บัตรเครดิตทั้งสาม
คือ วีซ่า-มาสเตอร์-ไดเนอร์ส์ รูดไม่ได้ ใบทวงหนี้ ค่าน้ำ
ค่าไฟ ค่ามือถือ ใบเตือนให้ส่งเบี้ยประกันชีวิต และประกันภัยรถยนต์(ที่อยู่ในอู่)
ส่วนลูกสาวส่ง SMS สั้น แต่บาดใจว่าโรงเรียนทวงค่าเทอม(อีกแล้ว)
ภาระหนี้สินมากขนาดนี้
คุณระเบียบแก้ว มท.1(เมียที่ 1) จึงระลึกได้ว่าที่สำคัญกว่าบริหารสามี
คือการบริหารค่าใช้จ่ายบ้านที่ละเลยไปเสียนาน
เรามาแนะให้คุณระเบียบแก้วบริหารเงินกันดีกว่า
เฉลย :
1. ก : การรีไฟแนนซ์หนี้เป็นทางออกที่ดีที่สุด
เพราะแหล่งเงินกู้ใหม่อย่างบริษัทบัตรเครดิตบางแห่ง
จะช่วยคำนวณเงินที่ต้องจ่ายเพื่อชำระหนี้(ต้นและดอก)ในแต่ละเดือนในระดับที่คุณสามารถรับภาระได้
หากคุณเลือกจำนองบ้านเพื่อมาจ่ายหนี้เพราะคำนวณแล้วว่าดอกเบี้ยต่ำกว่า
คุณต้องมั่นใจว่ามีวินัยทางการเงินและมีเงินเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินบ้าง
เพราะหากจ่ายเงินค่าจำนองไม่ได้ตามกำหนด บ้านอาจถูกยึดนะเจ้าคะ
2. ข : นอกจากนี้ผู้ชี่ยวชาญด้านการเงินยังแนะว่า
ส่วนที่เหลือ ร้อยละ 20 ใช้ซื้อเสื้อผ้าและเครื่องแต่งตัว,ร้อยละ
10 ควรกันไว้เป็นรายจ่ายพิเศษสำหรับเบี้ยประกันหรือเสียภาษีเพิ่ม
ส่วนก้อนสุดท้าย ร้อยละ 5 เก็บไว้เป็นเงินออม
3. ค : ควรกระจายพอร์ตการลงทุน โดยเลือกลงทุนในหลายๆประเภท
ทั้งหุ้นบริษัทจดทะเบียนและพันธบัตรรัฐ คำแนะนำเพิ่มจากผู้เชี่ยวชาญ
4. ค : แหล่งเงินกู้ในกรณีฉุกเฉินด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม
มีเงินปันผล และที่สำคัญคือดอกเบี้ยสหกรณ์ไม่ต้องเสียภาษี
ส่วนที่ไม่แนะนำข้อ ก. เพราะโดยมากผู้ถือบัตรจะลืมตัวรูดบัตรเพลินจนลืมเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน
5. ค : ใบเสร็จจากการบริจาคเพื่อการกุศลนำมาหักลดหย่อนภาษีได้นะคะ
6. ค : ที่ปรึกษาด้านการเงินแนะว่าควรทบทวนรายละเอียดในพินัยกรรมทุกสามปี
เพื่อให้เท่าทันกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปของโลก
อย่างการตรากฏหมายใหม่ ภาวะอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และอัตราเงินเฟ้อ
อีกทั้งเพื่อให้สอดคล้องกับผู้ดูแลและผู้ได้รับผลประโยชน์ที่เปลี่ยนแปลงได้ด้วยเหมือนกัน
7. ค : ดีที่สุด ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินแนะเพิ่มเติมว่า
ก่อนที่ลูกจะเข้ามหาวิทยาลัยสี่ปี คุณควรถอนเงินส่วนหนึ่งไปส่งทุนในพันธบัตรรัฐที่มีอายุ
3-4 ปี เพราะให้ผลตอบแทนและดอกเบี้ยปานกลางและไม่เสี่ยงมากนัก
8. ก : อยากเห็นชีวิตคนชราที่ไม่มีเงินออมเลยว่าเป็นอย่างไร
แวะไปดูที่บ้านบางแค
9. ก : เพราะเทียบแล้ว ผลตอบแทนจากหุ้นสูงสุดเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อ
10. ข : ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าพ่อแม่สามารถสอนวินัยด้านการเงิน
ให้ลูกได้ตั้งแต่ลูกอายุสามขวบ โดยให้เงินลูกเท่าอายุทุกเดือน
ส่วนแรกให้ลูกใช้เป็นค่าขนม ส่วนที่สองเก็บไว้เพื่อซื้อของเล่นราคาแพงที่อยากได้
และส่วนที่สามเก็บไว้เป็นทุนการศึกษา
|