M&W
• Retirement
Investment Planning
Funds' Corner
• College Planning
Insurance
Money Matters
Debt
Legal Clinic
Marriage & Divorce
Inheritance
Money Tales
Money for Money 
M&W Quiz
Property
M&W Family Finance
Money Matters
Debt
Legal Clinic
เทพ รุ่งธนาภิรย์

ผมเชื่อว่าใครๆ ก็ชอบเรื่องช็อปปิ้ง ถ้ามีการแข่งขันกัน คนไทยคงจะได้ครองแชมป์อย่างแน่นอน

สำหรับการช็อปปิ้งของผมจะเน้นไปในการค้นหาหุ้นห่านทองคำ เพราะผมมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะต้องค่อยๆ สะสมห่านทองคำให้มากพอที่จะมีไข่ห่านทองคำในแต่ละปี จนผมสามารถเป็นไททางการเงินได้อย่างยั่งยืน

ผมเคยมีภาพผิดๆ เกี่ยวกับตลาดหุ้น เพราะเคยมีประสบการณ์ที่เจ็บปวดเมื่อเศรษฐกิจฟองสบู่แตกดังโพละ เคยมองตลาดหุ้นเป็นถ้ำเสือที่มีภยันตราย แต่ก็ได้สติเพราะอ่านพบสุภาษิตจีนที่ว่า “ถ้าไม่เข้าถ้ำเสือ แล้วใยจะได้ตัวลูกเสือเล่า ?”

ผมจึงตัดสินใจเข้าถ้ำเสือด้วยการเตรียมพร้อมอย่างยิ่ง ลูกเสือที่ผมสนใจกลายเป็นห่านจำนวนหลายร้อยตัว ห่านเหล่านี้มีจำนวนหนึ่งที่ผมสืบทราบมาว่าเป็นห่านทองคำ หน้าที่ของผมคือค้นหาห่านทองคำเหล่านั้น

ผมได้ไปค้นเจอตาข่ายมหัศจรรย์ชื่อว่า “คำถามยุทธศาสตร์ 4” ซึ่งเมื่อผมเหวี่ยงตาข่ายมหัศจรรย์นี้ไปที่ห่านตัวใด ไม่ช้าผมก็สามารถรู้ได้ว่า ห่านตัวนั้นคือห่านทองคำหรือห่านทองเค

เมื่อแน่ใจว่าเป็นห่านทองคำแท้ๆแล้ว หากผมต้องการนำห่านกลับบ้านก็ทำได้ แต่มีข้อแม้ว่าผมจะต้องนำเงินไปชำระค่าห่านทองคำก่อน !

ในฐานะที่ผมเป็นนักช็อปปิ้ง ผมก็อยากจะซื้อห่านในราคาถูก แต่บางครั้งเป็นจังหวะเดียวกับที่คุณกระทิงแวะมาใกล้ถ้ำ ก็ดูจะมีคนอื่นๆ อีกมากที่ต้องการซื้อห่านทองคำตัวเดียวกันเป๊ะ กับที่ผมกำลังเล็งอยู่ ราคาห่านก็เลยขยับสูงจนผมรู้สึกว่าแพงเกินไป

คำถามคือแล้วจะรู้ได้อย่างไรกันว่า ราคาห่านถูกหรือแพงไป

นั่นแหละครับ...คือคำถามที่ผมจะต้องถามตัวเองประจำว่าหุ้นดีๆ ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแรง สามารถจ่ายเงินปันผลได้ แต่ละตัวนั้นมีราคาน่าซื้อลงทุน หรือแพงเกินไป

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ได้คิดสูตรมากมายในการคำนวณหามูลค่าหุ้น ซื่งผมเองยอมรับว่าผมยังต้องเรียนรู้อีกมาก แต่ผมเข้าใจว่านักลงุทนส่วนใหญ่นิยมใช้กันอยู่ 3 แบบ เพราะเป็นสูตรง่ายๆ มีดังนี้

1. Price to Book (P/B) Ratio

2. Price to Earning (P/E) Ratio

3. Dividend Yield Discount Model

P/B Multiple คือพยายามกำหนดว่าราคาหุ้นควรจะเป็นกี่เท่าของราคาตามบัญชีต่อ หุ้น(Book Value Per Share หรือ BPS) เช่นถ้า BPS ออกมาเท่ากับ 11.00 บาท ถ้า P/B เท่ากับ 1 เท่า มูลค่าหุ้นก็จะเท่ากับ 11.00 บาท, 1 ? เท่า เท่ากับ 16.50 บาท, 2 เท่า เท่ากับ 22.00 บาท ผมเองจะใช้วิธีนี้เป็นองค์ประกอบบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้า P/B ต่ำกว่า 1 เท่า เพราะแปลว่าเราสามารถซื้อหุ้นได้ถูกกว่าเจ้าของเดิม แต่ผมยังจำเป็นต้องดูเรื่องการทำกำไรและการจ่ายเงินปันผลให้มั่นใจอีกครั้งก่อน จึงค่อยตัดสินใจ

