|
| 
ม.ล.ปริยดา ดิศกุล |
โรงเรียนไทยอาจจะถูกกระทรวงกำกับ/บังคับในเรื่องค่าเล่าเรียน
ค่า ธรรมเนียมต่างๆ ทำให้คัดบุคลากรที่มีคุณภาพมีราคาไม่ได้เลย
ทำให้เกิด การเปลี่ยนแปลงช้า ก็ไม่ได้มองว่าผู้บริหารโรงเรียนไม่อยากเปลี่ยน
คิดว่า ผู้บริหารคงมองเห็นจุดนี้ อย่างโรงเรียนอินเตอร์นี่
ต้องยอมรับว่าค่าเล่าเรียน แพงจริง แต่หากเราได้คุ้มค่ากับที่เราจ่ายก็ดีกับลูกเรา
เพราะเราก็ไม่ได้มีลูก หลายคน ก็จะเป็นการลงทุนที่คุ้ม
ลูกเรียนที่นี่แล้วมีความสุขมาก
เรียนตั้งแต่สองขวบครึ่งนี่ ไม่เคยร้องว่าไม่อยากไปโรงเรียน
เลย พวกเขามีความสุขกันมาก
ภาษาอังกฤษมีความจำเป็นมากกับชีวิตในโลกปัจจุบัน
สื่อความรู้ต่างๆ ในภาษาอังกฤษมี มากกว่าเยอะเลย
ทำให้เด็กเปิดหูเปิดตาได้กว้างขวางมาก
นานาทัศนะของผู้ปกครองที่ส่งลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติ
จะเห็นว่า พวกเขา ให้ความสำคัญในเรื่องของภาษาอังกฤษอย่างมาก
และยินดีจ่ายราคาแพงเพื่อได้รับสิ่งที่คุ้มค่า
นั่นคือระบบการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับลูกหลาน
ความต้องการส่งลูกเข้าเรียนในสถานศึกษา นานาชาตินับวันจะขยายตัวมากขึ้น
และดีมานด์นี้ไม่ได้มีเฉพาะภายในประเทศ แต่เกิดขึ้นในระดับภูมิภาค
รัฐบาลเองก็เล็งเห็นการขยายตัวของตลาดตรงจุดนี้
จึงมีนโยบายที่จะทำให้ไทยเป็น ศูนย์กลางการศึกษาของภูมิภาคในลักษณะของ
Educational Hub |
โรงเรียนนานาชาติในไทยมีมานาน 50 ปีแล้ว ตั้งขึ้นมาโดยมีจุดประสงค์ที่จะจัดการศึกษา
ให้กับลูกหลานของชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเท่านั้น
และไม่อนุญาตให้เด็กไทย เข้าเรียน ระบบนี้ดำเนินเรื่อยมาจนมาถึงสมัยของอดีตนายกรัฐมนตรีนายอานันท์
ปันยารชุน (ปี 2534-2535) ที่ได้มีการเปิดเสรี อนุญาตให้มีเด็กไทยเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติได้
และอนุญาตให้มีการจัดตั้งโรงเรียนเพิ่มขึ้นอีกได้
ปัจจุบันมีโรงเรียนนานาชาติทั้งหมด 70 แห่ง โดยครึ่งหนึ่งเป็นโรงเรียนอนุบาล
มีเด็กนักเรียนทั้งหมด 20,000 กว่าคน ในจำนวนนี้เป็นเด็กนักเรียนต่างชาติประมาณ
65 เปอร์เซ็นต์ เป็นเด็กไทย 35 เปอร์เซ็นต์ และอัตราการเติบโตของนักเรียนกลุ่มที่ต้องการเข้าเรียนในโรงเรียน
นานาชาตินี้จะมีประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ทุกปี
ม.ล.ปริยดา ดิศกุล นายกสมาคมโรงเรียนนานาชาติแห่งประเทศไทย
(The International Schools Association of Thailand)
บอกกับ M&W ว่าจำนวนนักเรียนนานาชาติที่มีในปัจจุบัน
ถือว่าไม่มาก เมื่อเทียบกับสถานศึกษาบางแห่งที่มีการเปิดการเรียนการสอนเต็มทุกระดับชั้นนั้น
มีนักเรียนทั้งหมดรวมกัน 20,000 กว่าคนแล้ว หรือโรงเรียนไทยที่มีการจัดการศึกษาเต็ม
ขั้นก็จะมีนักเรียนราว 5,000 กว่าคนได้
การเปิดโรงเรียนอนุบาลนานาชาติถือเป็นเทรนด์ของธุรกิจใหม่อย่างหนึ่งที่ผู้มีอันจะกินให้
ความสนใจกันมาก เพราะหลังจากส่งลูกหลานไปเรียนเมืองนอกกลับมาแล้วไม่รู้จะทำอะไร
ก็เปิด โรงเรียนอนุบาลอยู่ที่บ้านแล้วกัน จะได้อยู่กับบ้านและทำเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาก็ดี
เป็นแนวโน้ม ใหม่ที่ดี เพราะเด็กเล็กไม่ควรเดินทางไกล
ทำไมโรงเรียนอินเตอร์จึง popular มาก?
