เปอร์เซ็นต์ กองทุน รวมหุ้นของ AJF โตประมาณ
40 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นในปี 2003 ก็มีการตั้งเป้าว่าหากถือลงทุนหุ้นในช่วง
1 ปี น่าจะได้ผลตอบแทนประมาณ 25-30 เปอร์เซ็นต์
ก็เป็นอัตราที่ยังเทียบกับปี 2002 ไม่ได้ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
นั้นคือ AJF สามารถสร้างผลตอบแทนให้ลูกค้าได้มากกว่า
140 เปอร์เซ็นต์ ในกองทุนหุ้นที่ทางบลจ.AJF
บริหารอยู่ ในขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ เพิ่มขึ้นประมาณ
117 เปอร์เซ็นต์
สำหรับกองทุนตราสารหนี้
ปี 2003 นั้น ทาง AJF มองว่าน่าจะมีผล ตอบแทนอยู่ที่ประมาณ
3-4 เปอร์เซ็นต์ เพราะหากเศรษฐกิจมีการเติบโต
อย่างรวดเร็ว อัตราดอกเบี้ยอาจมีโอกาสที่จะชะลอตัวในขาลง
และอาจจะปรับตัวขึ้นได้ แต่สิ่งนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นในปีที่แล้ว
แต่ AJF ก็ต้องบริหารจัดการกองทุนในลักษณะที่อนุรักษ์นิยมมากๆ
เพื่อกันความผันผวนของ กองทุนตราสารหนี้ ซึ่งมันก็เกิดความผันผวนจริงๆ
ในช่วงเดือนพฤศจิกายน
ส่วนการลงทุนอื่นๆ
ที่ AJF แนะนำให้ลูกค้าลงทุนนั้น ก็มีกองทุน
FIF ที่ไปลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งในปี 2003 มีการขยายตัวมากกว่า
40 เปอร์เซ็นต์ จากมูลค่าสินทรัพย์ที่มีอยู่
400 กว่าล้านบาท ก็ขยายเพิ่มขึ้นเป็น 700 กว่าล้านบาท
และให้ผลตอบแทนประมาณ 17-18 เปอร์เซ็นต์ เป็น
การลงทุนใน Global Convertible ในสกุล EURO
เพราะตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว AJF มองว่าค่าเงินยูโรต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่ดอลลาร์ฯ ก็มีแนวโน้มที่จะอ่อนลง เรามองว่านักลงทุนที่สนใจจะไปลงทุนในต่างประเทศ
ก็ควรจะมอง การลงทุนในสกุลยูโรมากกว่าสกุลดอลลาร์สหรัฐ
เราแนะนำให้ลูกค้าลงทุน ก็ได้ผลตอบแทนประมาณ
20 เปอร์เซ็นต์ ในปีที่แล้ว
ส่วนสินทรัพย์ประเภทอื่นที่พนิชมองว่าน่าสนใจตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว
คืออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนหรือ
Yield อยู่ที่ประมาณ 8-10 เปอร์เซ็นต์ เพราะโอกาสที่สินทรัพย์ประเภทที่ดินจะมีการปรับราคาเพิ่มขึ้น
ตามภาวะเศรษฐกิจนั้นมีแน่นอน ตั้งแต่เมื่อต้นปี
2003
อีกอันที่มองว่าน่าจะเป็นการลงทุนที่ดีภายใต้สถานการณ์วิกฤติเรื่อง
สงครามและน้ำมัน คือทองคำ ซึ่งในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
ราคาทองคำมี การขยับตัวสูงขึ้น แต่โอกาสที่นักลงทุนจะเข้าไปลงทุนในทองคำผ่านกองทุน
รวมฯ นั้นเป็นไปได้ยาก นักลงทุนอาจจะปรับไปลงทุนในหุ้นที่เรียกว่า
Resource Stock เช่นกลุ่มพลังงานต่างๆ
พนิชบอกว่าในการมองเรื่องการลงทุนนั้น
นักลงทุนต้องทำความเข้าใจ เรื่องการกระจายความเสี่ยงก่อน
ไม่ใช่ทุ่มลงไปมากในสินทรัพย์เพียงอย่าง เดียว
และในฐานะที่เป็นผู้จัดการกองทุน พนิชบอกว่าเขาต้องมองสินทรัพย์รวมหมด
ไม่ใช่มองเฉพาะกองทุนรวมที่ทาง AJF บริหารเท่านั้น
