|
ปัจจุบันครอบครัวของคนไทยมีการทำประกันชีวิตกันเพียงแค่
10 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรไทยทั้งหมด ซึ่งนับว่ายัง
น้อยอยู่มาก ทั้งๆ ที่เราจะเห็นว่ามีตัวแทนประกันกระจายอยู่ทั่วทุกหัวระแหง
จนแทบจะเดินชนกัน
เหตุผลที่พอจะอธิบายได้ว่าทำไมคนไทยไม่ชอบทำประกันชีวิต
อาจเป็นเพราะความเชื่อเก่าก่อนที่ว่าหากใครทำประกัน
ก็เท่ากับแช่งตัวเองให้เป็นอะไรไป หรืออาจจะเป็นเพราะบางครั้งเราก็จะได้รับทราบเรื่องราวปัญหาการไม่จ่ายเงินทดแทนของบริษัทประกันโดยอาศัยการเล่นแง่ตามกฎหมาย
จนบางคนเกิด อาการเข็ดขยาดแล้วปักใจเชื่อว่าบริษัทประกันทุกแห่งเป็นพวก
เขี้ยวลากดิน
แต่ปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่น่าจะแก้ไขได้ไม่ยากเท่าไรเลยสำหรับผู้บริโภคอย่าง
เราๆ ท่านๆ ก็คือความไม่เข้าใจในพื้นฐานของการทำประกันชีวิต
จนทำให้บางครั้งต้องถูกตัวแทนประกันที่พูดเก่งชักแม่น้ำทั้งห้าให้ซื้อประกันในแบบที่อาจจะไม่เหมาะหรือตรงต่อความต้องการที่แท้จริงของผู้ที่ต้องการทำประกันนัก
นอกจากนั้นแล้วสภาพตลาดที่ดอกเบี้ยลดต่ำลงมาก ทำให้ตัวแทนประกันเริ่ม
หันมาขายประกันที่มีลักษณะเหมือนกับการฝากเงินควบคู่ไปกับการคุ้มครองผู้ทำ
ประกันมากขึ้น เพราะรูปร่างหน้าตาของประกันชีวิตประเภทนี้ล่อตาล่อใจผู้ซื้อ
มากกว่าการที่จะต้องเสียเงินเพื่อคุ้มครองความเสี่ยงเพียงอย่างเดียว
จนบางครั้ง ทำให้ผู้ที่ต้องการซื้อประกันเองก็เริ่มสับสน
กลายเป็นซื้อประกันโดยหวังผล ตอบแทนมากกว่าการซื้อประกันเพื่อการคุ้มครองความเสี่ยง
ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ พื้นฐานของการทำประกัน
เพราะฉะนั้นวันนี้ M&W มีความรู้พื้นฐานทางด้านการทำประกันชีวิตมา
บอกคุณ เผื่อจะช่วยทำให้คุณเข้าใจการประกันชีวิตได้ดีมากขึ้น
ประกันชีวิต มีกี่ประเภท
โดยทั่วไปประกันชีวิตแบ่งแยกตามหลักการออกได้เป็น 3
ประเภทใหญ่ๆ ด้วยกัน ก็คือประกันที่กำหนดระยะเวลาการรับประกัน,
ประกันตลอดชีวิต และประกันที่กำหนดระยะเวลาในการจ่ายเงินคืนให้ผู้ถือประกันหลังจากที่ถึงระยะเวลาที่กำหนด
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มีบริษัทประกันหลายบริษัทพยายามผลักดัน
ประกันประเภทอื่นๆ ออกมาบ้าง เช่น ประกันประเภทที่เรียกว่า
Investment Unit Linked หรือประกันที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุนในหน่วยลงทุน
หรือประกันที่มีการจ่าย ผลประโยชน์รายปี เป็นต้น
ประกันประเภทนี้นับว่าเป็นประกันที่ทำให้ผู้ซื้อสามารถวางแผนการคุ้มครอง
ได้ตามช่วงเวลาที่ต้องการ โดยผู้ซื้อประกันจะต้องตัดสินใจเลือกว่า
