M&W
• Retirement
Investment Planning
Funds' Corner
• College Planning
Insurance
Money Matters
Debt
Legal Clinic
Marriage & Divorce
Inheritance
Money Tales
Money for Money 
M&W Quiz
Property
M&W Family Finance
Money Matters
Debt
Legal Clinic
วันวิสา อาภรณ์ เรื่อง, อนันต์ พิศาลสุทธิกุล ภาพ

น้ำพุเริ่มไม่มั่นใจว่าจะเรียนจบมัธยม ปลายหรือเปล่า หลังจากคุณหมอบอก ข่าวร้ายว่าน้องสาวมีเนื้องอกในสมองจำเป็นต้องส่งตัวมาผ่าตัดที่กรุงเทพฯ อย่างเร่งด่วน นั่นหมายความว่าต้องใช้เงินก้อนใหญ่ ขณะที่ฐานะครอบครัวอยู่ในระดับพอกินพอใช้เท่านั้น

เหตุการณ์นี้เกิดกับน้ำพุ หรือ อทิตยา หงษ์ทอง กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบุรีรัมย์ พิทยา จ.บุรีรัมย์ นับได้ว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของ ชีวิต เพราะอีกปีเดียวเธอจะสอบเอนทรานซ์ ซึ่งเป็น ความตั้งใจของเธอที่จะเรียนต่อระดับอุดมศึกษา แต่ เงินที่ครอบครัวพยายามเก็บสะสมไว้เพื่อการศึกษา ของลูกๆ นี้ ต้องนำไปใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลน้องสาว ซึ่งคุณหมอบอกว่ามีค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาท

ครอบครัวของน้ำพุมีรายได้หลักมาจากร้านอู่ซ่อม รถขนาดเล็กที่มีคุณพ่อเป็นเจ้าของ ซึ่งรายได้ที่เข้ามา ไม่สม่ำเสมอ แค่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเท่านั้น

“ช่วงนั้นเป็นห่วงน้องมาก ขณะที่อีกความรู้สึกไม่ ต้องการออกจากโรงเรียนกลางคัน” เธอถ่ายทอดช่วง เวลาวิกฤติของครอบครัว “แต่เหมือนฟ้ามาโปรด อาจารย์แจ้งให้นักเรียนทุกคนในห้องทราบว่าใคร เดือดร้อนเรื่องเงินให้มาปรึกษาเพื่อหาทางออกร่วมกัน หนูจึงนำไปเล่าให้พ่อแม่ฟังและท่านเห็นด้วย”

เช้าวันต่อมา น้ำพุมีความรู้สึกว่าเป็นวันแห่งความ หวัง โอกาสที่จะได้เรียนต่อตามที่ใฝ่ฝัน สิ่งแรกที่เธอ ทำเมื่อถึงโรงเรียนคือ เข้าปรึกษาอาจารย์เรื่องการขอ กู้เงินเรียนต่อ และเธอตัดสินใจขอกู้ทันที เมื่อทราบ รายละเอียดของโครงการ

รู้จัก กยศ. หรือ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

 
ดร.เปรมประชา ศุภสุนทร ผู้จัดการกองทุน กยศ.

เงินในโครงการที่น้ำพุตัดสินใจขอกู้ในทันที คือ โครงการภายใต้ชื่อ “กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 28 มีนาคม 2538 เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา จากครอบครัวที่มี รายได้น้อยกู้ยืมเพื่อศึกษาต่อในระดับมัธยมปลายจน ถึงปริญญาตรีภายในประเทศ

เมื่อน้ำพุทำเรื่องขอกู้เงินผ่าน กยศ. เธอไม่ทราบ เลยว่าจะได้รับเงินหรือไม่ ช่วงเวลาแห่งการรอนั้นคือ เวลาที่ทรมานมากสำหรับเธอ แต่ช่วงเวลานั้นก็สิ้นสุด ลงในเช้าวันที่อาจารย์ที่ปรึกษานำข่าวดีมาบอกว่าเธอ ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกองทุนฯ “

ดีใจมากที่ไม่ต้องเป็นภาระครอบครัวอีกต่อไป เพราะเงินที่ได้มาจากกองทุนสามารถจ่ายทั้งค่าเทอม และค่าใช้จ่ายส่วนตัวทุกเดือนจนจบการศึกษา” น้ำพุ บอกความรู้สึกหลังจากที่รอลุ้นมาถึง 3 เดือน

