|
ผมเชื่อว่าใครๆ ก็ชอบเรื่องช็อปปิ้ง
ถ้ามีการแข่งขันกัน คนไทยคงจะได้ครองแชมป์อย่างแน่นอน
สำหรับการช็อปปิ้งของผมจะเน้นไปในการค้นหาหุ้นห่านทองคำ
เพราะผมมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะต้องค่อยๆ สะสมห่านทองคำให้มากพอที่จะมีไข่ห่านทองคำในแต่ละปี
จนผมสามารถเป็นไททางการเงินได้อย่างยั่งยืน
ผมเคยมีภาพผิดๆ เกี่ยวกับตลาดหุ้น เพราะเคยมีประสบการณ์ที่เจ็บปวดเมื่อเศรษฐกิจฟองสบู่แตกดังโพละ
เคยมองตลาดหุ้นเป็นถ้ำเสือที่มีภยันตราย แต่ก็ได้สติเพราะอ่านพบสุภาษิตจีนที่ว่า
ถ้าไม่เข้าถ้ำเสือ แล้วใยจะได้ตัวลูกเสือเล่า ?
ผมจึงตัดสินใจเข้าถ้ำเสือด้วยการเตรียมพร้อมอย่างยิ่ง
ลูกเสือที่ผมสนใจกลายเป็นห่านจำนวนหลายร้อยตัว ห่านเหล่านี้มีจำนวนหนึ่งที่ผมสืบทราบมาว่าเป็นห่านทองคำ
หน้าที่ของผมคือค้นหาห่านทองคำเหล่านั้น
ผมได้ไปค้นเจอตาข่ายมหัศจรรย์ชื่อว่า คำถามยุทธศาสตร์
4 ซึ่งเมื่อผมเหวี่ยงตาข่ายมหัศจรรย์นี้ไปที่ห่านตัวใด
ไม่ช้าผมก็สามารถรู้ได้ว่า ห่านตัวนั้นคือห่านทองคำหรือห่านทองเค
เมื่อแน่ใจว่าเป็นห่านทองคำแท้ๆแล้ว หากผมต้องการนำห่านกลับบ้านก็ทำได้
แต่มีข้อแม้ว่าผมจะต้องนำเงินไปชำระค่าห่านทองคำก่อน !
ในฐานะที่ผมเป็นนักช็อปปิ้ง ผมก็อยากจะซื้อห่านในราคาถูก
แต่บางครั้งเป็นจังหวะเดียวกับที่คุณกระทิงแวะมาใกล้ถ้ำ
ก็ดูจะมีคนอื่นๆ อีกมากที่ต้องการซื้อห่านทองคำตัวเดียวกันเป๊ะ
กับที่ผมกำลังเล็งอยู่ ราคาห่านก็เลยขยับสูงจนผมรู้สึกว่าแพงเกินไป
คำถามคือแล้วจะรู้ได้อย่างไรกันว่า ราคาห่านถูกหรือแพงไป
นั่นแหละครับ...คือคำถามที่ผมจะต้องถามตัวเองประจำว่าหุ้นดีๆ
ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแรง สามารถจ่ายเงินปันผลได้ แต่ละตัวนั้นมีราคาน่าซื้อลงทุน
หรือแพงเกินไป
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ได้คิดสูตรมากมายในการคำนวณหามูลค่าหุ้น
ซื่งผมเองยอมรับว่าผมยังต้องเรียนรู้อีกมาก แต่ผมเข้าใจว่านักลงุทนส่วนใหญ่นิยมใช้กันอยู่
3 แบบ เพราะเป็นสูตรง่ายๆ มีดังนี้
1. Price to Book (P/B) Ratio
2. Price to Earning (P/E)
Ratio
3. Dividend Yield Discount
Model
| P/B Multiple
คือพยายามกำหนดว่าราคาหุ้นควรจะเป็นกี่เท่าของราคาตามบัญชีต่อ
หุ้น(Book Value Per Share หรือ BPS) เช่นถ้า BPS
ออกมาเท่ากับ 11.00 บาท ถ้า P/B เท่ากับ 1 เท่า
มูลค่าหุ้นก็จะเท่ากับ 11.00 บาท, 1 ? เท่า เท่ากับ
16.50 บาท, 2 เท่า เท่ากับ 22.00 บาท ผมเองจะใช้วิธีนี้เป็นองค์ประกอบบ้าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้า P/B ต่ำกว่า 1 เท่า เพราะแปลว่าเราสามารถซื้อหุ้นได้ถูกกว่าเจ้าของเดิม
แต่ผมยังจำเป็นต้องดูเรื่องการทำกำไรและการจ่ายเงินปันผลให้มั่นใจอีกครั้งก่อน
จึงค่อยตัดสินใจ
แบบที่ 2 คือ P/E Multiple
จะใช้ราคาหุ้นไปอิงกับกำไรสุทธิต่อหุ้น
มีหลายคนกล่าวว่าราคาหุ้นในเมืองไทยยังถูกมาก ถ้าเห็น
P/E ของทั้งตลาดอยู่ต่ำกว่า 7 เท่า ผมเองเคยดูว่าหุ้นตัวไหนมี
P/E ต่ำกว่า 10 เท่า ถือว่าถูก ลงทุนซื้อได้ ปรากฏว่าได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง
เพราะคุณภาพการทำกำไรของแต่ละบริษัทไม่เหมือนกัน
ที่ร้ายคือกำไรของบางบริษัทยังไม่ได้อยู่ในรูปของเงินสด
ในปัจจุบันผมเลือกแบบที่ 3