จะต้องการให้ ได้รับความคุ้มครองเป็นระยะเวลากี่ปี เช่น
5 ปี 10 ปี หรือ 15 ปี เป็นต้น ซึ่ง ข้อดีของประกันประเภทนี้ก็คือ
ค่าเบี้ยประกันในช่วงแรกจะไม่สูงนัก แล้วก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อมีการต่อสัญญาในช่วงต่อไป อย่างไรก็ตาม ค่าเบี้ยประกันที่ว่า
ก็ต้องขึ้นอยู่กับอายุของผู้ที่ต้องการทำประกันด้วย
ยิ่งอายุมากขึ้นค่าเบี้ยประกัน ก็จะสูงขึ้น เป็นเงาตามตัว
ชื่อของสัญญาก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นการทำประกันตลอดชีวิต
ซึ่งก็หมายความว่า ผู้ซื้อประกันจะได้รับความคุ้มครองไปตลอดชีวิต
ตราบใดที่ยังจ่ายค่าเบี้ยประกัน อย่างสม่ำเสมอ แต่หากผู้ซื้อประกันต้องการบอกเลิกสัญญากลางคัน
บริษัทประกันก็ยินดีจะจ่ายคืนให้ แต่ก็ต้องน้อยกว่าจำนวนเงินเบี้ยประกันที่จ่ายออกไป
หรือหากผู้ซื้อประกันเกิดปัญหาขัดสนเรื่องเงิน ผู้ซื้อประกันก็สามารถที่จะทำเรื่อง
เพื่อขอยืมเงินจากสัญญาการประกันของตนเองได้เช่นกัน
ข้อดีของการทำประกัน ชนิดนี้ก็คือค่าเบี้ยประกันจะเท่ากันตลอด
ทำให้ผู้ซื้อประกันสามารถวางแผนการ จ่ายเงินได้ค่อนข้างดี
ซึ่งหากนำไปเปรียบเทียบกับการทำประกันประเภทที่กำหนด
ระยะเวลา ค่าเบี้ยประกันประเภทตลอดชีวิตจะเป็นเหมือนกราฟเส้นขนานไม่มีสูง
ต่ำ แต่ค่าเบี้ยประกันของการประกันที่กำหนดระยะเวลา
จะเป็นเส้นกราฟที่เป็น เหมือนขั้นบันได ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในช่วงต้นซึ่งจะต่ำกว่าค่าเบี้ยประกันประเภท ตลอดชีวิต
แต่ในช่วงหลังๆ ก็จะสูงกว่าสลับกัน
- ประกันประเภทที่จ่ายเงินทดแทนให้เมื่อถึงระยะเวลาที่กำหนด
ทุกวันนี้เราจะเห็นว่าตัวแทนประกัน หันมาขายประกันประเภทนี้กันมากขึ้น
เพราะลักษณะของประกันจะเป็นเหมือนการฝากเงินที่มีการรับประกันติดมาด้วย
มากกว่าจะเป็นการทำประกันที่เน้นการคุ้มครองผู้ซื้อประกัน
ซึ่งในช่วงที่ดอกเบี้ย เงินฝากต่ำติดดิน ทำให้ประกันประเภทนี้ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ
เพราะผลตอบแทนที่บริษัทประกันเสนอให้จะสูงกว่าการฝากเงินกับธนาคารอย่างแน่นอนลักษณะของการขายประกันประเภทนี้
ตัวแทนจะมีแผนตารางการจ่ายคืน เงินก้อนหรือไม่ก็ผลตอบแทนแก่ผู้ซื้อที่หลากหลาย
ไม่ว่าจะเป็น 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี แล้วแต่จะปรับกันไป
ซึ่งทำให้ผู้ซื้อมองเห็นว่า ถ้าจ่ายเบี้ยประกันไปแล้ว
จะได้เงินคืนเท่าไร และก็เมื่อไรแต่ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อประกันประเภทนี้
เราอยากจะขอให้ท่านลองคำนึงถึง ข้อเท็จจริงบางอย่างสำหรับประกันประเภทนี้โดยเฉพาะ
- บริษัทประกันจะกำหนดอัตราผลตอบแทนให้กับผู้ซื้อตายตัว