น้ำพุกู้เงินจากกองทุน กยศ. ปีละ 7,000 บาท โดยจ่ายผ่านธนาคารกรุงไทย แบ่งค่าใช้จ่ายหลักออก เป็นสองส่วน คือ ค่าเทอม ซึ่งกองทุนฯ จ่ายโดยตรงกับทางโรงเรียน และค่าใช้จ่ายส่วนตัว ซึ่งจะจ่ายผ่าน ATM เดือนละ 500 บาท และในกรณีที่นักเรียนกู้เงิน เรียนมาตั้งแต่ระดับมัธยม ก็สามารถกู้เงินเพื่อเรียน ต่อจนจบปริญญาตรีได้ทันที

น้ำพุนับเป็นหนึ่งในผู้โชคดี เพราะเมื่อจบ ม.6 เธอก็สอบเอ็นทรานซ์ได้ในภาควิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้รับเงิน จากกองทุนเพิ่มเป็นปีละ 71,000 บาท ซึ่ง กยศ. จะจ่ายค่าเทอมปีการศึกษาละครั้งให้กับมหาวิทยาลัย โดยตรง เป็นเงิน 17,000 บาท เงินส่วนที่เหลือแบ่ง เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว อุปกรณ์การเรียน ค่าหอพัก ซึ่งตอนนี้น้ำพุได้เงินเฉลี่ยเดือนละ 4,000 บาท

“หนูอาจจะโชคดีกว่าเพื่อนอีกหลายคนที่อยู่ สถานศึกษาเดียวกัน คือ ได้รับการคัดเลือกให้อยู่ หอพักใน ซึ่งจุฬาฯ คิดค่าเช่าหอพักเป็นเทอมๆ ละ 3,000 บาท ถือว่าถูกมากและยังได้รับทุนอาหาร กลางวันจากสมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ”

ปัจจุบันน้ำพุขึ้นปี 2 แล้ว และถือว่ากองทุน กยศ. ให้โอกาสและสานฝันให้เธอก้าวไปได้ครึ่งทาง แล้ว ซึ่งเธอมีปณิธานเมื่อเรียนจบจะรีบหาเงินคืน กองทุนให้เร็วที่สุด เพราะอยากให้รุ่นน้องที่มีความ เดือดร้อนทางการเงินมีโอกาสเหมือนเธอบ้าง

เธอวางแผนคืนเงินกองทุนด้วยการเข้าร่วมโครงการ สอนดนตรีไทยให้เด็กไทยในต่างแดน ซึ่งเป็นโครงการ ของภาควิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ โดยรุ่นพี่ หลายคนที่ไปทำงานเล่าให้ฟังว่า สามารถเก็บเงินกลับมาได้ราว 2-3 แสนบาท ด้วยยอดเงินขนาดนี้ เธอจะสามารถคืนเงินให้กองทุนได้ครึ่งหนึ่ง ส่วนที่ เหลือค่อยๆ ทยอยผ่อนกับธนาคารกรุงไทย

กองทุน กยศ. กู้ง่าย ผ่อนสบาย

ดร.เปรมประชา ศุภสุนทร ผู้จัดการกองทุน กยศ. เล่าให้ฟังว่า รัฐบาลจัดตั้งกองทุนนี้ขึ้นมาเพื่อเพิ่ม โอกาสทางการศึกษาแก่นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยให้เงินกู้เพื่อเป็นค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยว เนื่องกับการศึกษา และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการครอง ชีพระหว่างการศึกษาโดยรัฐบาลจ่ายให้ 100 เปอร์เซ็นต์

กองทุน กยศ. เริ่มให้กู้เมื่อปี 2539 ยอดเงินรวม แล้วประมาณ 1.58 แสนล้านบาท (ดูกราฟ) มีนักเรียนและนักศึกษาในโครงการสูงถึง 2 ล้านราย

               จำนวนเงินกู้กองทุน กยศ.


ที่มา : กยศ.
หน่วย : ล้านบาท

“ผมมองว่ารัฐบาลมองการณ์ไกล ที่ช่วยเด็กที่ไม่มี โอกาสได้เรียนหนังสือ เป็นการยกระดับความรู้ความ สามารถของคนระดับรากหญ้าในลักษณะยั่งยืน” ดร.เปรมประชาบอก และเมื่อถามว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่า กองทุนนี้จะยืนบนขาตัวเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากรัฐบาล คำตอบคือ