คือใช้ dividend yield เป็นหลักเพราะง่ายดี
ไม่ต้องกังวลกับสูตรอื่นๆให้ปวดหมอง นอกจากนี้ dividend
หรือเงินปันผลยังเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเงินสดโดยตรง
บริษัทที่มีกำไรว่าจะจ่ายเงินสดปันผลได้ ดังนั้นบริษัทที่สามารถจ่ายเงินปันผลได้จึงต้องมีฐานะสภาพคล่องทางการเงินที่ดีกว่า
|
 |
นอกจากนี้ เงินปันผลยังเป็นสิ่งที่นักลงทุนได้รับผลตอบแทนอย่างเป็นรูปธรรมจากบริษัทจดทะเบียน
บริษัทเหล่านี้แหละครับที่ผมชื่นชอบ ถือเป็นหุ้นห่านทองคำที่จะต้องไปช็อปเอามาไว้ในสวนแห่งเสรีภาพ
เมื่อตอนที่ตลาดหุ้นยังค่อนข้างเงียบ ผมสามารถเลือกลงทุนในหุ้นเจ๋งๆที่มี
dividend yield สูงกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ได้หลายตัว แต่พอตลาดหุ้นเริ่มคึกคัก
อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดมีแนวโน้มลดต่ำลงจนติดดิน
ราคาหุ้นก็เริ่มขยับขึ้นเร็วกว่าการเติบโตของเงินปันผลจน
dividend yield ในปัจจุบันเหลือแต่ single digit และยังทำท่าเหมือนกับจะค่อยๆ
ลดต่ำลงเหมือนกับอัตราดอกเบี้ยซะด้วยซิ
การที่ dividend yield เริ่มลดต่ำลงแสดงว่าผมต้องจ่ายเงินซื้อหุ้นในราคาที่สูงขึ้น
ซึ่งหมายความว่าความเสี่ยงของผมก็ค่อยๆ สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว
เพราะถ้าไม่ยอมสู้ราคาบ้าง ผมก็จะไม่ได้หุ้นห่านทองคำกลับบ้านอีกเลย
ช่วงนี้แหละครับที่การเลือกห่านทองคำเข้าเล้าเริ่มจะเป็นเรื่องของการใช้ดุลยพินิจอย่างรอบคอบมากขึ้น
ในการซื้อหุ้นที่มี dividend yield ต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์
ผมเริ่มนำอัตราการเติบโตของการทำกำไรและการจ่ายเงินปันผลเข้ามาร่วมพิจารณาด้วย
ผมได้กำหนดสูตรเป็นแนวทางการคำนวณมูลค่าหุ้นซึ่งเวลาซื้อขายจริงต้องใช้ดุลยพินิจประกอบด้วยเสมอ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น สมมุติว่า DPS คือ 2 บาท มูลค่าหุ้นที่คำนวณออกมาได้สามารถแตกต่างกันไปตั้งแต่
20-50 บาท ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับ growth rate ในระดับต่างๆ
| อัตราเติบโตที่คาดคะเน |
Dividend Yield |
มูลค่าหุ้นที่ควรเป็น |
| 0
- 3 % |
10%
|
20.00 |
| 3.1-6
% |
9% |
22.25 |
| 6.1-9
% |
8% |
25.00 |
| 9.1-12
% |
7% |
28.50 |
| 12.1-15
% |
6% |
33.25 |
| 15.1-20
% |
5% |
40.00 |
| 20.1
ขึ้นไป |
4% |
50.00 |
หมายความว่าถ้าหุ้นตัวใดที่มีการเติบโตต่ำเช่น ไม่เกิน
3 เปอร์เซ็นต์ ผมก็ต้องการมี dividend yield ที่สูงสัก
10 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าหุ้นที่คาดว่า DPS จะมีการเติบโตดี
เช่นประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ผมก็ยอมที่จะจ่ายค่าหุ้นแพงขึ้น
โดยยอมรับ dividend yield ที่ต่ำลงมาเหลือ 5 เปอร์เซ็นต์
เป็นต้น
เพราะหุ้นที่มีการเติบโตดีเป็นหุ้นที่นักลงทุนมีความต้องการซื้อสูงมากกว่าความต้องการขาย
ราคาหุ้นจึงมีแนวโน้มจะสูงกว่าราคาหุ้นที่เติบโตแบบธรรมดาๆ
ถ้าผมไม่ยอมสู้ราคาบ้างก็อาจไม่ได้ห่านมาครอบครองเลย
อันนี้เข้าตำรา อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ครับ หมายความว่ายอมจ่ายซื้อหุ้นในวันนี้แพงสักหน่อย
โดยหวังว่าเงินปันผลของหุ้นจะเติบโตขึ้นมาจนทำให้ dividend
yield กลับมาสูงขึ้นในอนาคต |