|
เธอแนะนำฉัน หน่อยสิว่าควรทำอย่างไรดี
อีกหน่อยต้องเสียค่าฝากเงิน
ไหมเนี่ย
คำปรารภเหล่านี้ผมได้ยินบ่อยมากในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา
ในฐานะคนเคยทำงานในบริษัทจัด การกองทุนมาก่อน ผมจึงไม่แปลกใจที่คนรอบข้าง
เกิดอารมณ์หงุดหงิด เหตุก็มาจากตัวเลขอัตราดอกเบี้ย
เงินฝากต่ำกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ ที่ธนาคารหลายแห่ง ประกาศกันออกมา
ที่คนเหล่านั้นอดรนทนไม่ไหว ก็เป็นผลด้านจิตวิทยา ที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดาของคน
ที่ใช้การฝากธนาคารเป็นวิธีออมเงินมาชั่วชีวิต
ส่วนคำแนะนำที่ผมให้กับคนเหล่านั้น คือ ขอให้ ศึกษาหาทางเลือกทางการออม
หรือการลงทุนอื่น ให้มากขึ้น โดยอย่าไปหวังว่าจะมีคนมาทำให้อัตรา
ดอกเบี้ยกลับไปอยู่ในระดับที่ต้องการ และทางเลือก หนึ่งในการลงทุนที่ผมลองเสนอไปคือ
กองทุน รวม ซึ่งมีอยู่หลายประเภท
จึงจำเป็นต้องเลือกให้ เหมาะกับความสนใจและความต้องการที่แตกต่างกันไป
แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนสนใจ และพูดกับผมมา ตลอด คือการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
(SET Index) จาก 356.48 จุด เมื่อสิ้นปี 2545 และในช่วงสิ้นเดือน
กรกฎาคม ที่ผ่านมาหมาดๆ ปิดลงที่ 484.11 จุด สร้างผลตอบแทนได้ถึงร้อยละ
36 ในระยะเวลา เพียง 7 เดือน แม้หลายคนจะยังขยาดกับสิ่งที่เคย
เกิดขึ้นเมื่อ 5-6 ปีก่อน แต่ตัวเลขนี้ก็จุดไฟปรารถนา
ให้กับหลายๆ คนได้ เพราะอย่างน้อยตัวเลขดัชนีระดับนี้ก็สร้างความมั่นใจได้ว่า
เศรษฐกิจไทยกำลัง ฟื้นตัว ตลาดหุ้นยังมีทิศทางที่จะขึ้นไปได้อีกมาก
กองทุนหุ้น กองทุนรวมดัชนี
ความเหมือนที่แตกต่าง
ปัญหาต่อมาที่ถูกถาม คือ ถ้าอยากได้ผล ตอบแทนเหมือนดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ
จะต้องทำ อย่างไร จะเลือกซื้อกองทุนตราสารทุน (Equity
Fund) หรือที่เรียกกันติดปากว่ากองทุนหุ้น ได้
หรือไม่ ผู้จัดการกองทุนจะสามารถบริหารกองทุนให้ ได้ผลตอบแทนสูงกว่าผลตอบแทนของดัชนีตลาด
หลักทรัพย์ฯ อย่างที่พูดกันได้จริงหรือ ประเด็น เหล่านี้ผมขอทำความเข้าใจง่ายๆ
ก่อนว่า ทั่วไปแล้ว กลยุทธ์การลงทุนของกองทุนหุ้น
สามารถแบ่งตามลักษณะการบริหารได้ 2 แบบ คือ การลงทุนเชิงรุก
(Active Investment Strategy) และการลงทุนเชิงอนุรักษ์
(Passive Investment Strategy) ซึ่งมีความ
เหมือนและแตกต่างกันพอสมควร
เป้าหมายของกลยุทธ์การลงทุนในเชิงรุก เพื่อสร้างผลตอบแทนของกองทุนให้ได้มากกว่าผล
ตอบแทนของดัชนีตัวใดตัวหนึ่งที่ใช้เป็นดัชนีอ้างอิง
ในที่นี้หมายถึงดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ไทย ซึ่งถือเป็นเกณฑ์มาตรฐาน
(Approved Benchmark) ในการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของ
กองทุนหุ้น ตามประกาศของสมาคมบริษัทจัดการ ลงทุน (Association