ม.ล.ปริยดา ให้แง่คิดในประเด็นที่ว่าผู้ปกครองที่มีฐานะและมีความตั้งใจมอบการศึกษา
ที่ดีที่สุดแก่ลูกหลานนั้น มักจะอยากให้ลูกเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติ
สาเหตุเพราะยุคสมัย การเรียนรู้ที่เปลี่ยนไป เพราะอินเทอร์เน็ตเข้ามา
คอมพิวเตอร์เข้ามา ทุกคนตระหนักว่า ลูกต้องเรียนภาษาอังกฤษ
ซึ่งโรงเรียนในระบบการศึกษาไทยไม่สามารถสอนได้ทันการ
และการส่งไปเรียนในต่างประเทศนั้นก็มีค่าใช้จ่ายแพงมาก
ตกคนละประมาณ 1.5 - 2 ล้านบาทต่อปี นี่คือค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้โรงเรียน
ไม่รวมค่าใช้จ่ายที่ออกมาข้างนอก ค่าเดินทางต่างๆ ผู้ปกครองอยากให้เรียนภาษาได้เร็ว
ดังนั้น โรงเรียนอนุบาลนานาชาติก็เลยขายดี
มองในแง่นี้ก็ต้องถือว่าโรงเรียนอนุบาลนานาชาติอยู่ใน
ตลาดที่เป็น Niche Market สำหรับผู้ปกครองที่มีความสามารถจะจ่ายได้
เขาก็ทำให้ลูกเพื่อให้ได้ในเรื่องของการศึกษาตามที่ต้องการ
หากจะเอาภาษา ควรอยู่โรงเรียนประจำ
และเริ่มเรียนแต่ เล็กๆ จะดี การเรียนแบบ Dual Language
ก็ดี ส่วนการที่ผู้ปกครอง คิดว่าเอาลูกไปเรียนกับฝรั่งตั้งแต่เล็กๆ
ลูกจะกลายเป็นฝรั่งไปหมด นั้น จริงๆ แล้วไม่ใช่หรอก
เพราะวิธีที่ฝรั่งสอนนั้นคือวิธีให้เด็กคิด ข้อมูลมีอยู่รอบตัว
จะไปหยิบใช้อย่างไรต่างหาก ม.ล.ปริยดาให้
ความเห็น
ประเด็นเรื่องภาษาอังกฤษถือเป็นเหตุผลหลักที่ผู้ปกครอง
ส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติ ประเด็นถัดมาเป็นเรื่องวิธี
การเรียนการสอนที่ระบบการศึกษาไทยไม่ได้สอนให้เด็กคิด
และยังไม่สามารถพัฒนาได้ทันการของตลาด เพราะฉะนั้นโรงเรียน
นานาชาติเป็นทางเลือกที่ชัดเจนมาก
เธอไม่ได้มองโรงเรียนไทยว่าไม่มีการพัฒนาในจุดนี้
โรงเรียน ไทยที่กำลังพัฒนาในจุดเหล่านี้ ก็มี แต่ประเด็นคือ
มันไม่ทันการ ผู้บริโภค การศึกษาไทยล้าหลังตะวันตกมานาน
วิธีการเรียน การ สอน การท่องจำ เพราะเราไม่เคยผลิตครูรุ่นใหม่เลย
รัฐผูกขาด การผลิตครูมายาวนานมาก เพิ่งจะมีการอนุญาตให้เอกชนทำตรงนี้ได้
แต่ก็ไม่มีการตั้งวิทยาลัยครูเอกชนขึ้นมา ส่วนบัณฑิตครุศาสตร์ที่จบการศึกษาออกมานั้น
ก็ไม่มายึดอาชีพครู เพราะเงินเดือนน้อย
ระบบการศึกษาแบบอังกฤษ และแบบอเมริกัน
 |
หลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียนนานาชาติในไทยจะยึดถือของสองระบบการศึกษา
ที่เป็นหลักใหญ่ของโลก คือระบบอังกฤษและอเมริกัน
แต่ก็มีหลายโรงเรียนที่บริการให้กับ กลุ่มลูกค้าย่อย
มีสวิส, ฝรั่งเศส ,เยอรมนี, จีน, ญี่ปุ่น ด้วย
ม.ล.ปริยดาให้ความเห็นว่าแบบอเมริกัน (American
Curriculum) ถือเป็นระบบใหญ่ที่เอามา ใช้ง่ายเพราะหาครูง่าย
การจัดการศึกษานั้นไม่มีหลักสูตรแห่งชาติ หรือ
National Curriculum ขึ้นอยู่กับแต่ละรัฐ อย่างไรก็ดี
ในท้ายที่สุดก็จะมีการสอบในชั้นสูงสุด เป็น National
Test