ต้องมองภาพกว้าง แม้กระทั่งกองทุนที่ AJF ไม่มี
ก็ต้องดูด้วย
เป็นนักลงทุนที่ดีได้อย่างไร
เขาบอกว่ามีอยู่
3-4 ประเด็นที่ต้องคำนึงถึงตลอดเวลาในการเป็นนักลงทุนที่ดี
:
- ต้องดูความคาดหวัง
(Expectation) ในผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่ นักลงทุนจะไปลง
หรือที่เรียกว่าตั้งเป้าหมายผลตอบแทน (Target
Return) ต้นปีตั้งเป้าหมายไว้ในสินทรัพย์แต่ละอย่าง
พนิชไม่ถือว่า การฝากเงินในธนาคารเป็นการลงทุน
เขามองว่าเป็นเงินออม Checking ไม่ใช่การลงทุน
แต่เป็นการใช้จ่ายประจำ การลงทุน
นั้นเป็น Investment
- นอกจากตั้งเป้าหมายผลตอบแทนแล้ว
ก็ต้องทำความรู้จักสินทรัพย์แต่ละตัวที่จะลงทุนด้วย
การซื้อที่ดินก็ต้องไปดูว่าอยู่ บริเวณไหน ผลตอบแทนของตึกหรือตัวอาคารที่จะลงทุนเป็น
อย่างไร ทองคำก็ต้องดูว่าจะมีที่ทางเก็บรักษาไหม
- ต้องดูว่าข้อจำกัด
(Restriction) ของสินทรัพย์แต่ละประเภทมีอะไรบ้าง
เช่น ในเรื่องของความเสี่ยง เรื่องความขาดทุนที่นักลงทุน
สามารถยอมรับได้ เรื่องระยะเวลาในการลงทุน ปัจจัยพวกนี้ต้องดูอย่างดี
นักลงทุนต้องเข้ามาดูว่ามีความเข้าใจจริงไหม
เขายกตัวอย่างว่า หุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ ที่ดิน
มีผลตอบแทนให้นักลงทุน ทุกอัน แต่ก็มีความเสี่ยงทุกอย่าง
เช่น เรื่องความผันผวน ราคาหุ้นผันผวนได้ มากกว่าตราสารหนี้และมากกว่าราคาที่ดิน
หากนักลงทุนยอมรับความเสี่ยง ตรงนี้ได้มาก ก็อาจจะมีการลงทุนในหุ้นมากหน่อย
แต่หากนักลงทุนคนนี้ ยอมรับความเสี่ยงได้น้อย
ไม่ชอบอะไรที่มีความผันผวน ก็ต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนน้อย
เช่น ตราสารหนี้ หรือที่ดินแต่หากลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนน้อย
ความเสี่ยงต่ำ มันก็จะมีสภาพคล่องต่ำไปด้วย
ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนต้อง trade off ในการลงทุน
ก็คือ ความผันผวนของราคาของสินทรัพย์นั้น สภาพคล่องของการซื้อขาย
สินทรัพย์หรือตราสารนั้น และสุดท้ายที่สำคัญสุดคือคุณภาพของตราสารนั้น
พนิชจัดอันดับความเสี่ยงของการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ
ดังนี้
- หุ้นมีความเสี่ยงสูงสุด
พันธบัตรรัฐบาลมีความเสี่ยงต่ำสุด
- หุ้นมีสภาพคล่องสูง
พันธบัตรรัฐบาลก็มีสภาพคล่องสูง แต่น้อย กว่าหุ้น
- ที่ดินมีความเสี่ยงต่ำ
แต่มีสภาพคล่องที่ต่ำด้วย การซื้อขายที่ดินก็
อาจจะยาก
ดังนั้น ในการประเมินพอร์ตการลงทุน
นักลงทุนต้องนำเอาปัจจัยเรื่อง คุณภาพสินทรัพย์,
ผลตอบแทนความคาดหวัง และสภาพคล่องมาเป็นตัวกำหนดในการจัดพอร์ตโฟลิโอ
นักลงทุนบางคนให้ความสำคัญกับเรื่องสภาพคล่องสูงมาก
ดังนั้น เขา จะซื้ออะไรที่มีสภาพคล่อง ซึ่งก็ต้องคาดหวังเรื่องผลตอบแทนน้อยลงมา
หน่อย เพราะต้องให้น้ำหนักเรื่องสภาพคล่องมากกว่า
ดังนั้น นักลงทุน ต้อง trade off ปัจจัยพวกนี้
ต้องมีการ weight น้ำหนักการลงทุน
จัดพอร์ตลงทุนอย่างไร
ในส่วนของผู้มีรายได้ประจำ
หรือมนุษย์เงินเดือนทั่วไป จะจัดพอร์ตการลงทุนอย่างไรนั้น