Investment Management Companies; AIMC) เพื่อการนี้ผู้จัดการกองทุนจะใช้
ความรู้ความสามารถเพื่อบริหารกองทุน เลือกซื้อหลักทรัพย์หรือหุ้น
ที่มีผลตอบแทนที่ดีเข้าพอร์ต โดยมีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
เพื่อให้ กองทุนมีแต่หุ้นดีๆ สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดี
กว่าผลตอบแทนตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ วิธีนี้ เป็นวิธีที่กองทุนหุ้นในบ้านเราใช้กันเป็นส่วนใหญ่
แต่มีกองทุนหุ้นบางประเภท ใช้กลยุทธ์การ ลงทุนเชิงอนุรักษ์
เป็นหลักในการเลือกหุ้นลงทุน กองทุนประเภทนี้เราเรียกว่า
กองทุนรวมดัชนี (Index Fund)
กองทุนรวมดัชนี เป็นกองทุนที่ใช้กลยุทธ์การ
ลงทุนเชิงอนุรักษ์ มีเป้าหมายต่างจากกลยุทธ์เชิงรุก
กล่าวคือ แทนที่จะพยายามลงทุนให้ได้ผลตอบแทน มากกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
ผู้จัดการของกองทุนประเภท นี้จะเลือกหุ้นลงทุน เพื่อให้กองทุนได้ผลตอบแทน
เท่าๆ กับผลตอบแทนของดัชนีที่อ้างอิง หรือในที่นี้ ก็คือดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ
เท่านั้น
ถ้าเป็นอย่างนี้กลยุทธ์เชิงรุก จะไม่ดีกว่าหรือ เพราะแค่หลักการกลยุทธ์ในเชิงรุกก็ได้ผลตอบแทน
มากกว่าแล้ว นั่นคือสิ่งที่หลายคนคงสงสัย
คำตอบของประเด็นนี้ ผมขอให้คิดง่ายๆ ตาม หลักการลงทุนที่ใช้ได้ตลอดเวลา
คือ เสี่ยงมาก ได้มาก เสี่ยงน้อยได้น้อย
เพราะขณะที่กลยุทธ์ เชิงรุกมีเป้าหมายเพื่อผลตอบแทนที่เหนือกว่า
และมองหาโอกาสเพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากกว่า แต่ที่ มาควบคู่กันไปด้วยคือ
ความเสี่ยงที่มากขึ้นตามไป ด้วย ความเสี่ยงของกองทุนที่ใช้กลยุทธ์เชิงรุก
คือ ความเสี่ยงจากความผันผวนของดัชนีโดยรวม และความเสี่ยงจากหุ้นรายตัวที่เลือกไว้ในกองทุน
ส่วนกองทุนรวมดัชนี ที่บริหารด้วยกลยุทธ์เชิง อนุรักษ์
มีเพียงความเสี่ยงจากความผันผวนของดัชนีเท่านั้น แต่จะไม่มีความเสี่ยงจากการที่ผู้จัดการ
กองทุนเลือกหุ้นผิด เพราะเชื่อว่า หุ้นที่เลือกไว้นี้จะทำให้กองทุนได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาด
เพราะท้ายสุดแล้วเมื่อกองทุนรวมดัชนีเลือกลงทุนตาม เป้าหมายแล้ว
ผลตอบแทนก็จะขึ้นลงใกล้เคียงกับ ผลตอบแทนของดัชนีที่อ้างอิงมากที่สุด
เช่น กองทุน รวมดัชนีที่อิงกับตลาดหลักทรัพย์ ถ้าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ขึ้น
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (Net Asset Value; NAV) ของกองทุนก็จะขึ้นตามไปด้วยในสัดส่วนที่เท่าๆ
กัน ในทางกลับกันถ้าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ตกมูลค่าทรัพย์สินสุทธิก็ตกตามในสัดส่วนเดียวกัน
โดยไม่มีความหวือหวาของความผันผวนจากราคาหุ้นรายตัวที่ผู้จัดการกองทุนเลือก