ส่วนของอังกฤษนั้นเป็นลักษณะ UK National Curriculum
จัดโดยรัฐบาลอังกฤษ ดังนั้น การหาครูในระบบนี้จะทำได้ง่ายกว่า
(ดูตารางเปรียบเทียบชั้นเรียนประกอบ)
การเรียนจบจากโรงเรียนนานาชาติ นักเรียนก็สามารถเรียนต่อในประเทศได้เหมือนกัน
เพราะมีโปรแกรมภาคภาษาอังกฤษในระดับปริญญาตรีมากกว่า
400 โปรแกรมรองรับ และในแง่ของ หลักสูตรจากโรงเรียนนานาชาติก็มีการจัดการทดสอบในโปรแกรมต่างๆ
โดยสมาคมฯ ได้เป็น ตัวผลักดัน |
ว่าเด็กนักเรียนที่จบในระบบ IB, AP และ าAำ Level สามารถจะมีเครดิตเข้าไป
เรียนในหลักสูตรของโปรแกรมเหล่านี้ได้ โดยใช้เวลาเรียนประมาณสามปีเท่านั้น
เพราะในระบบโรงเรียนนานาชาติของเรานี่ หากจบสามระบบนี้
ไปเรียนปริญญาตรีใน ต่างประเทศใช้เวลาเรียนแค่สามปีในบางวิชา
เพราะอย่างภาษาอังกฤษก็ไม่ต้องเรียนแล้ว เอาไปเลย 24
หน่วยกิต คือไม่ได้เข้าปี 2 เลย แต่ให้เครดิตว่าในวิชาภาษาอังกฤษ
นักศึกษาไม่ต้อง ลงทะเบียนเรียน ให้ไปเรียนอย่างอื่นเลย
ไม่ต้องเสียเวลามาเรียนภาษาอังกฤษแล้ว
โรงเรียนนานาชาติรุ่นเก่าและใหม่
โรงเรียนนานาชาติรุ่นแรกในกรุงเทพฯ มีสี่แห่งคือ โรงเรียนบางกอกพัฒนา
(BPS), โรงเรียนร่วมฤดี (RIS), โรงเรียน ISB และโรงเรียนนานาชาติญี่ปุ่น
BPS บริหารงานในลักษณะ Non-Profit Organization อัตราค่าเล่าเรียนที่คิดอยู่ทุกวันนี้
เป็นลักษณะเท่าทุนหรือ at cost บริหารงานโดยมูลนิธิ
แต่ทางโรงเรียนก็มีเครื่องอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์เพื่อการศึกษา
ครบครัน มีเครื่องคอมพิวเตอร์ มีรถรับ-ส่ง มีอาหารอร่อย
โรงยิม สระว่ายน้ำ 2-3 สระ หาก เปรียบเทียบกับโรงเรียนในต่างประเทศแล้ว
ครูฝรั่งจะบอกว่า This is paradise. และเราดูแล ครูทุกอย่าง
ม.ล.ปริยดา ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการ โรงเรียนบางกอกพัฒนา
(BPS) ด้วยเช่นกันกล่าว
ในระบบการจ้างครูที่ BPS มีอายุสัญญาจ้างนานสามปี การหมุนครูมาบ่อยๆ
ถือเป็นเรื่องดี ไม่เหมือนเมืองไทยที่ไม่มีการหมุนเวียน
ครูสอนวิชาใดก็จะสอนวิชานั้นตลอด เป็นการจำเจ ม.ล.ปริยดายกตัวอย่างให้ฟังว่า
ในปีที่แล้วคณะกรรมการระบบการศึกษาของอังกฤษ (UK National
Curriculum) ได้มีการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในสองด้านคือการอ่าน
ออกเขียนได้ (literacy) และการคิดเลข (numeracy) เพราะพบว่านักเรียนอังกฤษมีความล้าหลังในสองเรื่องนี้
จึงส่งหน่วยงานไปดูการสอนคณิตศาสตร์ที่เวียดนาม และการดีดลูกคิดที่สิงคโปร์
แล้วกลับมาปรับปรุง ดังนั้นแนวโน้มที่เกิด ในปีที่แล้ว
ทำให้เราต้องมาดูสองเรื่องนี้ เราต้องเอาครูข้างนอกมาสอนครู
ที่โรงเรียนเรา และก็มีการเปลี่ยนหนังสือด้วย
เธอสรุปว่า การเปลี่ยนครูบ่อยๆ เป็นเรื่องดี ครูก็มีความคิดที่ใหม่ๆ
ไม่จำเจ นักเรียนก็ตื่นตัว นี่คือวิธีการเรียนของเขา
ครูฝรั่งนั้นมีมาตรฐานที่แน่นอน โดยเฉพาะในอังกฤษ เพราะเป็นระบบราชการ
