เสร็จหรือยังวะ หนึ่งในสี่เจ้านาย ผู้มีฉายาว่าคุณดำริ
ซึ่งมีสไตล์การบริหารงานแบบ 3 ด. ดี-เด็ด และที่สำคัญที่สุดคือ
ด่วน ส่งเสียงคุกคามมาจากหน้าประตูห้อง
ยัง...เพิ่งจะคิดมุขออก ผมตอบ สายตาไม่ละจากจอคอมพิวเตอร์
คำตอบและท่าทีของผม คงทำให้คุณดำริ วางใจได้ระดับหนึ่งว่า
งานด่วนของท่านกำลังดำเนินการอยู่ และเพื่อให้ได้ผลงาน
ในระดับ 3 ด. ดังนโยบาย ท่านจึงปิดประตูอย่างเบามือ
แล้วทิ้งผมไว้กับจอคอมพิวเตอร์ว่างๆ ไว้เพียงลำพัง
กำหนดการงาน Money Expo ไปทำข่าวแล้วสรุปการเสวนาสอง
หัวข้อ... ที่ไฮไลท์ไว้นั่นแหละ อ้อ...เนื่องจากประเด็นหลักว่าด้วยพฤติกรรม
การใช้เงินของคนรุ่นใหม่ เพราะฉะนั้นรายงานไปเลยทีเดียวเลยนะ
คุณดำริสั่งงานผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งทำให้ผมปรากฏตัวในฐานะผู้
สังเกตการณ์ในการเสวนาที่น่าสนใจสองเรื่อง ณ ห้องบอลรูม
ศูนย์ประชุม แห่งชาติสิริกิติ์
| 10.00-12.00
น .
16 พฤษภาคม 2546 |
เสวนาและนำเสนอผลงานวิจัยวัยไหน...ใช้เงินเป็น
วิทยากร อาจารย์สันติ กีระนันทน์, ดร.เสรี วงษ์มณฑา
และสัญชัย เตียวประเสริฐกุล |
| 10.00-12.00 น.
18 พฤษภาคม 2546 |
เสวนาบันเทิงเชิงสาระเชื่อหรือไม่ว่า...วัยไหนๆ
ก็ใช้เงินเป็น ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วยคุณกัญรังรอง
วัณณรถ ดีเจจาก 98 Cool FM, ฉัตรชัย เจริญชุษชณะ
ดีเจจาก 98 Cool FM และพิธีกรรายการ Sweet
Home ทาง ITV, นานา ไรบีนา ดาราและพิธีกรรายการ
Sport Fun และ ไมเคิล เวล นักแสดง และพิธีกร
โดยมี คุณเกรียงชัย บุญโพธิ์อภิชาติ ผู้อำนวยการ
ฝ่ายการตลาดของตลาดหลักทรัพย์เป็นผู้ดำเนินการเสวนา
|
 |
การเสวนาทั้งสองหัวข้อ
มีต้นเรื่องมาจากผลการศึกษาเบื้องต้น การสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคระดับครัวเรือน
งานวิจัยของอาจารย์สันติ กีระนันทน์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาอาจารย์และนักวิจัย
ใหม่ กองทุนรัชดาภิเษกสมโภช ปีที่ 1 ประจำปีงบประมาณ
2546 และบริษัทแฟมมิลี่ โนฮาว จำกัด
และต่อจากนี้ไป คือการรวมมิตรสองงานเสวนา
ซึ่งมีหลายประเด็นที่ ทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมของคนไทยในวันนี้ได้มากขึ้นการเงินส่วนบุคคล
เป็นความจำเป็นเบื้องต้นสำหรับทุกคน ในการ วางแผนการเงินทั้งในส่วนของการจับจ่าย
การออมและการลงทุน ที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับวิชาการเงินเกี่ยวกับการลงทุน
โดยละเลยการทำความรู้จักตัวเอง งานวิจัยนี้เพื่อประโยชน์ด้านการศึกษาในวิชาที่ว่าด้วย
การเงินส่วนบุคคลและวิชาหลักการลงทุน และเป็นข้อมูลเบื้องต้นใน