“คาดว่าอีก 15 ปีจากนี้ไป กองทุนจะแข็งแรง เพียงพอที่รัฐไม่ต้องยื่นมือเข้ามาโอบอุ้มอีก ดังนั้น เด็กที่เข้าข่ายกู้ยืมได้ ไม่ต้องกังวลว่ากองทุนจะยกเลิก กลางคัน” แต่นั่นหมายความว่าเด็กที่อาศัยเงินกู้จาก กยศ. จนเรียนจบ ที่ได้งานแล้วจะต้องคืนเงินให้กับ กองทุน เพื่อนำเงินไปหมุนเวียนให้รุ่นน้องๆ ได้กู้ยืม ต่อไป

จะกู้ กยศ. ได้อย่างไร

คุณสมบัติขอกู้เงิน กยศ. นั้น ต้องเรียนในระดับ มัธยมปลายจนถึงปริญญาตรี และรายได้ของผู้ปกครอง (ครอบครัว) รวมกันไม่เกิน 150,000 บาทต่อปี

ส่วนรายละเอียดที่ต้องกรอกข้อมูลลงไปในแบบ ฟอร์มการกู้เงิน ที่สามารถขอได้จากสถานศึกษาที่ตน ศึกษาอยู่ จะเป็นข้อมูลประวัติส่วนตัวของครอบครัว เมื่อกรอกเรียบร้อยแล้วก็ยื่นใบสมัคร พร้อมรูปถ่าย สำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวนักเรียนหรือบัตรนิสิต ชื่อผู้ปกครอง ใบรับรองรายได้ ของผู้ปกครอง และผู้ค้ำประกันซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหัวหน้าหมวดหรือภาควิชา

หลังจากอธิการบดีหรือคณบดีเซ็นรับรองใบสมัครแล้ว ต้องรอผลการพิจารณาอีก 30 วัน โดย ทางกองทุนฯ จะมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาไปยังสถานศึกษา ซึ่งจะดำเนินการแจ้งให้ผู้ขอกู้ทราบ จะได้ติดต่อธนาคารกรุงไทยขอเปิดบัญชีออมทรัพย์

กองทุน กยศ. จัดสรรเงินกู้ให้ตามระดับ การศึกษา ซึ่งแยกออกเป็น

ระดับ ม.ปลาย กู้ได้ไม่เกิน 55,440 บาท ระดับ ปวช. 62,500 บาท ระดับ ปวท.,ปวส.,อนุปริญญา 70,240 บาท และปริญญาตรี 100,000 บาท นักเรียนและนักศึกษาสามารถกู้ต่ำกว่าที่กำหนด แต่ไม่สามารถกู้เงินเกินวงเงินที่กำหนดไว้ (ดูตาราง)

ขอบเขตการใช้เงินใน 1 ปีการศึกษา

ค่าเล่าเรียน

 ค่าใช้จ่ายเกี่ยว
เนื่องกับการศึกษา

ค่าครองชีพ

รวม (บาท)

 ที่พัก

ค่าใช้จ่ายส่วนตัว

ม. ปลาย

10,440

3,000

18,000

24,000

55,440

ปวช.

16,500

4,000

18,000

24,000

62,500

ปวท. , ปวส. , อนุปริญญา

20,240

4,000

18,000

28,000

70,240

ปริญญาตรี

46,000

6,000

18,000

30,000

100,000

 ตอนนี้ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นตั้งแต่จัดตั้งกองทุนฯ คือ เงินถึงมือนักเรียน นักศึกษา ล่าช้า จนทำให้นักเรียนบางคนต้องไปกู้เงินนอกระบบ มาจ่ายเป็นค่า เล่าเรียนเป็นการเฉพาะหน้า ซึ่งกองทุนฯ แก้ปัญหานี้ ด้วยการให้สถานศึกษาทั่วประเทศ แจ้งให้ผู้กู้รายเก่า กรอกแบบฟอร์มการกู้เงินไว้ล่วงหน้า คือก่อนปิด เทอมที่ 2 แล้วส่งมาที่กองทุนฯ ก่อน ส่วนผู้กู้รายใหม่ รวบรวมส่งมาให้ในภายหลัง

วิธีการนี้ช่วยให้ผู้กู้รายเก่าได้รับเงินอย่างต่อเนื่อง ทุกเดือนจนจบการศึกษา ส่วนผู้กู้รายใหม่ได้รับการ พิจารณาและอนุมัติเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษา เล่าเรียนได้รวดเร็วมากขึ้น” ดร.เปรมประชาอธิบาย และยังบอกต่ออีกว่า กองทุนฯ นี้ไม่ใช่กองทุนให้ฟรี แต่คิดอัตราดอกเบี้ยปีละ 1 เปอร์เซ็นต์ ให้เวลาผ่อน ชำระเงินกู้นานถึง 15 ปี ซึ่งจะผ่อนผันไม่ต้องชำระหนี้ในปีแรกที่เรียนจบ แต่ไปเริ่มในปีที่ 2 โดยธนาคาร กรุงไทยจะส่งจดหมายติดต่อเพื่อให้มาชำระหนี้ผ่าน สาขาธนาคารใกล้บ้าน