พนิชบอกว่าประการแรกเลยต้องกันเรื่องค่าใช้จ่ายต่อ
เดือนออกมาก่อนหรือ Cash Flow ต่อเดือน สมมติมีรายได้
100 เปอร์เซ็นต์ กันค่าใช้จ่ายออกมา 60 เปอร์เซ็นต์
ก็จะเหลือสำหรับการเก็บ ออม 40 เปอร์เซ็นต์
ในจำนวนนี้เมื่อรวมกับเงินลงทุนที่มีอยู่แล้ว
ซึ่งต้องมาดูว่าลงทุนในอะไรอยู่บ้าง หากลงทุนในตราสารหนี้ทั้งหมด
เงินเก็บยอดใหม่นี้ควรเอามา ลงทุนในหุ้นบ้าง
แต่หากมีเงินลงทุนในหุ้นเต็มไปหมด
ก็ต้องมาแบ่งลงใน ตราสารหนี้บ้างเพื่อลดความเสี่ยง
หรือมาผ่อนซื้อที่ดินเพื่อกระจายความ เสี่ยง
แต่สำหรับคนที่ไม่เคยลงทุนมาก่อน พนิชแนะนำการแบ่งสัดส่วนลงทุน
ดังนี้ สมมติมีเงินเก็บสำหรับคนธรรมดา 50,000
บาทต่อเดือน เขาเสนอ ให้ลงทุนในหุ้น 20 - 35
เปอร์เซ็นต์ ไม่ควรต่ำกว่านี้ และควรลงทุนใน
ตราสารหนี้ประเภท Low Risk Asset ประมาณ 40-50
เปอร์เซ็นต์ อีก 10-20 เปอร์เซ็นต์ ก็อาจจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
และเงินที่จะเอาไป อยู่ในบัญชีออมทรัพย์หรือ
Checking นั้น พนิชให้เต็มที่สุดคือ 10เปอร์เซ็นต์
เขาให้เป้าหมายอัตราผลตอบแทน (Return) ปีนี้ในส่วนของกองทุนรวม
หุ้นประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนกองทุนตราสารหนี้ให้อัตราเฉลี่ยที่
3-4 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น โดยหมายความรวมถึงตราสารหนี้ทุกประเภท
ส่วน
อัตราเงินฝากในระบบธนาคารพาณิชย์นั้น
ก็ยังต่ำอยู่ เต็มที่แล้วพนิชให้ไว้ 1 เปอร์เซ็นต์
ด้านอสังหาริมทรัพย์ มีผลตอบแทนที่ดีขึ้นมาหน่อย
อย่างต่ำคือ 8 เปอร์เซ็นต์ และกองทุนที่ไปลงทุนในต่างประเทศ
(FIF) ก็มองว่ากองทุนฯ ของ AJF ยังมี Upside
ที่ไปลงทุนในต่างประเทศอยู่ โดยพนิชเห็นว่าสกุล
เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังมีค่าอ่อนต่อไป ผมอยากให้นักลงทุนดูว่า
หากมี โอกาสที่จะลงทุนในกองทุนต่างประเทศ ก็น่าจะเลือกกองทุนที่ไม่ใช่
ดอลลาร์สหรัฐฯ เพราะแนวโน้มเงินดอลลาร์ยังอ่อนแออยู่
แต่จะเป็นสกุล เยนญี่ปุ่นหรือสกุลยูโร หรือกระทั่งบาทก็น่าสนใจ
คือไม่ใช่สกุลที่ Pegกับดอลลาร์
พนิชบอกถึงกลยุทธ์การบริหารพอร์ตการลงทุนว่า
เรื่องที่สำคัญที่สุด หากนักลงทุนมีความสามารถที่จะเข้าใจ
หรืออย่างน้อยให้ผู้จัดการกองทุน ช่วยดูให้คือเรื่องการบริหารความเสี่ยงของเงินลงทุนของเขาในแต่ละสินทรัพย์
ในส่วนของหุ้นนั้น การบริหารความเสี่ยงที่ทำได้คือการลงทุนใน
กองทุนที่มี Put Option หรือกองทุนที่มี Down
Side Protection Instrument หรือมี Risk Management
Instrument ซึ่งก็คือมี Put Option นี่เอง ดังนั้น
หากหุ้นมีการปรับตัวลงอย่างรุนแรงเพราะเกิดสิ่งที่เราไม่คาดคิด
เช่น เรื่องการก่อการร้าย ต่างๆ หรือบริษัทมีรายได้ลดลงอย่างมาก
หากนักลงทุนมีเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงในการลงทุนในหุ้น
ก็จะได้ไม่เจ็บตัวมากนัก อย่าลืมนะครับว่าการลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยงอยู่แล้ว
และปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้นั้นเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก
ในเรื่องของการบริหารความเสี่ยงนั้น
ยังมีเรื่องของการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนก็ถือว่าเป็นการลดความเสี่ยงด้วย
เช่น การทุ่มเงิน ลงทุนซื้อหุ้นเพียงตัวเดียว
ก็มีโอกาสผิดสูง แต่หากไปซื้อกองทุนรวมที่ลงทุน
ในหุ้น 50 ตัว ก็จะบริหารได้ดีกว่าในการบริหารความเสี่ยงนั้นยังมีการใส่เครื่องมือทางการเงินเข้าไป
ช่วยได้ มันเป็น 2 ขั้นแล้วนะคือการกระจายความเสี่ยงของการถือหุ้นหลาย
ตัว และการกระจายความเสี่ยงหรือลดความเสี่ยงด้วยการใส่เครื่องมือการเงินเข้าไป
ซึ่งทั้งหมดนี้เรียกรวมๆ ว่าการบริหารความเสี่ยงในส่วนของกองทุนตราสารหนี้นั้น
พนิชมองว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยมี โอกาสที่จะปรับเพิ่มขึ้นได้ในปีนี้
เพราะความต้องการสินเชื่อมีมากขึ้น แต่ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ
นั้น ยังไม่ควรขึ้น ซึ่งนี่ก็จะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยไทยยังไม่ควรปรับขึ้นในระยะเวลาอันรวดเร็ว
เพราะมันเชื่อม โยงกันอยู่ แต่หากดอกเบี้ยไทยปรับขึ้น
นักลงทุนก็จะเอาเงินเข้ามาฝากใน ไทยมากขึ้น
ก็จะยิ่งทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นไปอีก ก็จะส่งผลกระทบต่อ
เศรษฐกิจ เพราะทำให้การส่งออกแย่ ดังนั้นผมมองว่าดอกเบี้ยควรจะทรงๆ
ตัวอยู่แต่ในแง่ของการบริหารความเสี่ยงนั้น
ก็จำเป็นที่จะต้องมีกองทุนตราสารหนี้หลายแบบ
เช่น Money Market สำหรับการบริหารสภาพคล่อง,
กองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะปานกลางถึงระยะยาว
ให้ผลตอบแทน ที่สูงผสมผสานกัน ออกมาเป็นผลตอบแทนที่
3-4 เปอร์เซ็นต์ การที่จะไปหาตราสารหนี้ที่ลงทุนแล้วได้ผลตอบแทน
7-8 เปอร์เซ็นต์ มันไม่มีแล้ว ขณะเดียวกันการบริหารกองทุนตราสารหนี้นั้น
ผู้จัดการกองทุนก็จะใส่ เครื่องมือทางการเงินเข้าไป
เช่น การปรับระหว่างดอกเบี้ยลอยตัวกับ ดอกเบี้ยทรงตัว
ต้องมีการทำ Swap เพื่อลดความเสี่ยงหรือความผันผวน
ของกองทุน โดยรวมแล้ว ผมคิดว่าปีนี้การลงทุนจะยากกว่าปีที่แล้วมาก
เพราะว่าดัชนีตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นมาเยอะแล้ว และตลาดตราสารหนี้ก็คงให้ผล
ตอบแทนสู้ปีที่แล้วไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำคือการปรับกลยุทธ์
แบ่งสัดส่วนกระจายความเสี่ยงให้สอดคล้องมากที่สุดสำหรับตัวนักลงทุนเอง
เฉลี่ยปีนี้ สำหรับการบริหารพอร์ตลงทุนของ
AJF ได้อัตราผลตอบแทนประมาณ 16-17 เปอร์เซ็นต์
ผมก็ว่าน่าจะพอใจแล้ว หักอัตราเงินเฟ้อ 2 เปอร์เซ็นต์
ก็จะได้สุทธิ 14 เปอร์เซ็นต์ครับ หุ้นยังให้ผลตอบแทนสูงสุดเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่นๆ
ทางด้านของสมบัติ นราวุฒิชัย พูดถึงภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้น
ไทยปี 2003 ว่าราคาหุ้นได้ขึ้นมาประมาณ 118
เปอร์เซ็นต์ หากนับตั้งแต่สิ้นมกราคมถึงสิ้นเดือนธันวาคม