ผิดมากระทบ ทำให้ผลตอบแทนแปรเปลี่ยนไปมาก กว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์
ซึ่งทำให้กองทุนหุ้นกองนั้นขาดทุน หรือได้ผลตอบแทนน้อยกว่าดัชนีตลาด
หลักทรัพย์
ทำอย่างไร ให้ขึ้นลงเหมือนดัชนี
ความสงสัยต่อมา คือ เป็นไปได้หรือไม่ ที่ผู้จัดการกองทุนจะบริหารกองทุนรวมดัชนี
ให้ได้ผล ตอบแทนเท่ากับดัชนี
เพื่อตอบโจทย์นี้ ผู้บริหารกองทุนรวมดัชนี ต้อง เลือกลงทุนในหุ้นทุกตัวในอัตราส่วนเดียวกับที่หุ้นนั้นถูกนำมาใช้ในการคิดคำนวณดัชนี
แต่วิธีนี้ต้อง ใช้เวลาและค่าใช้จ่ายสูงมากจนไม่คุ้มกับผลตอบ
แทนที่จะได้ วิธีที่เป็นไปได้มากกว่า คือการคำนวณ ทางคณิตศาสตร์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์เข้ามา
ช่วยเลือกหุ้นจากทั้งหมดที่มีอยู่ในตลาดที่กองทุนดัชนีจะอ้างอิง
ในสัดส่วนที่ต่างกัน และหุ้นที่ เลือกมาเหล่านี้ ก็จะสามารถให้ผลตอบแทนได้
เหมือนกับหุ้นทั้งหมดในตลาด และมูลค่าทรัพย์สิน สุทธิของกองทุนจะขึ้นลงได้ตามดัชนี
ในสัดส่วน เดียวกัน วิธีนี้ผู้จัดการกองทุนรวมดัชนีนิยมกันมาก
เพราะสามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์คำนวณ ซึ่งช่วยลดงานของผู้จัดการกองทุนไปได้มาก
และมีความแม่นยำสูงด้วย
อย่างไรก็ตาม ผมอยากให้เข้าใจตรงกันก่อนว่า ในความเป็นจริงการลงทุนของกองทุนรวมดัชนี
จะไม่ได้ผลตอบแทนเทียบเท่าดัชนีอ้างอิงเสียทีเดียว โปรแกรมคอมพิวเตอร์ก็มีส่วนคลาดเคลื่อนได้
เนื่อง จากการเปลี่ยนแปลงตามสภาวการณ์ของตลาด ความคลาดเคลื่อนอาจทำให้ผลตอบแทนแตกต่างกัน
บ้าง ในแง่บวก คือกองทุนได้ผลตอบแทนมากกว่าดัชนี ในแง่ลบคือได้ผลตอบแทนน้อยกว่าดัชนี
แต่ หากความคลาดเคลื่อนมากขึ้น ผู้จัดการกองทุนก็ สามารถเปลี่ยนแปลงหุ้นในกองทุนใหม่ได้
เพื่อให้มี ผลตอบแทนที่เทียบเคียงกับผลตอบแทนของดัชนี
ตลาดหลักทรัพย์อีกครั้ง โดยหุ้นหรือหลักทรัพย์แต่ ละตัวที่เลือกเข้ามาในกองทุนนี้
ผู้จัดการกองทุนจะไม่สนใจว่าจะมีโอกาสทำกำไรมากน้อยแค่ไหน
เขา สนใจเพียงว่าเป็นหุ้นที่คำนวณแล้วว่า เมื่อรวมกันอยู่
ในกองทุน การเปลี่ยนแปลงของราคาหรือผลประโยชน์ อื่นใดที่กองทุนจะได้รับ
จะสามารถสร้างผลตอบแทน ให้กองทุนรวมดัชนีได้ใกล้เคียงกับดัชนีที่อ้างอิงมาก
ที่สุด
ค่าใช้จ่ายในกองทุน ตัวแปรสำคัญของผลตอบแทน
ในความเป็นจริงนอกเหนือจากความผันผวนยังมีอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่ซื้อกองทุนรวมดัชนีได้
ผลตอบแทนน้อยกว่าผลตอบแทนของดัชนีเสมอนั่นก็คือ ค่าใช้จ่ายของกองทุนนั่นเอง
เพราะทุกอย่าง ในโลกนี้ต้องมีค่าใช้จ่าย กองทุนรวมก็เช่นเดียวกัน
ค่าใช้จ่ายในกองทุนรวม ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายที่ หักโดยตรงจากผู้ลงทุน
เช่น ค่าธรรมเนียมการซื้อ หรือขายคืนหน่วยลงทุน ยังมีค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บ
จากตัวกองทุนรวมเอง เช่น ค่าธรรมเนียมการจัด การ ค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์