การศึกษา |
การกำหนดนโยบายของรัฐที่มีผลกระทบกับความเป็นอยู่ของประชาชนลักษณะงานวิจัยเป็นการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง
โดยจำแนกตามอายุ และอาชีพในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล และเมืองใหญ่บางภูมิภาค
กลุ่มตัวอย่าง ประกอบไปด้วย นิสิต-นักศึกษา ผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรต่างๆ
จาก สถาบันพัฒนาบุคลากรธุรกิจหลักทรัพย์ และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบุคคลทั่วไป นี่คือหลักการและจุดประสงค์ในผลการศึกษาเบื้องต้นการสำรวจ
พฤติกรรมผู้บริโภคระดับครัวเรือน งานวิจัยของอาจารย์สันติ
กีระนันทน์ ตอนนี้มาลงลึกในรายละเอียดกันได้แล้ว
มีบ้านและที่ดิน
ได้รับการศึกษาสูงสุด
มีฐานะร่ำรวย |
(ร้อยละ 27.2)
(ร้อยละ 23.1)
(ร้อยละ 23.1) |
| คือสามอันดับแรกของเป้าหมายชีวิตของกลุ่มตัวอย่าง
แต่ที่น่าสังเกต คือกลุ่มตัวอย่างไม่นิยมอาคารชุด
และยิ่งอายุมากขึ้นจะให้ความ สำคัญกับบ้านและที่ดินมากขึ้นด้วยส่วนกลุ่มอายุ
20-25 ปี ให้ความสำคัญกับการมีรถมากกว่า ที่น่า
สังเกตอีกประการคือ กลุ่มตัวอย่างไม่ให้ความสำคัญกับการแต่งงาน
มีครอบครัวเท่าไรนัก |
คนเราฝันไม่เหมือนกัน สำหรับนานา ต้องมีครอบครัวที่สมบูรณ์
มีความสุข บ้านไม่ต้องใหญ่แต่ต้องมีความอบอุ่น เพราะครอบครัวเป็น
พื้นฐานที่สำคัญ เด็กที่มีคุณภาพจะมาจากครอบครัวที่อบอุ่น
ไม่อยากรวย ไม่ได้อยากจะมีอะไรสุดๆ แต่อยากมีครอบครัวอบอุ่น
อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา อยู่กันแบบอบอุ่นไม่ต้องเครียดเรื่องเงิน
สองทัศนะตามประสาสาวช่างฝันของสองสาว น้องนานา และดีเจ
กัญรังรอง
แล้วผู้ชายล่ะ คิดต่างออกไปหรือเปล่า มาฟังคำตอบจาก
คุณไมเคิล เวล กันเถอะครับ
บ้าน-ที่ดิน มันต้องดูแลรักษา ต้องมีเงิน พื้นที่เจ็ดพันเอเคอร์
จะ ตัดหญ้าเองคนเดียวคงไม่ไหว เขานำเสนอ อย่างมีลูกเล่น
ไม่ใช่ต้องมีเงิน แต่มีเงิน ไม่มีความรู้ก็ไม่ได้ อยู่ในสังคมผู้รู้
การบริหารการเงินจะโอนเอน ไปในทางล้มเหลว สรุปแล้วสามข้อเกี่ยวโยงกันหมด
อย่างที่พูดว่าการศึกษา เป็นแค่กระดาษสามแผ่น ตรี-โท-เอก
ก็จริง แต่นั่นคือมาตรวัดทางสังคม การศึกษาไม่ได้ทำให้คนเก่ง
แต่ทำให้คนมีพื้นฐานทางความคิดที่มั่นคง พร้อมมากขึ้น
ผมเลือกทั้งสาม ไม่เพียงมีคารมคมคายแต่ยังมีความ คิดที่ลุ่มลึกน่าทึ่ง...
ทีนี้ มาที่ประเด็นเรื่องรถของเด็กรุ่นใหม่วัย 20-25
ซึ่งมีคำอธิบาย ที่น่าสนใจจาก ดีเจ ฉัตรชัย เจริญชุษชณะ
เพื่อนผมที่ไม่มีบ้านในกรุงเทพฯ เขาอยากมีบ้านก่อน
แต่ผมอยู่ กรุงเทพฯ มีบ้านแล้ว ผมเลยเห็นด้วยเรื่องมีรถ