แบบที่ 2 คือ P/E Multiple จะใช้ราคาหุ้นไปอิงกับกำไรสุทธิต่อหุ้น มีหลายคนกล่าวว่าราคาหุ้นในเมืองไทยยังถูกมาก ถ้าเห็น P/E ของทั้งตลาดอยู่ต่ำกว่า 7 เท่า ผมเองเคยดูว่าหุ้นตัวไหนมี P/E ต่ำกว่า 10 เท่า ถือว่าถูก ลงทุนซื้อได้ ปรากฏว่าได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง เพราะคุณภาพการทำกำไรของแต่ละบริษัทไม่เหมือนกัน ที่ร้ายคือกำไรของบางบริษัทยังไม่ได้อยู่ในรูปของเงินสด

ในปัจจุบันผมเลือกแบบที่ 3 คือใช้ dividend yield เป็นหลักเพราะง่ายดี ไม่ต้องกังวลกับสูตรอื่นๆให้ปวดหมอง นอกจากนี้ dividend หรือเงินปันผลยังเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเงินสดโดยตรง บริษัทที่มีกำไรว่าจะจ่ายเงินสดปันผลได้ ดังนั้นบริษัทที่สามารถจ่ายเงินปันผลได้จึงต้องมีฐานะสภาพคล่องทางการเงินที่ดีกว่า

นอกจากนี้ เงินปันผลยังเป็นสิ่งที่นักลงทุนได้รับผลตอบแทนอย่างเป็นรูปธรรมจากบริษัทจดทะเบียน บริษัทเหล่านี้แหละครับที่ผมชื่นชอบ ถือเป็นหุ้นห่านทองคำที่จะต้องไปช็อปเอามาไว้ในสวนแห่งเสรีภาพ

เมื่อตอนที่ตลาดหุ้นยังค่อนข้างเงียบ ผมสามารถเลือกลงทุนในหุ้นเจ๋งๆที่มี dividend yield สูงกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ได้หลายตัว แต่พอตลาดหุ้นเริ่มคึกคัก อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดมีแนวโน้มลดต่ำลงจนติดดิน ราคาหุ้นก็เริ่มขยับขึ้นเร็วกว่าการเติบโตของเงินปันผลจน dividend yield ในปัจจุบันเหลือแต่ single digit และยังทำท่าเหมือนกับจะค่อยๆ ลดต่ำลงเหมือนกับอัตราดอกเบี้ยซะด้วยซิ

การที่ dividend yield เริ่มลดต่ำลงแสดงว่าผมต้องจ่ายเงินซื้อหุ้นในราคาที่สูงขึ้น ซึ่งหมายความว่าความเสี่ยงของผมก็ค่อยๆ สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะถ้าไม่ยอมสู้ราคาบ้าง ผมก็จะไม่ได้หุ้นห่านทองคำกลับบ้านอีกเลย

ช่วงนี้แหละครับที่การเลือกห่านทองคำเข้าเล้าเริ่มจะเป็นเรื่องของการใช้ดุลยพินิจอย่างรอบคอบมากขึ้น ในการซื้อหุ้นที่มี dividend yield ต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ผมเริ่มนำอัตราการเติบโตของการทำกำไรและการจ่ายเงินปันผลเข้ามาร่วมพิจารณาด้วย ผมได้กำหนดสูตรเป็นแนวทางการคำนวณมูลค่าหุ้นซึ่งเวลาซื้อขายจริงต้องใช้ดุลยพินิจประกอบด้วยเสมอ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น สมมุติว่า DPS คือ 2 บาท มูลค่าหุ้นที่คำนวณออกมาได้สามารถแตกต่างกันไปตั้งแต่ 20-50 บาท ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับ growth rate ในระดับต่างๆ

อัตราเติบโตที่คาดคะเน Dividend Yield มูลค่าหุ้นที่ควรเป็น
0 - 3 %  10% 20.00
3.1-6 % 9% 22.25
6.1-9 % 8% 25.00
9.1-12 % 7% 28.50
12.1-15 % 6% 33.25
15.1-20 % 5% 40.00
20.1 ขึ้นไป 4% 50.00

หมายความว่าถ้าหุ้นตัวใดที่มีการเติบโตต่ำเช่น ไม่เกิน 3 เปอร์เซ็นต์ ผมก็ต้องการมี dividend yield ที่สูงสัก 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าหุ้นที่คาดว่า DPS จะมีการเติบโตดี เช่นประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ผมก็ยอมที่จะจ่ายค่าหุ้นแพงขึ้น โดยยอมรับ dividend yield ที่ต่ำลงมาเหลือ 5 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น

เพราะหุ้นที่มีการเติบโตดีเป็นหุ้นที่นักลงทุนมีความต้องการซื้อสูงมากกว่าความต้องการขาย ราคาหุ้นจึงมีแนวโน้มจะสูงกว่าราคาหุ้นที่เติบโตแบบธรรมดาๆ ถ้าผมไม่ยอมสู้ราคาบ้างก็อาจไม่ได้ห่านมาครอบครองเลย

อันนี้เข้าตำรา “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” ครับ หมายความว่ายอมจ่ายซื้อหุ้นในวันนี้แพงสักหน่อย โดยหวังว่าเงินปันผลของหุ้นจะเติบโตขึ้นมาจนทำให้ dividend yield กลับมาสูงขึ้นในอนาคต



 เครื่องมือการวางแผน
 วิธีหา Net Worth
 วิธีจัด Portfolio
 ค้นหากองทุนรวม
 Bond Calculator
 Saving Calculator
 วางแผนการเกษียนอายุ
 วางแผนประกันชีวิต
 วางแผนการศีกษา
 บริหารหนี้
 IBES Earnings
  Consensus
 Statement รวม
 อื่นๆ