ถือเป็นผลตอบแทนที่สูงมากๆ เพราะโดยปกติไม่ใช่อัตรานี้
ค่าเฉลี่ยที่ผ่านมามีแค่ 19 เปอร์เซ็นต์ ต่อปีเท่านั้น
(รวมปี 2003 แล้ว) แต่การเพิ่มขึ้นของดัชนีในปี
2003 ก็มี
ปัจจัยพื้นฐานมารองรับมากพอสมควรสมบัติบอกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยซึ่งปีที่แล้วก็โตถึง
6.3 เปอร์เซ็นต์ นับว่าเป็นอัตราที่สูงมากนับแต่ไทยเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อ
5 ปีก่อน ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ที่
คาดหมายอยู่ในอัตรา 6.5-8 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ประเด็นเรื่องอัตรา
ดอกเบี้ยต่ำ ก็ส่งผลบวกต่อตลาดหุ้น เพราะในปีที่แล้วพบว่ามีคนที่ถอน
เงินฝากมาลงทุนซื้อหุ้นเป็นจำนวนมาก เปิดบัญชีใหม่หลายหมื่นบัญชี
และมีคนรุ่นใหม่มาก ผู้ออมที่ไม่เคยลงทุนในหุ้น
นักศึกษา คนมีความรู้ก็มี การลงทุนในหุ้นกันมากขึ้น
ในส่วนของบริษัทจดทะเบียนเอง ก็มีผลการดำเนินงานดีขึ้นมากธุรกิจส่วนใหญ่มีกำไรดีขึ้น
และในปีนี้สมบัติเชื่อว่า
บริษัทโดยเฉลี่ยจะมีกำไรดีขึ้นประมาณ
20-22 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนั่นก็แปลว่าการลงทุนในหุ้นยังน่าสนใจ
นอกจากปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้แล้ว สมบัติได้อธิบายในเชิงอัตราส่วนทาง
การเงินว่า หากใช้อัตรากำไรที่พยากรณ์ในปีนี้คือ
20-22 เปอร์เซ็นต์ เขา พบว่าราคาหุ้นที่ดัชนี
800 จุด จะมีอัตราส่วนราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น
หรือ P/E Ratio ไม่สูง คือประมาณ 10 เท่า ซึ่งสมบัติมองว่าค่าพีอีเรโชที่เหมาะสมควรอยู่ที่
11-11.5 เท่า ซึ่งที่อัตราส่วนนี้ดัชนีหุ้นไทยจะไปสูงสุดที่ระดับ
880-920 จุด
ส่วนในปีหน้านั้น นักลงทุนจะยอมรับค่าพีอีเรโชที่สูงขึ้นมาอีกหน่อยคือ
ประมาณ 12 เท่า ดังนั้นตัวเลขดัชนีหุ้นไทยจะไปได้ถึงระดับ
1,058 จุด สมบัติให้เหตุผลเบื้องหลังมุมมองเรื่องค่าพีอีเรโชว่าในประวัติตลาดหุ้น
ไทยนั้น ตลาดหุ้นไทยเคยร้อนแรงสุดโดยมีค่าพีอีที่
31 เท่า และตอนที่ แย่มาก ค่าพีอีจะเหลือประมาณ
5-6 เท่า แต่เมื่อคำนวณเฉลี่ยประมาณ 10 ปีย้อนหลัง
ค่าพีอีเฉลี่ยรายเดือนอยู่ที่ 12 เท่า นั่นแปลว่าทุกวันนี้การ
ลงทุนในหุ้นยังอยู่ในระดับราคาที่ต่ำอยู่ เมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก
และอัตราผลตอบแทนหุ้นกู้อายุ 5 ปีที่ระดับ 3เปอร์เซ็นต์
เมื่อดูตัวเลขเช่นนี้ ผมคาดหมายว่าอัตราผลตอบแทนของหุ้นจะอยู่ใน
เกณฑ์ 15 เปอร์เซ็นต์ คือไม่ Hot เหมือนปีที่แล้ว
เพราะว่ามาไกลแล้ว แต่ก็เป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับการลงทุนอื่นๆ
เช่น หากไปซื้อ ตราสารหนี้ ก็ได้ผลตอบแทนที่
2-3 เปอร์เซ็นต์ และคนที่มีทองคำแท่ง ปีที่แล้วราคาทองคำปรับสูงขึ้น
8.5 เปอร์เซ็นต์ ในสกุลบาท เขาบอกว่า เท่าที่ดูประวัติศาสตร์ราคาทองคำแท่งนั้น
มีช่วงขึ้นและลง และดูแนวโน้มยาว 10 ปี ไม่มีแนวโน้มขึ้น
แต่เป็นลักษณะของวัฏจักรมาก กว่า และนานๆ จะเห็นราคาสูงระดับ