ค่าธรรมเนียม นายทะเบียน ซึ่งค่าธรรมเนียมเหล่านี้จะเป็นส่วนหัก
จากผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนจะได้รับ ทำให้ผล ตอบแทนที่ได้กันจริงๆ
น้อยกว่าของดัชนีอ้างอิง
สิ่งที่ผมอยากให้คุณที่สนใจกองทุนรวมดัชนี ใส่ใจให้มากๆ
ก็คือค่าใช้จ่ายนี่แหละ เพราะกองทุน รวมดัชนีระบุไว้แล้วว่า
มีนโยบายจัดสรรการลงทุน ให้ได้ผลตอบแทนเท่ากับดัชนี
ดังนั้นยิ่งค่าใช้จ่ายของ กองทุนมีมาก ผลตอบแทนที่จะกลับไปยังผู้ถือ
หน่วยลงทุนก็จะยิ่งน้อยลง ยิ่งปัจจุบันผู้จัดการ กองทุนไม่ใช่ผู้เลือกหุ้นเข้ากองทุนเอง
เพราะมี โปรแกรมคอมพิวเตอร์คอยช่วย จึงไม่เสียค่าใช้จ่าย
เกี่ยวกับการวิจัย หรือค่าที่ปรึกษาในการวิเคราะห์ หรือคัดเลือกหุ้นแต่ละตัวเหมือนกองทุนหุ้นที่ใช้
กลยุทธ์เชิงรุก
ดังนั้นกองทุนรวมดัชนีจึงควรมีค่าใช้จ่ายในการ บริหารต่ำกว่ากองทุนเหล่านั้นด้วย
นี่ผมรวมไปถึงค่า ธรรมเนียมการซื้อขายหุ้นในกองทุนด้วย
เนื่องจาก โดยธรรมชาติของกองทุนรวมดัชนี จะมีการซื้อขาย
หุ้นในกองทุนต่ำกว่ากองทุนหุ้นทั่วไปอยู่แล้ว เพราะการซื้อขายหุ้นจะเกิดขึ้นเมื่อผู้จัดการกองทุนคำนวณ
แล้วว่าผลตอบแทนของกองทุนไม่เป็นไปตามดัชนี เป็นหลัก
สรุปง่ายๆ เรื่องค่าใช้จ่ายกองทุน คือ ยิ่งกองทุน มีค่าใช้จ่ายต่ำ
ผู้ลงทุนก็จะยิ่งได้ผลตอบแทนมากขึ้น และใกล้เคียงกับดัชนีมากขึ้นด้วย
การเลือกซื้อ หน่วยลงทุนประเภทนี้ ค่าใช้จ่ายจึงควรเป็นปัจจัย
สำคัญในการพิจารณาเลือกซื้อ
ใครที่เหมาะกับกองทุนรวมดัชนี
ปัจจุบัน กองทุนรวมดัชนีในบ้านเรา มีอยู่ 2 กองทุน
ได้แก่ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ เซ็ท อินเด็กซ์
ฟันด์ ของ บลจ.ไทยพาณิชย์ ที่ใช้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
(SET Index) เป็นดัชนีอ้างอิง และกองทุนเปิดทหารไทย
SET 50 ของ บลจ.ทหารไทย ที่ใช้ดัชนีเซ็ท 50
เป็นดัชนีอ้างอิง ทั้งสองกองทุนมีลักษณะที่เหมือนกันคือเป็นกองทุนเปิด
และมีดัชนีอ้างอิงจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเหมือนๆ
กัน แม้ว่าจะใช้ดัชนีคนละตัว แต่หากพิจารณาแล้วหุ้นทั้ง
50ตัวในดัชนีเซ็ท 50 ก็คือหลักทรัพย์ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
เช่นเดียวกัน
เนื่องจากกองทุนรวมดัชนีที่มีอยู่ในตอนนี้เป็น กองทุนหุ้น
และมีเป้าหมายการลงทุนให้ผลตอบ แทนขึ้นลงตามกลุ่มดัชนีตลาดหลักทรัพย์
ผมจึง อยากให้ผู้ที่กำลังสนใจกองทุนประเภทนี้เข้าใจ
ตนเองเสียก่อนว่า ตนเองเหมาะกับการลงทุนใน กองทุนนี้หรือไม่
โดยผู้ที่จะลงทุนในกองทุนรวมดัชนี ควรมีลักษณะดังนี้ครับ
- ต้องการลงทุนระยะยาวในหุ้น โดยเชื่อว่าดัชนี ตลาดหุ้นไทยจะเพิ่มขึ้นในอนาคตและเงินลงทุน
ควรเป็นเงินลงทุนในระยะยาว จะได้ไม่ต้องขาย หน่วยลงทุนทิ้ง
ในบางช่วงที่เป็นตลาดขาลง และทำให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวมดัชนี
ตกตามไปด้วย
- ยอมรับความผันผวนของหุ้นได้ เพราะการซื้อหุ้น
ไม่เหมือนการฝากเงิน ราคามีขึ้นมีลงตลอดเวลา หากคุณเป็นบุคคลประเภทรับไม่ได้เวลาหุ้นตก
ต้องนอนก่ายหน้าผากกังวลตลอดเวลา ก็ไม่ควร ที่จะเลือกลงทุนในกองทุนรวมดัชนี
- คาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนที่ใกล้เคียงกับ ผลตอบแทนของดัชนีอ้างอิง
และพอใจกับผล ตอบแทนที่จะได้ตรงนั้น ไม่ว่าจะเป็นดัชนีตลาด
หลักทรัพย์ฯ หรือดัชนีเซ็ท 50
- เป็นผู้ที่เริ่มต้นลงทุนในหุ้น เพราะกองทุนรวมดัชนี
ใช้นโยบายการลงทุนเชิงอนุรักษ์ จึงมีความ เสี่ยงต่ำกว่ากองทุนหุ้นอื่นๆ
ที่มีความเสี่ยงจากผู้จัดการกองทุน (Active Risk)
เพิ่มเข้ามา เช่น การวิเคราะห์และตัดสินใจซื้อขายหุ้นบางตัว
เพื่อ สร้างความคุ้นเคยก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนใน
กองทุนที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อไป
- ตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกลงทุนในหุ้น แต่ติดปัญหา
ไม่รู้ว่าควรจะลงทุนหุ้นตัวไหนบ้าง เพื่อจะกระจาย
ความเสี่ยง กองทุนรวมดัชนีจะช่วยกระจายความ เสี่ยงให้ได้เท่ากับความเสี่ยงของดัชนี
- ข้อสุดท้าย ถือว่าเป็นข้อดีของกองทุนรวมทุกประเภทไม่เฉพาะแค่กองทุนรวมดัชนีเท่านั้น
ก็ คือ สำหรับผู้ที่มีงบประมาณจำกัดในการลงทุน และไม่มีเวลาพิจารณาในหลักทรัพย์แต่ละตัว
อย่างไรก็ตาม ผมขอย้ำว่ากองทุนรวมดัชนีและกองทุนรวมอื่นๆ
เป็นแค่เพียงทางเลือกหนึ่งของการ ลงทุนในสภาวการณ์ปัจจุบัน
ไม่ใช่คำตอบสำหรับผู้ ที่ต้องการลงทุน จนกว่าจะได้ศึกษาข้อมูลของกองทุน
อย่างละเอียดถี่ถ้วน และที่สำคัญคือ ต้องรู้จักตัวเอง
ว่าต้องการอะไร และเสี่ยงได้มากขนาดไหน
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
(SET Index)
ดัชนีราคาหุ้นประเภทที่คำนวนถัวเฉลี่ยราคาหุ้นสามัญแบบถ่วงน้ำหนัก
ด้วยจำนวนหุ้นจดทะเบียน เป็นดัชนีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยคำนวณขึ้น
โดยใช้หุ้นสามัญจดทะเบียนทุกตัวในตลาดหลักทรัพย์ในการคำนวณ
และแสดงมูลค่าเฉลี่ยของหุ้นสามัญทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์
ณ วันปัจจุบัน เทียบกับมูลค่าเฉลี่ยของหุ้นดังกล่าว
ณ วันฐาน ค่าเปลี่ยนแปลงของดัชนีนี้จึงแสดงถึงระดับการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าหุ้นสามัญทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์ด้วย
ดัชนีเซ็ท 50 (SET 50
Index)
เป็นดัชนีราคาหุ้นที่ตลาดหลักทรัพย์จัดทำขึ้นอีกตัวหนึ่ง
เพื่อใช้แสดงระดับและความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นสามัญ
50 ตัว ที่มีมูลค่าตลาดสูงและการซื้อขายมีสภาพคล่องสูงอย่างสม่ำเสมอ
สูตรและวิธีการคำนวณเป็นเช่นเดียวกับการคำนวณ SET Index
แต่ใช้วันที่ 16 สิงหาคม 2538 เป็นวันฐาน
|