และ 90 เปอร์เซ็นต์ของโรงเรียนในอังกฤษเป็นโรงเรียน
ของรัฐ เป็น state school อีกไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์เป็นโรงเรียนเอกชน
ดังนั้น เวลาที่เราคัดเลือกครูเข้ามาสอนนั้นเรามีโอกาสเลือกได้มาก
เราได้ครูดีๆ อย่างครูสอนวิชาประวัติศาสตร์ของเรานั้นเป็นระดับ
ทอปของโลก เพราะเขาชอบอยู่ประเทศไทย และเขาเขียนตำราด้วย
พาเด็กไปเรียนประวัติศาสตร์จีนถึงขอบกำแพงเมืองจีนทีเดียว
เก่งมากและเด็กก็สนุกได้ความรู้อย่างดีด้วย
อัตราค่าจ้างครูฝรั่งก็เป็นราคาที่เรียกว่าต้องแข่งขันได้
ม.ล.ปริยดา บอกว่า ต้อง competitive เวลานี้เราจ่ายเงินครูต้องมากกว่าที่เขาได้
ตอนที่เขาอยู่ในประเทศเขา รวมทั้งค่าสวัสดิการอื่นๆ
เช่น ค่า pension ค่าบ้าน ค่าตั๋วเครื่องบิน ฯลฯ อะไรเหล่านี้เราต้องจ่ายหมด
ซึ่งบางคน บอกว่าเท่ากับที่ออสเตรเลียเลย ก็ใช่ เพราะที่ออสเตรเลียนั้นเป็นโรงเรียน
รัฐบาล
BPS มีนักเรียนไทยเพียง 18 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่เหลือเป็นนักเรียน
ต่างชาติจาก 53 ประเทศ ใช้ระบบการศึกษาแบบอังกฤษ
ส่วนโรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี (RIS) นั้น ก็เป็นโรงเรียนเก่า
เปิดดำเนินการมาพร้อมกับ BPS ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2500 ใช้ระบบการศึกษา
แบบอเมริกัน บริหารงานโดยมูลนิธิฯ มีนักเรียนประมาณ
1,800 กว่า คนจาก 34 ประเทศ
โรงเรียนแฮร์โรว์แม้จะเป็นโรงเรียนจากอังกฤษที่มีประวัติเก่าแก่
ยาวนาน มีเจ้านายไทยคือพระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 ศึกษาที่
โรงเรียนแห่งนี้ถึง 23 พระองค์ แต่โรงเรียนแห่งนี้เพิ่งเข้ามาเปิด
ดำเนินการในไทยได้ห้าปี และก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว
ปัจจุบันมี นักเรียนประมาณ 750 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าโรงเรียนต้นแบบใน
อังกฤษ
หลักสูตรการเรียนการสอนก็ใช้แบบอังกฤษ เริ่มรับนักเรียนตั้งแต่
อายุสามขวบ คิดค่าเล่าเรียนตั้งแต่ 230,000 บาทในระดับอนุบาล
จนถึง 330,000 บาทในระดับมัธยมปลาย
อยากเรียนโรงเรียนนานาชาติ แต่ไม่มีเงิน จะทำอย่างไร
ตัวเลขค่าใช้จ่ายในการเรียนที่โรงเรียนนานาชาติสะท้อนชัดเจนว่าการ
จัดการศึกษาของที่นี่เหมาะสำหรับลูกหลานของผู้มีอันจะกินเท่านั้น
เพราะค่าเรียนแพงมาก (แต่ถูกสำหรับคนที่จะส่งลูกไปเรียนในต่างประเทศ)
ม.ล.ปริยดาให้แนวคิดในเรื่องการบริหารการเงินเพื่อการศึกษา
ของลูกว่า แนวคิดก็คือการตั้งในลักษณะ Trust Fund เคยเสนอกับ
ธนาคารว่าน่าจะมีการให้สินเชื่อการศึกษา ให้ผู้ปกครองกู้เงินส่งลูกเรียน
ในต่างประเทศจะมีลักษณะนี้ คือตั้งเป็นกองทุนฝากไว้กับธนาคารเป็น
ผู้ดูแล เรียก Education Fund หรือ Trust Fund ไม่มีใครสามารถแตะเงินก้อนนี้ได้
ยกเว้นเอาใบเสร็จค่าเล่าเรียนมาเบิก และจ่ายดอกเบี้ยสูง