ผมคิดว่าปัจจัยที่ตัวเองมี จะบอกความต้องการในลำดับต่อไป
ผมก็คิดเรื่องบ้านและที่ดิน อะไรที่ ไม่ใช่ของเราโดยพื้นที่จะมีมูลค่าน้อยกว่าการเป็นเจ้าของพื้นที่
ถึงจะเป็น พื้นที่เล็กๆ ก็เถอะ ส่วนที่เลือกคอนโดฯ คงเพราะบ้านราคาแพงโดยเฉพาะเขตกลางเมือง
ความจำเป็นในกำลังทรัพย์ต่างกันไป แต่บ้านและที่ดินน่าจะดีกว่าเพราะมีแต่แพงขึ้น
ตอนนี้อยู่คอนโดฯ ดีกว่า น้องนานาบอกสถานภาพปัจจุบัน
ด้วย เหตุผลที่ว่า สะดวกในเรื่องการเดินทางเพราะทำงานในเมือง
อีกทั้งมี กำลังทรัพย์พอจะซื้อและขายง่ายกว่าบ้าน แต่สำหรับอนาคตเธอบอกว่า
ถ้ามีครอบครัว ไม่อยู่คอนโดฯ
ชีวิตต่างกัน คนมีอายุมากใช้เวลาอยู่บ้านมาก ก็ต้องอยากได้บริเวณ
ที่พักใจ พวกอยู่คอนโดฯ เป็นพวกคนทำงาน กลับไปอาศัยนอน
ความเห็นของดีเจกัญรังรอง
อาหาร
การศึกษาหาความรู้
การแต่งกาย
การเดินทางประจำวัน
การรักษาพยาบาล |
(ร้อยละ 74.1)
(ร้อยละ 12.3)
(ร้อยละ 4.6)
(ร้อยละ 3.9)
(ร้อยละ 1.7) |
| นี่คือ 5 อันดับแรกในรายการค่าใช้จ่ายของกลุ่มตัวอย่างในกลุ่มอายุต่ำกว่า
20 ปีเห็นว่าการแต่งกายสำคัญพอๆ กับอาหาร แต่จะลดความสำคัญลงเมื่อทำงาน
แล้วกลับมาใส่ใจอีกครั้งเมื่ออายุ ราว 46 ปี ส่วนการเที่ยวกลางคืนกลุ่มที่ให้ความสำคัญ
คือกลุ่มอายุ 21-25 ปี |
 |
ผมทำงานสหพัฒน์ฯ นายห้างเทียม (โชควัฒนา)
สอนผมว่าอย่าทำ ของที่ใช้ 20 ปีแล้วไม่พัง อย่างขายตู้เซฟ
ทำอะไรก็ได้ที่กินแล้วหมด ใช้แล้วทิ้ง เพราะมี
Repeat Purchase การอุปโภคบริโภคเป็นหน้าต่างของ
SME คุณสัญชัยชี้ช่องทางทำมาหากินเมื่อเห็นผลสำรวจ
การแต่งกายมาเป็นอันดับสาม แล้วตัวเลขก็ต่างกันแยะด้วย
บอกได้ ว่าประเทศไทยยังมีความหวัง ดร.เสรี เกริ่น
ก่อนที่จะวิเคราะห์ว่าเหตุใด อายุจึงเป็นตัวแปรในเรื่องการแต่งกาย
ช่วงเป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นช่วงหลง (รัก) ตัวเอง
เป็นนาซิสซัส ส่วนพวกอายุ 40 ขึ้น ต้องสู้กับธรรมชาติ
แก่ แล้วต้องแก้ปัญหาธรรมชาติ ช่วงต่อของสองวัยนี้กำลังสร้างตัว
ถ้าทุ่มเท กับการแต่งตัวจะไม่ได้บ้าน ที่ดิน |
แต่ที่น่ากังวลจนเป็นประเด็นทางสังคมกันมาแล้ว คือการทุ่มเงินของ
บรรดาวัยรุ่นกับเครื่องแต่งกาย เรื่องนี้เรามาฟังความจากเด็กกันดีกว่า
เคยเป็นอย่างนั้นมาแล้ว น้องนานาสารภาพ เป็นเด็กใช้เงินไม่ได้คิด
เป็นหนึ่งในกลุ่มเด็กที่เลือกกระเป๋าแบรนด์เนมตอนลดราคา
เคยหลอก เงินแม่มาซื้อ ต้องซื้อให้ได้ แต่ตอนนี้คิดว่าเป็นค่านิยมที่แย่มาก
ตอนนั้นไม่รู้สึก เลยว่าควักเงินเป็นหมื่นมันแพง แล้วไม่คุ้มด้วย
เพราะมาถึงตอนนี้จะใช้ก็ กลัวเสีย กลัวพัง ซื้อกระเป๋าใบละห้าร้อยแล้วใช้ทุกวันคุ้มกว่า
แต่พอทำงาน ก็รู้ว่าไม่ควรเสียกับตรงนั้นเลย