ในช่วงระยะเวลาที่ค่อนข้างยาวนาน เช่น 3.5 เปอร์เซ็นต์ตลอดอายุสัญญา
15 ปี ซึ่งหากตั้งคำถามกับท่านว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะยืนอยู่ที่
1 เปอร์เซ็นต์ไปอีกนานแค่ไหน ไม่มีใครทราบ
- อัตราผลตอบแทนที่ให้ ถึงแม้จะสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก
แต่ก็จะต่ำกว่าอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดการลงทุนชนิดอื่นๆ
เช่น อัตราผล ตอบแทนของการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้
เป็นต้น
- วงเงินการคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล หรือไม่ก็วงเงินการจ่ายค่าสินไหม
ทดแทนหากเกิดเหตุกับผู้ทำประกัน จะต่ำกว่าประกันสองประเภทแรก
ในระดับค่าเบี้ยประกันที่เท่ากัน
เพราะฉะนั้นก่อนที่จะตัดสินใจซื้อประกันประเภทนี้ ขอให้ลองคิดทบทวนดูวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของเราในการซื้อประกันเพื่อคุ้มครองความเสี่ยงในการเจ็บป่วยหรือต้องการซื้อความคุ้มครองให้กับอนาคตของลูกหลาน
ไม่ต้องไขว้เขวไปกับการนำเสนอของตัวแทนที่พยายามจะเน้นในเรื่องของผลตอบแทนมาก
จนเกินไป
วงเงินเท่าไรถึงจะพอ
ชีวิตเรามีค่าเท่าไร หลายๆ คนคงต้องขมวดคิ้ว แต่สำหรับการทำประกันชีวิต
คำตอบคงไม่ได้อยู่ที่ตัวเรา แต่จะอยู่ที่ผู้ได้รับผลประโยชน์มากกว่า
เพราะเงินประกันจะถูกจ่ายให้กับผู้ที่ถูกกำหนดให้เป็นผู้รับผลประโยชน์เมื่อผู้ทำประกัน
เสียชีวิต
เพราะฉะนั้น หากเราอยากจะรู้ว่าควรจะทำประกันที่วงเงินคุ้มครองเท่าไรถึงจะพอ
เราคงจะต้องลองคำนวณดูว่า หากไม่มีเราแล้ว ผู้ที่รับผลประโยชน์จะดำรงชีวิต
มีกินมีใช้ด้วยเงินจำนวนเท่าไร สมมติว่า พ่ออยากจะซื้อประกันชีวิตโดยยกผลประโยชน์ให้ลูกอายุ
14 ปี เราก็ต้องลองคิดดูว่า ค่ากินอยู่ค่าเล่าเรียนของลูกคนนี้
นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึงเวลาที่เขาพอจะหากินเองได้
เป็นจำนวนเงินเท่าไร เสร็จแล้วคุณก็ลองนำเอาสินทรัพย์ทั้งหมดที่คุณมี
หักกลบลบกับหนี้สินทั้งหมดที่ คุณสร้างมา ถ้ายังเหลืออยู่ก็เอาไปลบออกจากจำนวนเงินที่คุณคาดว่าลูกคุณต้อง
ใช้ แต่ถ้าหนี้สินมากกว่าทรัพย์สินคุณก็เอาไปบวกเข้าไป
นั่นแหละคือคำตอบที่คุณ ต้องการว่าวงเงินที่คุณควรจะทำประกันเป็นเท่าไร
แล้วเราควรจะซื้อประกันแบบไหนจึงจะเหมาะ
ไม่มีคำตอบที่แน่นอนตายตัว คงต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและความ
ต้องการที่แท้จริงในการทำประกันของแต่ละบุคคล ว่าต้องการที่จะเน้นการทำประกัน
หรือต้องการที่จะได้ประกันน้อยหน่อย แต่ได้รับผลตอบแทนมาบ้างเหมือน