กว่าเงินฝากประเภทอื่นๆ อันนี้เป็นการช่วยรัฐบาลด้วยในการผลิตทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพทรัสต์
ฟันด์นี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลง ได้จนกว่าเด็กจะจบการศึกษาหรืออายุ
21 ปี และอาจจะให้อัตราดอกเบี้ย บวกพิเศษเข้าไป คนก็จะได้มาออมในเงินฝากประเภทนี้
ในต่างประเทศ นั้นมีมานานแล้ว อาจจะให้ Tax Free ด้วยก็ได้
เป็นการจูงใจอีกอย่างหนึ่ง หากบริษัทห้างร้านสามารถจะออกเงินให้พนักงานได้
จ่ายโดยตรงกับ โรงเรียน เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระ รัฐบาลอาจจะสนับสนุนในเชิงภาษีให้
เป็น Tax Benefit อย่างหนึ่ง ถือเป็นอีกมุมมองหนึ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐและภาคเอกชนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะเอาไปคิดต่อได้
ค่าเรียนโดยประมาณ
- เตรียมอนุบาล / อนุบาล
- ประถมศึกษา
/ มัธยมศึกษา
|
150,000 - 230,000
บาท
200,000 500,000 บาท |
จำนวนนักเรียนต่อห้อง
ระบบการศึกษา |
ไม่เกิน 25 คน
UK National Curriculum
IGCSE / GCSE / GCE
A Lever
American Curriculum
Scholastic Aptitude Test (SAT) Advanced
Placement (AP) International Curriculum
International Baccalaureate (IB) National
Curiculum |
เปรียบเทียบระบบการศึกษาแบบอเมริกา, อังกฤษ และไทย
| แบบอังกฤษ
(ปี) |
แบบอเมริกา
(เกรด) |
การศึกษาไทย
(ชั้น) |
| 1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13 |
KG
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12 |
อนุบาล
ป. 1
ป. 2
ป. 3
ป. 4
ป. 5
ป. 6
ม.1
ม. 2
ม. 3
ม.4
ม.5
ม.6 |
หมายเหตุ : Year 13
ในระบบอังกฤษนั้นจะเรียนมากกว่ามัธยม 6 ของไทย ถือเป็นหลักสูตร
Pre- University หากนักเรียนทำคะแนนได้ดี เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยจะได้รับการยำเว้นการเรียนในระดับชั้นปีที่
1 สามารถเข้าเรียนในชั้นปีที่ 2 ได้เลย
สินจัย เปล่งพานิช : ให้ลูกได้อยู่ในที่ที่เหมาะสม
 |
คุณสินจัย เปล่งพานิช คุณแม่ลูกสามที่ล้วนอยู่ในวัยเล่าเรียนศึกษา
ได้เล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า ลูกชายคนโตกำลังเรียนที่โรงเรียนนานาชาติแฮร์โรว์
(Harrow International school) อายุ 15 ปี อยู่
Year 10 และเรียนที่นี่มา 3 ปีแล้ว
ก่อนหน้านี้เรียนที่โรงเรียนจิตรลดา
แล้วไปเรียนที่นิวซีแลนด์ ตั้งแต่ตอนอายุยังไม่
11 ขวบดี อยากให้ได้ทางด้านภาษา ซึ่งลูกก็ปรับตัวได้เร็ว
ฟังออกพูดได้ ไปพักกับครอบครัวชาวนิวซีแลนด์ ทีนี้คนที่ดูแลเขาต้องกลับเมืองไทย
ลูกก็เลยขอกลับมาด้วย เราก็มองหาโรงเรียนอินเตอร์ในไทยให้เขา
ซึ่งก็หาข้อมูลอยู่พอสมควร
เธอเล่าต่อไปว่า มีหลายคนแนะนำว่าให้เข้ามาดูที่โรงเรียนแฮร์โรว์
|
ซึ่งตอนแรกยังตั้งอยู่ใน บริเวณคอนโดมิเนียม ก็คิดอยู่ว่าจะสบายไหม