7,500-7,800 บาท ซึ่งช่วงนี้ก็ถือเป็น ราคาที่สูง
ส่วนราคาทองคำแท่งในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นเพราะค่าเงิน
ดอลลาร์อ่อนลง และยังไม่เห็นจุดวกกลับของค่าเงินดอลลาร์ด้วย
เมื่อดูค่าเฉลี่ยผลตอบแทนของทองคำ สมบัติพบว่าในรอบ
10 ปีที่ ผ่านมา ทองคำให้ผลตอบแทน 5 เปอร์เซ็นต์
(รวมปีที่แล้วที่ราคาทองคำ เพิ่มสูงมากด้วย)
แม้ทองคำปีนี้จะราคาสูงแต่อัตราผลตอบแทนไม่ได้สูงมาก
นัก สมบัติบอกว่าหากผู้ออมต้องการลงทุนทองคำ
ควรซื้อทองคำแท่ง มากกว่าเพราะจะได้กำไรเต็มที่ผลตอบแทนดี
ส่วนราคาทองคำรูปพรรณนั้น จะมีส่วนต่างราคาข้างซื้อกับขายสูงมาก
และยังมีค่ากำเหน็จต่างๆ อีก แต่การลงทุนทองคำแท่งก็ค่อนข้างยุ่งยาก
เพราะต้องเช่าตู้นิรภัยเก็บอีก เขาไม่แนะนำให้ลงทุนในทองคำ
ซึ่งโดยทั่วไปแล้วนักลงทุนไทยก็ไม่ได้
ซื้อทองคำแท่งเก็บกัน ยกเว้นพวกเจ้าของร้านทองที่ต้องมีการเก็บทองคำ
แท่ง และมีการซื้อขายลงทุนบ้าง ส่วนนักลงทุนทั่วไปไม่เป็นที่นิยม
มาดูทางด้านเงินฝากนั้น สมบัติบอกว่าช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงที่เงินฝากให้
ผลตอบแทนต่ำมาก หากดูเฉลี่ยย้อนหลังไป 10 ปี
ผลตอบแทนอยู่ที่ 7 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามคนต้องมีเงินฝาก
เพราะเป็นสิ่งที่มีสภาพคล่อง สูงสุด คงต้องมีบ้าง
แต่ระดับที่มีนั้นควรมีเท่าที่ระดับความจำเป็นในการใช้
จ่ายหมุนเวียนรายเดือน รวมทั้งต้องดูค่าใช้จ่ายในการผ่อนชำระต่างๆ
ควร มีไว้ 6 เดือน เช่นผ่อนรถ, ผ่อนบ้าน, ค่าเทอมลูก
ไม่ควรใส่ไว้มากเพราะผลตอบแทนต่ำมากในตอนนี้
และอัตราดอกเบี้ยคงไม่ขยับเร็วนัก ช่วงกลาง
ปีอาจจะมีการขยับบ้าง แต่ไม่มาก
ส่วนตราสารหนี้
หากซื้อลงทุนตอนนี้จะสร้างผลตอบแทนระยะ 1 ปี
ประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ กว่าถึง 3 เปอร์เซ็นต์
ถือว่าเป็นอัตราที่ไม่สูงแต่ดีกว่า ระดับเงินฝากสักหน่อย
หากจัดระดับผลตอบแทนกันจากต่ำไปสูง ต่ำสุดคือเงินฝากและทองคำ
ถัดมาเป็นตราสารหนี้ และสูงสุดคือหุ้น
หลักการจัดสรรเงินออม
สมบัติบอกว่าการให้น้ำหนักการลงทุนหรือ
Weight ในสินทรัพย์ต่างๆ นั้น คงต้องดูปัจจัยอื่นๆ
ประกอบด้วย ซึ่งเขาแยกแยะออกมาดังนี้ คือ
- ผู้ออมมีความพร้อมในการออมและความจำเป็นในการใช้จ่ายมาก
น้อยเพียงใด เช่น มีภาระหมุนเวียนรายเดือนสูง
ไม่ว่าจะเป็นค่า เทอมลูก ค่าผ่อนบ้าน ต่างๆ
เหล่านี้หากมีสูงมาก ก็ต้องเอาเงินใส่ไว้ ในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง
เช่นเงินฝาก ยอมรับผลตอบแทนต่ำ แต่ไม่เสี่ยงในเรื่องการขาดสภาพคล่องของตัวเอง
- ส่วนการจะจัดสรรไปลงทุนในหุ้นหรือไม่นั้น
ผู้ออมควรทราบถึงปัจจัยความไม่แน่นอนของตลาดหุ้นและตราสารหนี้
ว่ามีมากกว่า ฝากเยอะ
- ผู้ออมพร้อมที่จะรับความไม่แน่นอนแบบนี้หรือไม่
คือต้องมอง ดูอายุของตน หากอายุน้อยก็ยังมีเวลาในการแก้มือ/แก้ตัว
และหารายได้ในอนาคตได้อีกนาน หากอายุมากก็ไม่พร้อมที่จะเสี่ยงสูง
นอกจากนี้ต้องดูสภาพจิตใจด้วย บางคนสามารถรับกับความผันผวนได้