การฝากเงินซึ่งหากคุณเป็นผู้ที่มีความสันทัดในการลงทุน
คุณอาจจะเลือกซื้อประกันที่ให้ความคุ้มครองอย่างเต็มที่
แล้วนำเงินค่าเบี้ยประกันที่จ่ายน้อยลงไป ลงทุนในสินทรัพย์ที่คุณคาดว่าน่าจะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าผลตอบแทนที่บริษัทประกันนำเสนอมาก็เป็นได้
ส่วนในเรื่องของการเลือกระยะเวลาที่คุณต้องการที่จะได้รับความคุ้มครอง
คุณ ก็คงต้องพิจารณาดูปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ยกตัวอย่างพ่อที่ต้องการซื้อประกันให้ลูกอายุ
14 ปี กันอีกครั้ง ซึ่งพ่อคนนี้มองว่า เมื่อลูกอายุ
24 ปี ลูกคนนี้คงจะมีงาน มีการทำแล้ว เพราะฉะนั้นการทำประกันที่กำหนดระยะเวลาเอาไว้
10 ปี ก็น่าจะเพียงพอ
แต่อย่างไรก็ตาม ประกันชีวิตไม่ได้มีเอาไว้สำหรับคนที่ต้องการจะคุ้มครองคน
ที่อยู่ข้างหลังเท่านั้น ยังมีอีกหลายเหตุผลในการซื้อประกัน
และเพื่อที่จะทำให้คุณ เห็นภาพตรงนี้ชัดขึ้น เรามีตัวอย่างกรณีศึกษามาให้ลองอ่านกันดู
ขอขอบคุณ คุณภรต ยมจินดา
ผู้อำนวยการอาวุโส
บมจ. อยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี. ประกันชีวิต
ที่เอื้อเฟื้อข้อมูล
กรณีที่ 1
| คุณสมศักดิ์ ชายหนุ่มอายุ
24 ปี กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว ยังไม่มีพันธะ
พ่อแม่หรือก็มีฐานะที่ค่อน ข้างดี ทำให้คุณสมศักดิ์ไม่ค่อย
ต้องเป็นห่วงเท่าไร ตอนนี้ทำงาน ได้เงินเดือนๆ
ละ 50,000 บาท เขาย้ายออกมาเช่าคอนโดฯ อยู่ คนเดียว
จ่ายค่าเช่าเดือนละ10,000 บาท ทุกๆ เดือน คุณ
สมศักดิ์จะแบ่งเงินออกมา 5,000 บาท เพื่อใส่ในบัญชีเงินฝากประจำที่ตอนนี้มีอยู่
50,000 บาท คุณสมศักดิ์เป็นคนที่ไม่มีหนี้สิน
แล้วก็ยังเป็นสมาชิกกองทุนสำรอง เลี้ยงชีพของบริษัทและกองทุน
ประกันสังคมอีกต่างหาก
ดูท่าว่าคุณสมศักดิ์คงจะไม่ต้องทำประกันชีวิตก็ได้ แต่อย่าลืมว่าชีวิตคือ |
|
ความ ไม่แน่นอนเพราะฉะนั้น คุณสมศักดิ์เลือกที่จะทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองความ
เสี่ยงในกรณีที่คุณสมศักดิ์เกิดเจ็บป่วยจนไม่สามารถทำงานได้
หรือซื้อประกันเพื่อ คุ้มครองจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ในกรณีที่เกิดการเจ็บป่วยขึ้นมาก็เป็นได้เช่นกัน
จากข้อมูลข้างต้นตัวแทนควรเสนอเป็น Package ประกอบด้วยกรมธรรม์
ต่อไปนี้ (กรณีที่ 1)
(เบี้ยประกันที่เหมาะสมควรอยู่ประมาณ 10% ของรายได้)
ฉบับที่ 1
|
ทุนประกัน |
เบี้ยประกัน |
| อยุธยาตลอดชีพคลาสสิก A90/A70 |
1,500,000 บาท |
(17,610 บาท) |
| อนุสัญญา ทพ1 |
1,500,000 บาท |
(48 บาท) |
| โรคร้ายแรง (CI 19/19) |
1,500,000 บาท |
(18,735 บาท) |
| และฉบับที่
