M&W
• Retirement
Investment Planning
Funds' Corner
• College Planning
Insurance
Money Matters
Debt
Legal Clinic
Marriage & Divorce
Inheritance
Money Tales
Money for Money 
M&W Quiz
Property
M&W Family Finance
Money Matters
Debt
Legal Clinic
นายพันชั่ง

“เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม” หรือ “เพื่อชีวิตที่ง่ายขึ้น”

เหตุผลหลักที่ทำให้คนอย่างพวกคุณ ไม่เคยหยุดนิ่ง หากแต่พยายามคิดค้น หาแนวทางใหม่ๆขึ้นมาเพื่อพัฒนาระบบ สร้างระเบียบวิธีคิดและแนวปฏิบัติอย่างใหม่ๆ ขึ้นมาแทนที่ของเก่า ที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของพวกคุณได้

และการจัดระบบและระเบียบในแต่ละครั้ง มีผลกระทบทำให้พวกผมมีรูปโฉมเปลี่ยนไป ซึ่งในคราวนี้ผมจะพูดถึงการเปลี่ยนโฉมจากเงินโลหะมาเป็นเงินกระดาษ หรือที่เรียกกันในภาษาวิชาการว่า “ธนบัตร”

ธนบัตร หรือ ที่คนใกล้ชิดเรียกว่า “แบงก์”นั้น พัฒนาตนเองมาจากเอกสารทางการเงิน อย่าง ตั๋วสัญญาใช้เงิน, ตั๋วแลกเงิน, ใบสั่งจ่ายเงิน และใบรับฝากเงิน ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในธุรกิจการค้าในช่วงศตวรรษที่ 4 ซึ่งช่วงนั้น ญาติผู้พี่อีกคนของผม-คุณกษาปณ์(ทั้งที่เป็นเงินและทอง)ยังมีบทบาทโดดเด่นในวงการธุรกิจ การค้า เพราะสามารถอำนวยความสะดวกให้กับพวกคุณในหลายด้าน นั่นคือ โลหะที่ใช้ผลิตมีค่ามาตรฐาน, ควบคุมระบบการผลิตได้ และสามารถทอนค่าได้อย่างชัดเจน จึงทำให้คุณกษาปณ์ครองใจผู้ใช้เงินมาได้นานกว่า 10 ศตวรรษ

ขณะเดียวกันการเติบโตของธุรกิจ ที่ทำให้คุณกษาปณ์ป๊อปมากนี่แหละ ที่ก่อให้เกิดภาระหลายอย่าง อาทิ ภาระด้านการผลิต คือต้องหาวัตถุดิบมาผลิตเพื่อให้พอกับความต้องการ อีกทั้งยังต้องหาสถานที่เก็บ และยังต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนย้ายและรักษาความปลอดภัยอีกด้วย ภาระเหล่านี้เองที่ทำให้คุณกษาปณ์เสื่อมความนิยม ทำให้คุณแบงก์ก้าวเข้ามาแทนที่ ซึ่งตามประวัติศาสตร์จีนระบุว่าในช่วงศตวรรษ 10 มีการออกใบรับฝากเงิน เพื่อแก้ปัญหาในการขนย้ายถุงเหรียญอีแปะ โดยใบรับฝากเงินสามารถนำไปชำระหนี้ได้ โดยเก็บเหรียญอีแปะไว้(ก่อน)เพื่อโอนให้แก่กันตอนหลัง ความสะดวก(ไม่ต้องนับและขนย้าย) และความปลอดภัย ทำให้ใบรับฝากนี้ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง และในที่สุดรัฐบาลจีนจึงจัดพิมพ์ใบรับฝากเงิน หรือที่เรียกกันต่อมาว่า “ธนบัตร” ขึ้น เพื่อให้เป็นทางเลือกสำหรับคุณผู้ใช้เงินทั้งหลายอีกทางหนึ่ง

ส่วนการถือกำเนิดของ คุณแบงก์ ในยุโรปนั้น มีพัฒนาการอย่างแยกไม่ออกกับธนาคารพาณิชย์ ซึ่งตามประวัติศาสตร์ยุโรป ระบุว่าในช่วงศตวรรษที่ 4-17 การโอนและส่งเงินเข้าบัญชีค่อยเจริญขึ้น ทำให้เกิดตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน ใบสั่งจ่ายเงินและใบรับฝากเงินมากขึ้น และกลุ่มคนที่ได้รับความไว้วางใจให้ออกเอกสารทางการเงินเหล่านี้ โดยลูกค้าจะนำทองคำมาฝาก แล้วรับหลักฐานในรับฝากทองคำจากช่างทองกลับไป ซึ่งมีลูกค้าหลายนำใบรับฝากทองคำที่ช่างทองออกให้ไปใช้ชำระหนี้แทนเงินมากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ในศตวรรษที่ 16 ประเทศ ประเทศในทวีปยุโรปต่างมีเหรียญกษาปณ์ของตนใช้ การติดต่อค้าขายซึ่งกันและกัน ทำให้เหรียญกษาปณ์ปะปนกัน แต่เหรียญของแต่ละชาติจะมีน้ำหนักและความบริสุทธิ์ของเนื้อโลหะไม่เท่ากัน เพราะมีมาตรฐานการผลิตต่างกัน ช่างทองและช่างเงินซึ่งชำนาญการดูเนื้อโลหะจึงมองเห็นลู่ทางทำธุรกิจ เริ่มจากรับตรวจน้ำหนักและความบริสุทธิ์ของเหรียญกษาปณ์จากต่างประเทศ ต่อด้วยการรับซื้อเหรียญกษาปณ์เพื่อนำไปขายต่อให้กับผู้ใช้เงินที่ต้องการเหรียญของประเทศต่างๆ เพื่อใช้ในการทำธุรกิจ การซื้อขายเงินตราระหว่างประเทศของช่างเงินและช่างทองนี่เอง ที่เป็นต้นแบบของธุรกิจนับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์

ส่วนธุรกิจรับฝากทองก็พัฒนาขึ้นมาเป็นธุรกิจรับฝากเงินองธนาคารพาณิชย์และใบรับฝากทองจึงกลายเป็น Bank Note ซึ่งพวกคุณ คนไทยเรียกขานว่า “ธนบัตร” นั่นเอง

ใบรับฝาก – ตั๋วแลกเงิน – บัตรธนาคาร หรือธนบัตร คือเงินสายพันธุ์ใหม่ที่สร้างขึ้นจากความเชื่อถือในระบบการควบคุม ระบบการใช้โดยมีกฎหมายรับรอง ซึ่งต่างจากเงินสายพันธุ์เก่าที่ความเชื่อถือเกิดขึ้นจากค่าที่มีอยู่ในตัวของเนื้อโลหะที่ใช้ในการผลิต

และนี่คือภาพสะท้อนที่ทำให้ผมมั่นใจว่าในสังคมของพวกมนุษย์อย่างคุณ (คุณ)ค่ากับราคา เป็นคนละเรื่องเดียวกัน

ข้อมูลจาก เบี้ย บาท กษาปณ์ แบงก์ โดยนวรัตน์ เลขะกุล



 เครื่องมือการวางแผน
 วิธีหา Net Worth
 วิธีจัด Portfolio
 ค้นหากองทุนรวม
 Bond Calculator
 Saving Calculator
 วางแผนการเกษียนอายุ
 วางแผนประกันชีวิต
 วางแผนการศีกษา
 บริหารหนี้
 IBES Earnings
  Consensus
 Statement รวม
 อื่นๆ