ขาดทุน 5 เปอร์เซ็นต์ ไม่เป็นไร แต่บางคนจะเกิด
ความเครียด นอนไม่หลับ อันนี้ก็ต้องดูเป็นองค์ประกอบสุขภาพใจ
ของตัวเองประกอบด้วย
- หลักการเรื่องการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ทางการเงิน
หลายๆ ด้าน เพื่อกระจายความไม่แน่นอน และเฉลี่ยผลตอบแทน
นั่นหมายความว่าท่านต้องมีทั้งเงินฝาก ตราสารหนี้และหุ้น
- หลักการเรื่องการทยอยลงทุนโดยสม่ำเสมอ
หรือกระจายจังหวะการลงทุน
- ดูความพร้อมของเวลาที่ผู้ออม/นักลงทุน
ต้องใช้ติดตามการลงทุน ของตน หากไม่มีเวลามากพอ
จะทำอย่างไร แต่เงินทองของท่าน ท่านควรใส่ใจดูแลด้วยตัวเอง
- มีความเข้าใจ
ความรู้ ประสบการณ์ความชำนาญมากน้อยเพียงใด
สมบัติบอกว่า โดยทั่วไปไม่ค่อยมีคนให้ความสำคัญตรงจุดนี้มากนัก
คนที่เรียนมาตรงสายจะได้เปรียบเข้าใจง่าย
แต่ประสบการณ์ก็สำคัญ ปีแรก ที่ลงทุนอาจจะไม่มีความชำนาญ
เปรียบเสมือนคนขับรถหรือนักกีฬา ปีแรก ต้องมีค่าวิชาหรือค่าความไม่ชำนาญ
เมื่อมีประสบการณ์ไปนานๆ ก็ช่วยให้ ชำนาญขึ้น
และความรู้ก็เป็นตัวหนึ่งที่จะช่วย หากเรียนมาตรงก็จะเข้าใจ
ได้เร็ว และพรสวรรค์ก็มีส่วน บางคนใช้เวลาสั้นก็เก่งได้
สำหรับนักลงทุนที่พร้อมจะรับความเสี่ยงได้สูง
สมบัติได้ทำตัวเลขอัตรา ส่วนการออมและการคาดหมายผลตอบแทนมาให้ดูด้วย
โดยเขาไม่แนะนำ ให้ลงทุนในทองคำ (ดูตารางประกอบ)
สำหรับนักลงทุนที่รับความสี่ยงได้มาก
สมบัติให้ลงทุนในหุ้นปัจจัย พื้นฐานดี 70 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ต
ที่เหลือกระจายไปในตราสารหนี้และการฝากธนาคาร
โดยพอร์ตแบบเสี่ยงมากนี้ เขาให้อัตราผลตอบแทนของ
พอร์ตที่ 11 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และหากจัดแบบเสี่ยงปานกลาง
ก็ให้ลงทุนใน หุ้น 50 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือกระจายไป
(ตามตาราง) จะได้ผลตอบแทน 8.5 เปอร์เซ็นต์ต่อปีดูเหมือนสมบัติจะจัดพอร์ตการลงทุนในลักษณะอนุรักษ์มากไปหรือไม่
เขาตอบว่า เพราะมองว่าดัชนีหุ้นน่าจะไปที่ระดับ
880-920 หากเข้าซื้อหุ้น ที่ระดับดัชนีต่ำกว่า
800 จุด ก็ได้อัตราผลตอบแทนที่มากกว่านี้ ดังนั้น
พอร์ตการลงทุนของเขาจึงคิดที่ดัชนีเริ่มต้น
800 จุด
หากไม่จัดพอร์ตการลงทุนแบบนี้
แต่จะซื้อหุ้นเองหรือซื้อกองทุนรวม เองล่ะ จะเป็นอย่างไร
สมบัติบอกว่านักลงทุนสามารถทำได้เอง แต่สมบัติแนะนำให้ถามตัวนักลงทุนเอง
4-5 ข้อนี้ก่อนว่า ข้อแรก มีความรู้ ความเข้าใจในการลงทุนมากไหม
หากเป็นมือใหม่ควรไปหาที่ปรึกษาใน บริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุนหรือบลจ.ต่างๆ
เพื่อทำความเข้าใจศึกษาเรื่อง การลงทุนเสียก่อน
หากเป็นผู้มีประสบการณ์ระยะหนึ่งก็ต้องถามว่ามีความ
รู้ความเข้าใจมากพอหรือยัง ก็ต้องตอบตัวเองข้อนี้
ถัดมาเป็นเรื่องของประสบการณ์ลงทุนมีมาแล้วกี่ปี
หากไม่มีประสบ การณ์และยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในการลงทุน
ก็ต้องถามตัวเองก่อนว่า อะไรเป็นข้อพิสูจน์ว่าท่านมีพรสวรรค์ในเรื่องการลงทุน