“ยอดชำระเงินกู้แตกต่างกันไป สามารถติดต่อกับ ธนาคารกรุงไทยใกล้บ้าน ให้เจ้าหน้าที่ช่วยคำนวณว่า รายได้ต่อเดือนระดับนี้ควรจ่ายคืนเท่าไร แต่จะต้อง จ่ายคืนให้ครบทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยภายใน 15 ปี” คำอธิบายจาก ดร.เปรมประชา

สำหรับข้อแนะนำในการชำระคืนเงินกู้ ก็ยึดหลัก การบนพื้นฐานความจริงที่ว่า นักศึกษาเพิ่งจบเริ่มต้น ทำงานใหม่ เงินเดือนยังไม่มาก เริ่มต้นจ่ายเงินคืน ปีแรกด้วยจำนวนน้อย แล้วเพิ่มขึ้นในปีถัดไป ตามเงิน เดือนที่ปรับสูงขึ้น หากยังไม่มีงานทำ แต่ถึงกำหนด ชำระหนี้แล้ว ให้มาติดต่อธนาคารเพื่อขอผ่อนผัน

การพิจารณาเงื่อนไขการชำระหนี้ยืดหยุ่นมาก โดยปี 2542 ซึ่งเป็นปีแรก จนถึงปัจจุบันมีผู้ถึง กำหนดชำระหนี้ 460,000 แสนราย เป็นเงิน 770 ล้านบาท และจาก 2 ล้านราย มีผู้ค้างชำระ 35 เปอร์เซ็นต์ ประมาณ 160,000 ราย รวมเป็นเงิน 400 ล้านบาท

จากจำนวน 460,000 ราย กองทุนจัดเก็บได้สูง ถึงกว่า 900 ล้านบาท เงินส่วนต่างจากผู้มาชำระก่อนกำหนดประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่ง กยศ. นำไป เป็นทุนหมุนเวียนให้ผู้ขอกู้รุ่นถัดไป ส่วนผู้ที่ไม่มา ชำระตามกำหนด จะหามาตรการให้พวกเขามาชำระหนี้ต่อไป

“กองทุนฯ ไม่มีบุคลากรที่จะบริหารจัดการด้าน การเงิน จึงจ้างธนาคารกรุงไทยให้ดูแลทั้งค่าเล่าเรียน และค่าใช้จ่ายส่วนตัวของทั้ง 2 ล้านคน เราย้ำเสมอ ให้จ่ายตามเวลาที่กำหนด นอกจากนี้ทางกรุงไทยยังทำหน้าที่ติดตามทวงหนี้ ผู้ถึงกำหนดชำระเงินให้ เราด้วย โดยรับเงินค่าบริหารปีละ 200 กว่าล้านบาท”

"กว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าไม่มีกองทุน กยศ. คงไม่มีวันนี้เช่นเดียวกัน"

เป็นคำพูดของน้องกั๊ก หรือ สุพรรษา ลายเมฆ อดีตนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ เอกโฆษณาโทรวิทยุโทรทัศน์ สถาบันราชภัฏสวนสุนันทา ปัจจุบันผู้สื่อข่าวออนไลน์ บริษัท ไทยเดย์ ในกลุ่มหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ จากโครงการกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ที่เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาที่ขาดทุนทรัพย์ในการเล่าเรียนแต่มีความมุ่งมั่น ทุกวันนี้หลายคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตการงาน หนึ่งในนั้นคือ น้องกั๊ก

"ว่ากันง่ายๆ หนูเรียนจบเพราะเงิน กยศ."

ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ครอบครัวของกั๊กถูกมรสุมซัดกระหน่ำ คุณพ่อคุณแม่แยกทางกัน เธอกับ

พี่สาวเลือกที่จะอยู่กับคุณแม่ แต่เป็นช่วงจังหวะไม่ดีนักเมื่อบริษัทที่แม่ทำงานอยู่ประกาศปิดกิจการ

"ท่านกลุ้มใจมาก ไม่มีงานทำแต่มีค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ค่าเล่าเรียนลูกอีก 2 คน" เธอเล่าว่า "เห็นสีหน้าแล้วเป็นห่วง แต่ไม่รู้ว่าจะช่วยเหลือได้อย่างไร"