ด้วยวัยนะ วัยทำให้ความคิดเปลี่ยนไป เคยมีบางเสี้ยวที่อยากได้โดย
ไม่มีเหตุผล แต่ตอนนี้ทำงานแล้ว ทุกบาทก็ระมัดระวังมากขึ้น
ความคิด ของดีเจกัญรังรอง
อีกเรื่องที่ผู้ใหญ่ห่วงกันมากคือ การเที่ยวกลางคืน
เที่ยวแล้วได้อะไร มาฟังเสียงของสองหนุ่มอดีตนักเที่ยว
ช่วงจบใหม่ อายุ 21-22 เที่ยวทุกอาทิตย์ กลับบ้านดึกตื่นเช้ายัง
ไหว แต่พองานเยอะก็ล้าไปเอง เริ่มใส่ใจสุขภาพด้วย แล้วเที่ยวไปสักพัก
ก็เบื่อ เห็นหมดแล้ว ก็เลยเลิกไปเอง ดีเจฉัตรชัย เล่า
ช่วงก่อน 21 ยังเรียน และสมัยผมเป็นยุคดิสโก้ ราคาบัตรตกสาม
ถึงสี่ร้อย รวมสามดริ๊งค์ เที่ยวคืนเดียว อดเป็นอาทิตย์
พอทำงานมีเงิน มีอิสระ กลับบ้านดึกได้ ก็เลยเที่ยว ผมเป็นช่างภาพทำงานในสายโฆษณาสังคมนี้ก็เป็นพวกชอบเที่ยวกลางคืน
ผมก็เลยกลับบ้านเจ็ดโมงเช้าแล้วมาทำงานต่อ...ได้อะไรจากสังคมกลางคืน
คุณไมเคิลพยายามทบทวน ได้นะ...แต่ร่างกายทรุดโทรม ที่อายุ
21-25 เที่ยวมากกว่ากลุ่มอื่น ก็เพราะอั้นมาตั้งแต่สมัยเรียน
ร้อยละ 96.5 ของกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าการศึกษามีความ
สำคัญมากถึงมากที่สุดโดยส่วนใหญ่ต้องการศึกษาในระดับปริญญาโท
แต่มีน้อยมากที่ อยากเรียนจนถึงปริญญาเอก
ปริญญาโทน่าจะดีกว่าคนอื่น แต่ไม่ได้หมายความว่าเรียนสูงจะทำงาน
เก่ง วุฒิการศึกษาทำให้เรามีจุดขายเมื่อไปสมัครงาน
แนวคิดของดีเจ ฉัตรชัยผู้ซึ่งเติบโตในยามที่แนวคิดด้านการตลาดเฟื่องฟู
จากแนวคิดที่ว่าปริญญาเป็นกระดาษใบหนึ่ง กลายมาเป็นปริญญา
ตรีไม่พอแล้ว คุณเกรียงชัยเปิดประเด็นการศึกษาได้อย่างคมคาย
ซึ่งได้ รับคำตอบที่คมไม่น้อยไปกว่ากันจากดีเจสาวกัญรังรองที่บอกว่า
กระดาษ แผ่นนี้ มีใครบ้างไม่ขอเป็นหลักฐาน เป็นใบเบิกทาง
แม้ว่าทฤษฎีกับการ ปฏิบัติจะต่างกัน หลายคนมีความรู้ความสามารถระดับปริญญาโทและเอกโดยไม่ต้องเรียน
แต่ต้องยอมรับว่า เดิมปริญญาตรีอาจสูง แต่ตอนนี้ ปริญญาตรีเท่ากับมัธยมสมัยก่อน
ปริญญาโททำให้ล้ำหน้าคนอื่น แต่จะให้ดีก็ต้องปริญญาเอก
ที่ขัดแย้งมากคือ แม้กลุ่มตัวอย่างจะให้ความสำคัญกับการศึกษา
แต่ รายจ่ายเพื่อซื้อหนังสือกลับน้อยมาก ส่วนการทำบุญทำทาน
ไม่ถูกจัดไว้ใน รายการค่าใช้จ่าย
ให้ความสำคัญกับการศึกษาเพราะอยากมีชีวิตมหาวิทยาลัย
และอยากได้ปริญญา ดร.เสรี บอกถึงแรงจูงใจหลักของคนรุ่นใหม่
แถมด้วยข้อมูลเพิ่มเติมว่าเด็กรุ่นนี้ ไม่อ่านหนังสือพิมพ์
ไม่อ่านตำรา รายการโทรทัศน์ที่นิยม คือ ละคร เกมส์โชว์
และมิวสิกวิดีโอ เปิดวิทยุฟังรายการเพลงเป็นหลัก เปิดหนังสือพิมพ์เพื่ออ่านข่าวดาราและข่าวกีฬา
และในฐานะอาจารย์ ดร.เสรี ฟันธงว่าพฤติกรรมเช่นนี้เป็นปัญหาระดับประเทศเพราะ