เช่น ไม่เคยเล่นหุ้น ไม่ได้เรียนมาตรงสาย การลงทุนก็ยังไม่ค่อยเข้าใจมาก
แต่รู้ว่าเพื่อนเล่นแล้ว กำไร ก็อยากจะทำบ้าง
หากท่านไม่มีพรสวรรค์ก็ควรจะไปหาผู้รู้/ที่ปรึกษา
ในบลจ.ต่างๆ
หากนักลงทุนพบว่าตัวเองไม่มีความรู้จริงๆ สมบัติบอกว่าควรต้องหาผู้
เชี่ยวชาญประจำตัวที่จะหาข้อมูลได้ฉับพลัน ซึ่งก็อาจจะเป็นเจ้าหน้าที่การตลาดของบริษัทโบรกเกอร์ต่างๆ
ตรงจุดนี้มีหรือไม่ แต่ประเด็นสำคัญที่สุด คือท่านมีเวลาเพียงใดในการติดตามข่าวสารข้อมูลการลงทุน
หากไม่มีเวลา และไม่สามารถตอบตัวเองได้ชัดเจนในประเด็นทั้งหมดที่กล่าวมา
ก็ควรจะไปหาผู้เชี่ยวชาญ/ที่ปรึกษาการลงทุนในบริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุนได้
แล้ว เพื่อให้คำปรึกษาการลงทุนและท่านไม่ควรลงทุนด้วยตัวเองพอร์ตรายย่อย
ควรถือ 5-7 ตัวก็พอ
ในฐานะที่ดูแลงานวิเคราะห์วิจัยของโบรกเกอร์
สมบัติจัดพอร์ตลงทุน ให้กับนักลงทุนรายย่อย
โดยบอกว่าควรจะถือหุ้นสัก 5-7 ตัวก็พอ ซึ่งเป็นระดับที่มีการกระจายความเสี่ยงพอสมควร
เป็นจำนวนที่นักลงทุน สามารถมีเวลาติดตามข่าวสารข้อมูลและศึกษางบการเงินได้พอสมควร
โดย หุ้น 5 ตัวนี้ควรเป็นหุ้นที่อยู่ในต่างกลุ่ม/หมวดธุรกิจ
และให้ลงทุนระยะยาวพอสมควร โดยเลือกทยอยซื้อลงทุนในแต่ละระดับดัชนี
เพื่อเป็นการ กระจายระดับราคา หมวดอุตสาหกรรมแรกที่น่าสนใจคือที่อยู่อาศัยในปีนี้จะเติบโตดี
เพราะคนมีกำลังซื้อสูงขึ้นตามอัตรารายได้ที่สูงขึ้น
นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ย สำหรับซื้อบ้านที่อยู่อาศัยในปีนี้ก็ยังไม่สูงด้วย
ขณะที่ดีมานด์ความต้องการ ซื้อบ้านในปัจจุบัน
สมบัติมองว่ายังเป็นดีมานด์จริง เพราะมีอยู่ประมาณ
42,000 หน่วย เทียบกับเมื่อตอนที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์บูมสุดๆ
นั้น มีถึง 140,000-170,000 หน่วย ธุรกิจที่น่าสนใจถัดมาคือวัสดุก่อสร้าง
โดยเฉพาะปูนซีเมนต์น่าจะไปได้ ดี มีดีมานด์มากทั้งจากภาครัฐและเอกชน
ถัดมาเป็นนิคมอุตสาหกรรม เพราะเศรษฐกิจเติบโตได้ดีมาระดับหนึ่งแล้ว
การลงทุนภาคเอกชนจะมี เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ลำดับสี่คือธุรกิจปิโตรเคมี
ซึ่งระดับราคาปีนี้ปรับเพิ่มขึ้น และในปีหน้าก็จะยังคงราคาสูงอยู่
ธุรกิจสุดท้ายเป็นเรื่องของโทรศัพท์ เคลื่อนที่
โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่บางแห่งสามารถจ่ายปันผลสูงเกิน
5 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าขนาดของตลาดมีการเติบโตสูงมากและเร็วมากด้วย
สมบัติยังแถมให้อีก
2 ตัว คือ ธุรกิจที่เกี่ยวกับโฆษณา ซึ่งเติบโตตามการ
ขยายตัวของอุตสาหกรรมต่างๆ และอีกหมวดหนึ่งคือธนาคารพาณิชย์
ซึ่ง ปีนี้มีความพร้อมในเรื่องของเงินกองทุน
และการปล่อยสินเชื่อก็มีอัตราการ เติบโตที่ดีด้วย
ดังนั้นในพอร์ตที่พูดมานี้ ก็อาจจะจัดได้ดังนี้คือ
LH, SCC, AMATA, ATC, ADVANC, MACO และ SCB
นี่คือตัวอย่างพอร์ตหุ้นที่นักลงทุนอาจนำไปจัดดูได้
และใช้เวลาสัก 3 เดือนหรือ 6 เดือนมาพิสูจน์กันก็ได้ค่ะ
|