2 |
| อยุธยาเฉพาะกาล 10/10 และสัญญาเพิ่มเติม |
1,000 บาท |
|
| ค่ารักษาพยาบาลรายวัน |
วันละ 1,500 บาท |
(2,613 บาท) |
| และฉบับที่
3 |
| PA แผนพรีเมียร์ ขั้น 1 |
2,000,000 บาท |
(6,000 บาท) |
| รวมชำระเบี้ยประกันปีละ |
45,006 บาท
|
เหตุผล
เสนออยุธยาตลอดชีพคลาสสิก A90/A70 เพราะเบี้ยประกันต่ำเมื่อเทียบกับแบบอื่นๆ
และจะได้ซื้อสัญญาเพิ่มเติมแนบได้นานที่สุด คือถึงสมศักดิ์อายุครบ
70 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปลี่ยนไปเป็น Self Eunploy
สมศักดิ์ต้องการความคุ้มครองในเรื่องอุบัติเหตุ/โรคร้ายแรง/ค่ารักษาพยาบาล
ผลประโยชน์ที่จะได้รับ
| ที่ |
รายการผลประโยชน์ |
ทุนประกัน |
| 1 |
กรณีเสียชีวิตจากสาเหตุธรรมชาติ 3,001,000
(ตลอดชีวิต 1.5 ล้าน/CI 1.5 ล้าน/HB +1,000) |
3,001,000 |
| 2 |
กรณีเสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุ 5,001,000
(ตลอดชีวิต 1.5 ล้าน/CI 1.5 ล้าน/PA 2 ล้าน HB +1,000)
|
5,001,000 |
| 3 |
กรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจากขับขี่/หรือโดยสารรถจักรยานยนต์
3,501,000 (ตลอดชีวิต 1.5 ล้าน/CI 1.5 ล้าน/PA 0.5
ล้าน HB +1,000) |
3,501,000 |
| 4 |
กรณีเสียชีวิตจาการถูกฆาตกรรมหรือถูกทำร้ายร่างกาย
4,001,000 (ตลอดชีวิต 1.5 ล้าน/CI 1.5 ล้าน/PA 1
ล้าน HB+1,000) |
4,001,000 |
| 5 |
ทุพพลภาพทำงานไม่ได้
1.1 สมศักดิ์มีเงินสำหรับเลี้ยงดูตัวเอง (CI 1.5
ล้าน/PA 2 ล้าน)3,501,000
1.2 และได้รับการยกเว้นเบี้ยสัญญาหลักตลอดสัญญา
(ทพ.1) 1,500,000 |
3,501,000
1,500,000 |
| 6 |
บาดเจ็บจากอุบัติเหตุได้รับเงินชดเชยค่ารักษาพยาบาล
(PA) 100,000 |
100,000 |
| 7 |
กรณีเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง (CI) 1,500,000
|
1,500,000 |
| 8 |
ถ้ากรณีเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บเป็นผู้ป่วยในมีเงินชดเชยให้สูงสุด
750,000 (500 วัน) (HB+) |
750,000 |
| 9 |
กรณีอยู่จนครบกำหนดสัญญามีทรัพย์มรดกให้ลูกหลาน
1,500,000 (อยุธยาตลอดชีพ) |
1,500,000 |
| 10 |
กรณีหยุดการชำระเบี้ยตอนอายุ 70 ปี รับมูลค่าเวนคืนกรมธรรม์
934,500 สัญญาสิ้นสุด รับมูลค่าเวนคืนเงินสด |
934,500 |
กรณีที่ 2
 |
คุณสุเทพอายุ 35 ปี ได้เงินเดือน 100,000
บาท ภรรยาอายุ 32 ปี ทำงาน มีรายได้เดือนละ 60,000
บาท ทั้งสองมีลูกชายหนึ่งคนอายุ 4 ขวบ สามพ่อแม่ลูก
อาศัยอยู่ในบ้านมูลค่า 5 ล้าน ซึ่งเป็นบ้านของคุณสุเทพ
ซึ่งตอนนี้ผ่อนจนหมดแล้ว นอกจากสมาชิกสามคนก็ยังมีพ่อกับแม่ของคุณสุเทพอายุ
62 ปี มาอาศัยอยู่ ด้วยกัน
คุณสุเทพไม่มีหนี้สิน มีเงินเก็บอยู่ 500,000