เด็กมี ความรอบรู้น้อยลง
นอกจากนี้ท่านยังเพิ่มข้อมูลเรื่องพฤติกรรมการเรียนของเด็กไทย
อีกด้วยว่า นักศึกษาไทยชอบให้อาจารย์สอนสไตล์ทอล์กโชว์
แบบนัก พูดชื่อดังที่ทำมาหากินตามหน้าจอโทรทัศน์ และต้องแนะแนวข้อสอบ
ต้องแนะว่าจะออกข้อสอบแบบไหน ให้ตัวอย่างข้อสอบไป 20
ข้อ บอกว่า จะเป็นข้อสอบ 7-8 ข้อ ยังถามอีกนะว่าจะออกข้อไหน
จะไม่ดูกันเลย ทำรายงานจะถามว่าเดี่ยวหรือกลุ่ม ก็บอกว่าไม่ให้ทำรายงานกลุ่มเพื่อจะคงความเป็นคนของคุณไว้
ท่านใช้เทคนิคแบบนักพูดทอดเสียงเพื่อเรียก ความสนใจ
เพราะถ้าเป็นรายงานกลุ่ม พวกคุณจะเปลี่ยนจากคนเป็นทาก
เป็นปลิง เป็นแมงดา คือเกาะเพื่อน ไม่ทำ คือเฉลี่ยว่าค่าทำรายงานชิ้นนี้
เท่าไร จ่ายสตางค์ให้ รับหน้าที่เรื่องการพิมพ์ การเย็บเล่ม
ทำได้ทุกอย่าง ยกเว้นคิด...เด็กหลายคนเรียนหนังสือแบบนี้
ทำได้ทุกอย่าง ยกเว้นคิด แล้วมาบอกว่าการสอนบ้านเราไม่ดี
ก็คนเรียนเป็นอย่างนี้ บทสรุป ของดร.เสรี
ร้อยละ 41.6 ของกลุ่มตัวอย่าง มีความเห็นว่าคุณภาพ การศึกษาของไทยเป็นรองต่างประเทศ
ประเด็นนี้ นักวิชาการทั้งสองท่านสู้ตาย
(เป็น) ภาพลวงตา ดีจริงถ้าเป็นมหาวิทยาลัยระดับ Top
10 แต่ถ้า ต่ำกว่านั้น ผมเชื่อว่าไม่แตกต่าง คุณสัญชัยเป็นทัพหน้า
นอกจากไม่แตกต่างแล้ว บอกได้ว่าอาจารย์ที่เป็นนักเรียนทุนที่กลับ
มาสอนนั้นเรียนเก่งกว่าฝรั่ง เสียงสนับสนุนจาก ดร.เสรี
และในฐานะ อาจารย์ ท่านบอกว่าที่เราคนไทย (กันเอง) คิดว่าคุณภาพการศึกษาของ
เราด้อยกว่าฝรั่งก็เพราะ วัฒนธรรมการเรียนของเรา เด็กมักจะรอให้
อาจารย์ป้อน ซึ่งท่านเล่าให้ฟังว่า ไปสอนปริญญาโทเมืองนอก
สอนสาม ชั่วโมงพูดไม่เกินชั่วโมง ที่เหลือเด็กแย่งพูด
ช่วยกันตอบแล้วค่อยสรุป แต่ที่เมืองไทยสอนสามชั่วโมงต้องเตรียมครบสามชั่วโมง
ครูฝรั่งสอนดีกว่า ภาพลวงตาในระบบการศึกษาอีกภาพที่
ดร.เสรี เอ่ยถึง เพราะเขามีงบทำ Presentation
มากกว่า สามารถใช้เทคนิคมาก มาย เราก็ทำเป็นแต่งบที่ได้มาทำไม่ได้
เขาจ้างเราแสน จ้างฝรั่งห้าล้าน และภาพลวงตานี้เองที่ทำให้พ่อแม่สมัยนี้หลายคนนิยมส่งลูกเรียน
โรงเรียนนานาชาติ และทำให้หลายคนเลือกเรียนในหลักสูตรภาษาอังกฤษ
สองนักวิชาการและอาจารย์ตัวจริงให้ข้อมูลที่ควรพิจารณา
โรงเรียนอินเตอร์ก็แค่พูดภาษาอังกฤษ ไม่ต่างกันในหลักสูตร
แล้วถ้า เรื่องลึกมากๆ ก็ต้องสอนกันเป็นภาษาไทย ข้อมูลจากคุณสัญชัย
มีปัญหานะ ขณะที่เด็กที่เรียนหลักสูตรภาษาไทยรับไปได้
90 เปอร์เซ็นต์ แต่ที่เรียนอินเตอร์รับได้ 70 เปอร์เซ็นต์
เพราะตัวเขานั่งฟัง กระท่อนกระแท่น ดร.เสรีสรุปในที่สุด
อันดับ 1 คือฐานะการเงิน
ตามด้วย อนาคตอาชีพการงาน
ชีวิตครอบครัว
สุขภาพญาติผู้ใหญ่