จะดีไหม แต่พอดีเพื่อนๆ ของลูกที่โรงเรียน จิตรลดาก็มาเรียนที่นี่กันหลายคน
ลูกก็อยากอยู่ด้วย
ข้อสำคัญที่คุณสินจัยพิจารณาให้ลูกเรียนที่นี่อีกอย่างหนึ่งคือพื้นฐานเดิมของลูกชาย
ที่เรียนในนิวซีแลนด์ เป็นการศึกษาในระบบอังกฤษ ซึ่งที่แฮร์โรว์ก็เป็นโรงเรียนในระบบอังกฤษ
เช่นกัน ลูกชายของเธอไม่ต้องปรับตัวเรื่องระบบการเรียนมากนัก
ทั้งลูกและแม่พอใจกับการเรียนที่นี่ ดีค่ะ
พอใจ ลูกชายมีเพื่อน เขาชอบเล่น ก็พอดี โรงเรียนย้ายสถานที่ไปอยู่ที่ดอนเมือง
มีบริเวณพอสมควร ลูกมีความสุขกับการไปโรงเรียนมาก สนุก
กับการเรียนค่ะ สินจัยบอกเราพร้อมเสียงหัวเราะ
เธอยังมีลูกสาวและชายอีกสองคน ซึ่งเรียนกันคนละที่
ลูกสาวคนถัดมาเรียนที่โรงเรียนจิตรลดาสำหรับคนนี้เธอบอกเราว่า
เรียนที่โรงเรียนจิตรลดามาตั้งแต่อนุบาล จนตอนนี้อยู่มัธยม
1 แล้ว เด็กผู้หญิงก็ไม่อยากส่งไปเรียนโรงเรียนนานาชาติเท่าไร
เพราะจะโตเร็วไป อยู่ที่นี่ดีแล้วค่ะ ซัมเมอร์อาจจะไปเรียนในต่างประเทศบ้าง
แต่ก็ตั้งใจว่าจะให้เรียนที่นี่จนจบมัธยม 6"
ส่วนลูกชายคนเล็กนั้นเรียนที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย
ซึ่งเธอบอกว่าเขาเรียนอย่างมีความสุข แล้ว แม้ลูกจะเรียนกันต่างที่ต่างโรงเรียน
แต่เธอเห็นว่าพวกเขาอยู่ในที่ที่เหมาะสมกันแล้ว อย่างไรก็ดี
เธอมีการเสริมการเรียนด้านภาษาอังกฤษให้ลูกด้วย
การมีลูกอยู่ในวัยเรียนจำนวนหลายคนเช่นนี้ ทำให้คุณสินจัยต้องวางแผนทางการเงินพอสมควร
เธอบอกว่าค่าใช้จ่ายที่โรงเรียนนานาชาติในไทยก็พอๆ กับที่นิวซีแลนด์
จุดที่ต่างกัน คือที่นิวซีแลนด์สามารถ ควบคุมตัวเลขได้ค่อนข้างแน่นอน
แต่ในไทยนั้นจะมีค่าจุกจิกพอสมควร เช่น การเดินทาง ส่วนอีก
2 ที่ ค่าเรียนไม่แพง ตัวเลขชัดเจน แต่มีค่ากิจกรรมและการกุศลบ้าง
ตอนนี้ทำงานเก็บตังค์ส่งลูกเรียนอย่างเดียว
ก็มีการตั้งเป็นงบประมาณ ไว้ล่วงหน้าสำหรับ การเรียนของลูกๆ
ค่ะ
สิริเกศ จิรกิติ : ชอบให้ลูกพูดภาษาอังกฤษ
ที่เป็นสำเนียงอังกฤษ
 |
คุณสิริเกศ จิรกิติ คุณแม่ลูกสองซึ่งมามีลูกเอาตอนที่อายุมากแล้ว
เธอเล่าว่า มีความรู้สึกว่า หากลูกเรียนอย่างที่เราเรียนมา
คือตัวเองเรียนจบโรงเรียนมาแตร์ฯ และสามีจบโรงเรียนอัสสัมฯ
ซึ่งเป็นโรงเรียนไทยนั้น เราคิดว่าโรงเรียนไทยก็มีดีในอดีต
แต่ปัจจุบันระบบการศึกษาของไทย ยัง เปลี่ยนแปลงช้าไปหน่อย
แม้จะมีความพยายามมาก เลยมีความรู้สึกว่าหากลูกเรายังเรียนแบบที่
ครูป้อนให้ เด็กของเราจะไม่แกร่ง และความคิดความอ่านจะแคบไปหน่อย
ก็เลยคิดว่าหากเราส่งลูกไป เรียนโรงเรียนอินเตอร์ฯ
ซึ่งระบบการศึกษาจะเป็นอีกแบบหนึ่ง คือให้เด็กค้นคว้าเอง
และมีแหล่งค้นคว้า มีข้อมูลหนังสือให้เยอะมาก
ลูกเราน่าจะเรียนอย่างมีความสุข ไม่เครียดและกดดันมาก
และในอนาคตเมื่อเราไม่อยู่แล้วนั้น มีความรู้สึกว่าเขาจะสามารถยืนได้ด้วยลำแข้งของตนเองได้ในวัย
|