บาท มีเงิน |
ลงทุนในกองทุนรวม 150,000 บาท เป็นสมาชิกในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนประกันสังคมค่าใช้จ่ายภายในบ้านตกอยู่ประมาณ
35,000 บาทต่อเดือน เพราะฉะนั้น คุณสุเทพเลือกที่จะทำประกันชีวิต
เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงในการเกิดเหตุ ซึ่งในกรณีเช่นนี้
ภรรยา ลูก และพ่อแม่ของคุณสุเทพก็จะได้รับการดูแลเหมือนเดิม
เหตุผล
ความจำเป็นคือค่าใช้จ่ายสำหรับ ครอบครัวเดือนละ 35,000
บาท/ลูก อายุ 4 ขวบหากเขาจากไปก่อนวัยอันสม ควร ต้องเตรียมเงินให้กับครอบครัว
เดือนละ 35,000 บาท เปนระยะเวลาประมาณ 20 ปี (เพื่อรักษา
สภาพของครอบครัวให้มีค่าใช้จ่าย เหมือนเดิม โดยที่ลูกยังจะสามารถ
ได้เรียนจนจบ)
ดังนั้นความจำเป็น = ค่าใช้จ่ายรายเดือน (35,000)
X จำนวนเดือน (12) X จำนวนปีที่จะส่งเสียให้ครอบครัว
(20 ปี) เท่ากับ 8,400,000 บาท
รายได้ปีละ 1,200,000 บาท เบี้ยที่เหมาะสมควรอยู่ประมาณ
10% ของรายได้ ประมาณ 120,000 บาท
จากข้อมูลข้างต้นตัวแทนควรเสนอ (กรณีที่ 2)
| แบบที่
1 |
ทุนประกัน |
เบี้ยประกัน |
อยุธยาเฉพาะกาล
19/19
อนุสัญา ทพ.1 |
8,400,000 บาท
8,400,000 บาท |
(96,180
บาท)
(471 บาท) |
| รวมชำระเบี้ยประกันปีละ
96,651 บาท หรือ เดือนละ 8,054 บาท
|
| หรือแบบที่
2 |
|
|
อยุธยาตลอดชีพคลาสสิก
90/90
อนุสัญญา ทพ.1 |
8,400,000
บาท
8,400,000 บาท |
(119,614 บาท)
(1,465 บาท) |
| รวมชำระเบี้ยประกันปีละ
121,079 บาท หรือเดือนละ 10,090 บาท
|
เปรียบเทียบผลประโยชน์
|
| รายการผลประโยชน์ |
อยุธยาตลอดชีพ
90/90 |
อยุธยาเฉพาะกาล
19/19 |
| ระยะเวลาของสัญญา |
55 ปี |
19 ปี |
| ระยะเวลาชำระเบี้ย |
55 ปี |
19 ปี |
| กรณีเสียชีวิต |
8,400,000 บาท |
8,400,000 บาท |
| กรณีเสียกรณีอยู่จนกระทั้งครบสัญญา
|
8,400,000 บาท |
- |
| กรณีหยุดชำระเบี้ยในปีที่
20 |
| 1.1 เวนคืนเงินสด และเลิกสัญญา |
- รับเงิน 2,083,200 |
ไม่มี (ครบกำหนดสัญญาแล้ว) กับอีก
41 วัน |
| 1.2 คุ้มครองในวงเงิน8,400,000
|
- คุ้มครองต่ออีก 13 ปี |
|
| 1.3 คุ้มครองถึงอายุ 90 ปี |
- คุ้มครองตามจำนวนเงิน 4,922,400
บาทและครบกำหนดสัญญาได้เงิน 4,922,400 บาท |
|
| กรณีหยุดชำระเบี้ยในปีที่ 10
แล้วหยุดการชำระเบี้ย และรับความ คุ้มครองในวงเงิน
8,400,000 |
- คุ้มครองต่อไปเป็นเวลา 10
ปีกับ 82 วัน* |
|
หมายเหตุ*
ในกรณีนี้จะได้รับความคุ้มครอง 8,400,000 เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้กับบุตรเป็นเวลา
20 ปี โดยชำระเบี้ยประกันเพียง 10 ปี รวมเบี้ยประกันเท่ากับ
1,196,140 บาท |
|