ภาวะเศรษฐกิจ |
(ร้อยละ 21.1)
(ร้อยละ 11.6)
(ร้อยละ 10.2)
(ร้อยละ 9.5)
(ร้อยละ 8.2) |
| นี่คือ TOP 5 ความกังวลใจของกลุ่มตัวอย่าง
|
ชัดเจน ดร.เสรีบอกเมื่อดูผลการศึกษา ห่วงเรื่องเงินกับอาชีพ
ตอน นี้มีกระแสการปลดคนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และที่จะได้รับผลกระทบ
ตามมาคือสื่อ
ใน Sector ท่องเที่ยวตอนนี้เช่ารถโค้ชจากกรุงเทพฯ
ไปเชียงใหม่ได้ ในราคาห้าพันบาท เมื่อก่อนวันละหมื่นห้า
ส่วนโรงแรมใหญ่ๆ เท่าที่ถามมา ลด 25 เปอร์เซ็นต์ก็แล้ว
ซื้อหนึ่งแถมหนึ่งก็แล้ว ยังมีคนเข้าพักไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์
ในอีกสามเดือนบริษัทท่องเที่ยวสามสี่ร้อยบริษัทอาจต้องปลด
คนเป็นหมื่น คุณสัญชัยให้ข้อมูล
ร้อยละ 84.6 ของกลุ่มตัวอย่าง
อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม โดยฝ่ายชายอยากประกอบธุรกิจ
มากกว่าฝ่ายหญิง ด้วยอัตราร้อยละ 89.6 ต่อ 78.8 กลุ่ม
ที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจสูงสุด คือนิสิตนักศึกษามีมาก
ถึงร้อยละ 92.6 ตามมาด้วยข้าราชการร้อยละ 83.3 และพนักงานบริษัทร้อยละ
75
มีที่มาที่ไป ดร.เสรี ว่าถึงที่มาของความต้องการ
(ความอยาก) ของ คนรุ่นใหม่ ตั้งแต่ปี 40 คนตกงาน เด็กจบใหม่ก็หางานไม่ได้
พวกเด็กก็ ระอากับการหางาน เพราะบริษัทส่วนมากระบุว่าต้องการผู้มีประสบการณ์
อย่างน้อยสองปี แต่เด็กพวกนี้ไม่เคยมีใคร (ยอม) ให้ประสบการณ์สองปี
(ที่อยากได้) จะมาจากไหน จะเอาประสบการณ์ แต่ไม่ให้กันเลย
ดร.เสรี กระแทกเสียง เด็กพวกนี้ก็เลยไปเรียนเรื่อง
Entrepreneur คือ กระทรวง แรงงานเปิดการอบรม อย่างเรื่องขายอาหาร
งานประดิษฐ์ ซึ่งปรากฏเมื่อ ทำแล้วรายได้มากกว่าลูกจ้าง
ปริญญาตรี 6,320 บาท เพราะสถานการณ์ บังคับ ทดลองแล้วได้ผลดี
เด็กก็เลยมาแนวนี้มากขึ้น แล้วก็มีดาราเป็น ตัวอย่าง
เจมส์ ทำข้าวมันไก่ เบนซ์ ทำเครื่องสำอาง ดาราหลายคนเปิดท้าย
(รถ) ขายของ นี่แหละที่สร้างเทรนด์ให้เด็กยุคนี้ แต่จริงๆ
แล้วเป็นเพราะเขาเบื่อคำว่าประสบการณ์สองปี
แต่สาขาอื่น ข้าราชการ พนักงานบริษัทก็คิด ในหัวของคนมีแต่เรื่อง
นี้ อาจารย์สันติซัก
เป็นวัฒนธรรมทุนนิยม อยู่ในโลกทุนนิยมก็ต้องเป็นนายทุน
ต่อให้ขายเต้าฮวย เฉาก๊วย ก็เป็นนายทุนดีกว่า แอมเวย์เป็นตัวการกระจาย
วัฒนธรรมนี้โดยเรียกพนักงานขายว่าผู้ลงทุนเป็นผู้ประกอบการ
ตอนนี้ พวกนี้เยอะ มีหลายคนลาออกจากงานไปทำงานแบบนี้
เป็นลูกจ้างได้เดือนละหมื่น ทำตรงนี้ได้เดือนละสองสามหมื่น
คุณสัญชัยบอก ตัวเลข ถึงจุดที่รู้จักคนมากขึ้น จะทิ้งงานไปสร้างงานของตัวเอง
ซึ่งก็ดี
ดี เพราะสร้างตำแหน่งงาน ถ้าคิดแต่จะเป็นลูกจ้าง งานจะมาจาก