สุภาษิตจีน "ฟ้ายังมีตา" ใช้ได้ดีกับน้องกั๊ก ขณะที่เดินเข้าประตูโรงเรียนวัดน้อยใน แถวตลิ่งชัน ตอนนั้นเธอยังเรียนมัธยมปีที่ 6 เธอเดินเข้าห้องอาจารย์ฝ่ายแนะแนวเมื่อถูกถามว่าจะปรึกษาเรื่องอะไร เธอจึงเล่าปัญหาครอบครัวให้อาจารย์ฟัง

"หนูบอกอาจารย์ว่าอาจจะต้องออกจากโรงเรียน อาจารย์บอกให้ใจเย็นๆ แล้วก็แนะนำให้ลองกู้เงินกองทุน กยศ"

ที่สุด กั๊กได้รับอนุมัติเงินทุนเพื่อการศึกษาจาก กยศ. จำนวน 13,000 บาท แบ่งเป็นค่าเทอม 1,500 บาท ที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว และหลังจากจบชั้นมัธยมปลาย เธอสอบเข้าสถาบันราชภัฏสวนสุนันทาได้ และระหว่างศึกษากั๊กกู้เงิน กยศ. ปีละ 30,000 บาท จ่ายค่าเทอม 2 เทอม จำนวน 9,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 21,000 บาท เฉลี่ยจ่ายเดือนละ 1,700 บาท เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวและอุปกรณ์การเรียน

"เงิน 1,700 บาท ไม่พอ เพราะสาขาที่เรียนเน้นปฏิบัติเยอะมาก อาจารย์ให้ทำงานโฆษณาชิ้นหนึ่ง ต้องเสียค่า เช่าห้องตัดต่อชั่วโมงละ 800 บาท ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมง นี่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ"

ทางออกของกั๊กกับเพื่อนที่มีปัญหาด้านการเงิน คือ รวมกันเป็นทีมแล้วไปติดต่อบริษัทโฆษณารับจ้างทำเบื้องหลัง หาสถานที่ หาชุดให้นายแบบนางแบบ หรือถ่ายภาพนิ่ง เพื่อหาเงินมาใช้จ่ายระหว่างเรียน

"แต่รายได้ไม่แน่นอน บางเดือนแบ่งกันแล้วได้หลายพันบาท บางเดือนไม่มีงานเข้ามาเลย"

เพราะรายได้ไม่แน่นอน กั๊กใช้วิธีนำเงินจำนวนหนึ่งที่ได้จากกองทุน กยศ. มาซื้อของกิ๊ฟต์ช็อปที่ตลาดสำเพ็ง แล้วไปขายหลังเลิกเรียนหรือวันหยุด ตามตลาดนัดย่านบางบัวทอง

“รายได้จากการขายก็พออยู่ได้ ถ้าขายดีๆ เคยมีกำไรสูงถึง 700 บาทต่อวัน แต่วันไหนขายไม่ค่อยได้ก็ไม่มีกำไร โดยเฉลี่ยมีเงิน เข้ากระเป๋า 100-200 บาท ” กั๊ก เล่าถึงการสู้ชีวิตระหว่างเรียน

ตลอดระยะเวลาศึกษาที่สวนสุนันทา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเธออยู่ได้เพราะเงินกู้ยืม กยศ. เป็นหลัก และวันนี้เธอ ประสบความ สำเร็จในชีวิตการงาน มีเงินเดือนหมื่นบาทต้นๆ และกำลังทำหน้าที่ลูกที่ดี นอกจากนี้เก็บเงินไว้สำหรับจ่ายหนี้คืน กยศ. ปีหน้า เพราะได้รับการผ่อนผันหนึ่งปีหลังจบการศึกษา

“ปีหน้าหนูจะเริ่มทดแทนบุญคุณ กยศ.ด้วยการจ่ายหนี้คืน ”

ทั้งนี้ นักเรียนและนักศึกษาที่ครอบครัวมีปัญหา ทางด้านการเงินตรงตามเงื่อนไข สามารถขอกู้เงิน จาก กยศ.ได้ โดยสอบถามรายละเอียดจากสถาน ศึกษาที่ท่านเรียน หรือสำนักงานกองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา (สกยศ.) 0-2643-1461-7, สายด่วน กยศ.1597



 เครื่องมือการวางแผน
 วิธีหา Net Worth
 วิธีจัด Portfolio
 ค้นหากองทุนรวม
 Bond Calculator
 Saving Calculator
 วางแผนการเกษียนอายุ
 วางแผนประกันชีวิต
 วางแผนการศีกษา
 บริหารหนี้
 IBES Earnings
  Consensus
 Statement รวม
 อื่นๆ