ที่ยังเด็กกว่าคนอื่น เขาจะ mature เร็วกว่าคนอื่น
ส่วนประเด็นที่ว่าทำไมไม่ส่งไปเรียนในต่างประเทศเลย
เพราะว่าลูกยังเด็ก หากส่งไปเรียน ต่างประเทศตั้งแต่ยังเล็กๆ
นั้น ขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ของไทยก็จะไม่รู้จัก
ไม่คุ้นเคย ไม่อยากให้ลูกเป็นฝรั่งเกินไป และอยากให้ลูกมีเพื่อนด้วย
เพราะอย่างไรเขาก็ต้องกลับมาอยู่เมืองไทย โอกาสที่จะอยู่เมืองไทยจะมีมากกว่า
ก็เลยอยากให้อยู่เมืองไทยจนมีอายุพอที่จะช่วยเหลือตัวเองได้
แล้วเราก็ไม่ต้องห่วงเขามาก ก็จะค่อยปล่อยเขาไปเรียนเมืองนอก
คุณสิริเกศมีลูกชายคนแรกอายุ 10 ขวบ ส่วนคนที่สองเป็นลูกสาวอายุ
5 ขวบ เข้าเรียน ที่โรงเรียนบางกอกพัฒนาทั้งสองคนและเข้าตั้งแต่ชั้นเด็กเล็กเมื่ออายุเพียง
2 ขวบครึ่ง
เมื่อถามว่าทำไมเลือกเรียนที่โรงเรียนบางกอกพัฒนาฯ
นั้นเธอตอบว่า เราก็อยากได้โรงเรียน ที่ดีมีคุณภาพ
บังเอิญว่ามีญาติพี่น้องและคนรู้จักหลายคนเรียนที่โรงเรียนนี้
และเราเห็นว่า คุณภาพเด็กก็ดี มีความพอใจ เมื่อไปดูโรงเรียนก็เห็นว่ามีระบบและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ
ครบครัน พอลูกเข้าไป อยู่ก็รู้สึกเลยว่า You get what
you pay for จริงๆ
โรงเรียนนานาชาติปัจจุบันจะมีการจัดการเรียนการสอนในสองลักษณะคือเป็นแบบอเมริกัน
หรือแบบ อังกฤษ ซึ่งโรงเรียนส่วนมากจะสอนตามระบบอเมริกัน
ดิฉันชอบให้ลูกพูดภาษาอังกฤษที่เป็นสำเนียง อังกฤษ
เพราะสำเนียงอเมริกันนั้นมันเป็นไปโดยง่ายอยู่แล้ว คือสื่อต่างๆ
จะเป็นสำเนียงอเมริกันเป็น ส่วนมาก แต่สำเนียงอังกฤษนั้นต้องฝึก
สิ่งที่คุณสิริเกศอยากจะให้ลูกๆ ได้มีอีกอย่างหนึ่งคือการฝึกระเบียบวินัย
มารยาทของอังกฤษ จะเข้มงวดกว่าและมีลักษณะอนุรักษ์หรือ
Conservative กว่าระบบอเมริกัน ระบบอเมริกันนั้นเด็กจะมีอิสระมาก
ดิฉันเลยเลือกระบบอังกฤษ และดูแล้วที่โรงเรียนบางกอกพัฒนาก็เป็นระบบอังกฤษที่ดีที่สุดแห่ง
หนึ่งในไทยปัจจุบัน
เธอตั้งเป้าหมายการศึกษาของลูกต่อไปว่าเมื่อพวกเขาอายุประมาณ
12-13 ขวบ ก็จะเริ่มส่ง ไปเรียนไฮสคูลต่อในต่างประเทศ
โดยเฉพาะลูกชาย แต่ลูกสาวนั้นขอคิดดูอีกทีก่อน เพราะทราบมาว่าหากต้องการส่งลูกไปเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ
นั้น ต้องไปตั้งแต่อายุประมาณนี้ จะปูทาง ได้แน่นกว่า
หลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียนก็เป็นสิ่งที่คุณสิริเกศพอใจมาก
เพราะโรงเรียนจะสอนในเรื่องกว้างๆ หลายเรื่อง ไม่ลงลึก
เช่น คณิตศาสตร์ จะสอนให้คิดเป็น สอนการคิดลัด และตรรกะ
สอนให้เด็กคิดและค้นคว้าเอง ให้อ่านหนังสือเยอะมาก
คุณสิริเกศพอใจโรงเรียนนี้มาก และไม่คิดจะย้ายลูกไปเรียนที่อื่น
เพราะรู้สึกได้รับสิ่งต่างๆ ครบถ้วน ตามที่ต้องการ โดยเฉพาะในเรื่องของสำเนียงภาษาอังกฤษ
คงไม่ย้าย เพราะมีลูกหลาน ของญาติเรียน ที่นี่มาก่อน