ไหน มีคนคิดเป็นผู้ประกอบการก็มีการจ้างงาน ตำแหน่งงานเพิ่ม
เป็นการ ขยายฐาน ดร.เสรี เป็นฝ่ายเสริม (บ้าง)
แล้วคนรุ่นใหม่คิดอย่างไรกันบ้าง
เป็นลูกจ้างไม่ดีเท่าไร เป็นเจ้าของธุรกิจเองดีกว่า
เริ่มต้นเหมือน อยากจะเป็นเจ้าของกิจการกับเขาบ้าง สำหรับดีเจ
ฉัตรชัย แต่ด้วยมีความ คิดอ่านลึกซึ้งพอตัว เขามีแนวคิดที่น่าสนใจในเรื่องนี้
ทำงานสักพักจะเห็น ที่คิดกับที่ทำไม่เหมือนกัน ทำงานมีปัจจัยแยะ
ต้องใช้ความรู้ และถ้าทำแล้วรวยหมด ประเทศชาติเจริญไปแล้ว
แต่ไม่เป็นอย่างนั้น ร้อยคน มีกี่คนที่ประสบความสำเร็จ
อยากเป็นเจ้าของธุรกิจต้องมีเงิน มีความรู้ ความชำนาญ
มีความคิดสร้างสรรค์แซงหน้าคนเก่าๆ หรือต้องบุกเบิก
ตลาดเป็นช่องทางให้ธุรกิจรุดหน้าเหนือกว่า (คนอื่น)
ร้อยละ 91.6 ของกลุ่มตัวอย่างเห็นว่า
การออมและการลงทุนจำเป็นกับการวางแผนการเงินส่วนบุคคล
ให้เงินทำงาน แต่ดอกเบี้ยต่ำอย่างนี้จะเอาเงินไปทำอะไรดี
ฝาก ธนาคาร เงินไม่หายแต่ค่าเงินเท่าเดิมหรือเปล่า ฝาก
100 บาท เมื่อห้าปี ก่อนดอกเบี้ยร้อยละ 2 ได้ 110 แต่ตอนนั้นก๋วยเตี๋ยวชามละ
20 ซื้อได้ ห้าชาม ตอนนี้ชามละ 30 หารแล้วได้ไม่ถึงห้าชาม
ร้อยบาทมีค่าน้อยลง เงินต้นไม่หาย แต่แพ้ค่าของที่แพงขึ้น
กลายเป็นติดลบ ดังนั้นอยากให้ ลองเลือกดูว่าจะออมหรือจะลงทุนกันอย่างไร
นี่คือโจทย์ที่คุณเกรียงชัย ให้กับสี่ผู้ร่วมเสวนา
คนทำงานมีการจัดสรรเงินออมต่างกัน ตัวเองไม่ชอบเสี่ยง
ดีเจ กัญรังรองออกตัว กลัว กังวล ไม่อยากล้มเหลว กับเงินออมของเรา
ฝากแบงก์ได้ผลตอบแทนน้อย แต่มีอีกหลายวิธีที่จะพลิกผันให้เงินมากขึ้น
อย่างเล่นหุ้น แต่เสี่ยง เงินต้นอาจหายหากหุ้นตก อีกวิธีที่น่าสนใจคือซื้อ
พันธบัตร หรือสลากออมสิน ถึงไม่ถูก แต่เงินของเราไม่ไปไหน
เอาคืน กลับได้
หาธุรกิจเล็กๆ ทำ วิธีของน้องนานา ลงทุนเปิดร้านขายหนังสือที่
คอนโดฯ ช่วยค่าน้ำค่าไฟ ค่าใช้จ่ายในบ้าน โดยไม่ต้องควักเงินไปใช้
เงิน ที่ได้มาก็เอาไปใช้ส่วนอื่นๆ นานาว่าเป็นการออมอย่างหนึ่ง
ผมชอบเสี่ยง นี่คือไมเคิล ที่คิดว่าการมีหนี้เป็นเครดิตแบบหนึ่ง
แต่ไม่ใช่ซื้อหวยหรือล็อตเตอรี่ จะเสี่ยงก็ต้องดูว่ามั่นคงไหม
ผมเลือกทำ ประกันชีวิต อาชีพนักแสดงอย่างผม เขาใช้ภาษาแบบนักโฆษณา
ไม่ มั่นคง ขอพูดเป็นปี ปีที่แล้วเป็นปีทอง ปีนี้เป็นปีทองเหลือง
บังเอิญมีเรื่อง ฉุกเฉินต้องเข้าโรงพยาบาล ประกันชีวิตนี่แหละที่ช่วยผม
อาจจะส่งเบี้ย ประกันนาน (ตั้ง) 20 ปี แต่ผมคงได้ใช้
ออมด้วยแล้วป้องกันความเสี่ยง ด้วย เพราะประกันนี่รัฐคุ้มครอง
ภายใต้กรมประกันภัย กระทรวงพาณิชย์ ข่าวดีคือรัฐให้สิทธิประโยชน์