และเห็นการเรียนเห็นความประพฤติของพวกเขาว่าดี ไม่เป็นฝรั่ง
เกินไป คือมีทั้งฝรั่งและไทยผสมกันและตัวเองก็อยากให้ลูกได้สำเนียงอังกฤษ
และไม่อยาก ให้เขาแก่แดดเกินไป เพราะบางคน บอกว่าเรียนโรงเรียนนานาชาตินี่
กิริยามารยาทจะไปทางฝรั่งหมด เราไม่อยากให้เขาเป็นอย่างนั้น
ซึ่ง โรงเรียนนี้ก็เป็นกึ่งไทยกึ่งฝรั่ง ก็ดี
ในส่วนของการศึกษาขั้นต่อไป เธอคิดว่าอยากจะให้ไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกามากกว่าฝั่งยุโรป
ซึ่ง การไปเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ นั้นก็ต้องปูทางตั้งแต่ระดับไฮสคูลของอเมริกา
โดยส่วนตัวมองว่า ระบบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยนั้นของสหรัฐอเมริกาจะดีที่สุด
ดังนั้น การจะปูทางให้เข้ามหาวิทยาลัย ดีๆ ของอเมริกาได้ก็ต้องเข้าโรงเรียนมัธยมอเมริกัน
ส่วนการเข้าเรียนในโรงเรียนอังกฤษ เพราะอยากได้ สำเนียง
กิริยามารยาท และระเบียบวินัย ซึ่งค่อนข้างจะเข้มงวดดี
แต่งกายก็สุภาพเรียบร้อย พูดจาก็ เรียบร้อย ที่ผ่านมาก็มีความสุขดี
และโรงเรียนนี้ก็ก่อตั้งมาเป็นเวลานาน มีความรู้สึกว่าอยู่ตัวแล้ว
มณีดวง โปษะกฤษณะ : เด็กมีระเบียบวินัยและได้ในเรื่องภาษา
 |
คุณมณีดวง โปษะกฤษณะ
คุณแม่ลูกสาม ซึ่งสองคนแรกเป็นลูกสาว และเรียนโรงเรียนเดียวกับ
คุณแม่คือโรงเรียนมาแตร์ฯ จากนั้นจบปริญญาตรีในสถานศึกษาชั้นนำในประเทศคือ
จุฬาลงกรณ์ฯ และธรรมศาสตร์ ขณะที่ลูกชายคนสุดท้องอายุห่างจากพี่สาวสองคนถึง
12 ปี คุณมณีดวงบอกกับ M&W ว่า เขาเป็นลูกชายคนแรก
ซึ่งสมัยที่เราทำงานสถาบันการเงินนั้น เราเห็นความสำคัญในเรื่องภาษามาก
อยากให้ลูกได้ภาษาแบบที่มีความเข้าใจลึกซึ้งจริงๆ
ก็เลยให้เรียนนานาชาติ
ปัจจุบันลูกชายคุณมณีดวงอายุ
14 ปีแล้ว เรียนเกรด 9 เธอเล่าว่าพาลูกไปสมัครเรียนที่โรงเรียน
นานาชาติอื่นๆ ด้วย แต่มาได้ที่โรงเรียนร่วมฤดี
ซึ่งข้อมูลที่เธอได้ยินมาคือ ใครๆ ก็แนะนำว่าที่นี่แข็งใน
เรื่องวิชาการ |
ตอนที่ให้เรียนนานาชาตินั้น
เคยวางแผนว่าเมื่อโตสักหน่อยจะให้ไปเรียนในต่างประเทศ
แต่ตอนนี้คงต้องเปลี่ยนแผนบ้างแล้ว
ที่โรงเรียนร่วมฤดีนั้นจะมีนักเรียนต่างชาติในแถบเอเชียเรียนกันมาก
เช่น เด็กญี่ปุ่น เด็กแขก และก็มีเด็กไทยมากพอสมควร
ในร่วมฤดียังมีโรงเรียน Swiss School ที่อยู่ติดกัน
สอนด้วยภาษาฝรั่งเศส
ระบบการเรียนที่นี่ใช้แบบอเมริกัน เด็กก็มีระเบียบวินัยดี
เขามีกฎเกณฑ์เยอะพอสมควร สิ่งที่เรา อยากให้ลูกได้คือเรื่องภาษาเป็นด้านหลัก
ครูเป็นฝรั่งทั้งนั้นและส่วนตัวรู้สึกว่าลูกมีระบบการคิดดี
มีตรรกะ คิดมีเหตุผลรองรับ
ในเรื่องของกิจกรรมนั้น คุณมณีดวงบอกว่าที่นี่ดีมาก
มีสนามฟุตบอลเล่นออกกำลังกาย มีสระว่ายน้ำ
มีกิจกรรมมาก นอกจากนี้บางวันยังสามารถแต่งชุด Casual
ไปได้ บางวันมีเต้นรำ รู้สึกอยู่ใน สายตา และมีการไป
trip เป็นกลุ่มมีตลอดเลย ในเรื่องของโภชนาการก็ดีมากด้วย
|