ลดภาษีได้ห้าหมื่นบาท คุณเกรียงชัยให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ราวครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่าง
คิดว่าหน่วยงานที่มีส่วน เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจยังทำหน้าที่ไม่ดีเท่าที่ควร
โดยร้อยละ 38 ไม่ค่อยพอใจกับผลงานที่ผ่านมา แต่ร้อยละ
54 วางเฉย บอกไม่ได้ว่าพอใจหรือไม่พอใจ ผลงานที่ผ่านมา
เริ่มด้วยเรื่องดีๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจหน่วยงาน
หนึ่ง เรื่องเล่าของดีเจกัญรังรอง เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศกันสักนิดนะครับ
เพื่อนทำธุรกิจส่งออก ซึ่งไปได้ดี ถามเขาว่าทำไมถึงกล้าเสี่ยงทั้งที่
ไม่มีประสบการณ์ เขาบอกว่าพี่สาวถูกเลย์ออฟ ได้เงินมาก้อนหนึ่ง
เลยไปอบรมกับหน่วยงานของรัฐ ที่ให้ความรู้เรื่องการลงทุน
ซึ่งมีบริการหลังการ อบรมด้วย คือมีปัญหาโทรปรึกษาได้
แล้วเขาส่งคนมาช่วยดูให้ว่ามีปัญหา ตรงไหน เพราะอะไร
ไม่คิดเงินด้วยนะ แถมยังพาไปดูงานเมืองนอก ไปพบ ลูกค้า
ดีมากและจำเป็นด้วยที่จะต้องมีหน่วยงานมาดูแลต่อ ไม่ใช่แค่อบรม
แล้วจบไป ทิ้งให้ดิ้นรนกันเอง
ทีนี้มาถึงเหตุที่หลายคนไม่ค่อยพอใจกับผลงานของหน่วยงานที่รับผิด
ชอบด้านเศรษฐกิจกันบ้าง ซึ่งในเรื่องนี้ ดร.เสรี มีคำตอบอีกแล้วครับท่าน
มีเหตุผลหลายประการ คือเราไม่ได้รัฐมนตรีอย่างที่อเมริกาเขาได้
รัฐมนตรีของเขาอยู่กระทรวงอะไรต้องเก่งทางนั้น แต่ของเรามีระบบโควตา
จึงเห็นคนไม่เคยเรียนการเงินมานั่งคลัง ไม่รู้เรื่องการตลาดนั่งพาณิชย์
ทำให้เกิด Perception ว่าจะเก่งได้อย่างไร บางคนรับราชการชั่วชีวิตมา
ดูแลเศรษฐกิจ ทำไม่เป็น ไม่เคยขายเลย มาทำหน้าที่เป็นฝ่ายขายของ
ประเทศ ไม่ง่ายนะ อย่างอยู่ๆ ให้กรมพัฒนาชุมชนมาขายหนึ่งตำบลหนึ่ง
ผลิตภัณฑ์ ถ้า รมต. คลังช่วยจะเกิดอะไรขึ้น ให้ข้าราชการมาจับงานที่
ตัวเองไม่มีประสบการณ์จริงในเชิงวิชาชีพ ตัวอย่างง่ายๆ
เจ้าหน้าที่กรม ประชาสัมพันธ์ทำงานแข่งกับประชาสัมพันธ์เอกชนไม่ได้
เจ้าหน้าที่กรม การค้าภายใน ขายของแข่งกับพนักงานขายไม่ได้
แล้ววัฒนธรรมของ ข้าราชการไทย เป็นแนวคิดแบบควบคุม (Control)
มากกว่าสนับสนุน (Support) คือควบคุม-จัดการ-ดูแล ท่านลงเสียงหนัก
จะเห็นที่มี ลักษณะเป็นสนับสนุนอย่างแท้จริง ก็ส่งออก
ซึ่งทำให้การส่งออกของเรา ดีขึ้น ซึ่งผู้ดูแลก็ไปเป็นปลัดกระทรวงเกษตรแล้ว
แต่หลายกระทรวง เป็น แต่ควบคุม ถ้ายังไม่เปลี่ยน ความชื่นชมในการปฏิบัติหน้าที่ไม่มีแน่
ร้อยละ 52.8 ของกลุ่มตัวอย่างมั่นใจว่าอนาคต
เศรษฐกิจไทยจะรุ่งเรือง
โดยฝ่ายชายมีความเชื่อมั่นสูงกว่าฝ่ายหญิง
ด้วยอัตรา ร้อยละ 59.7 ต่อร้อยละ 44.7
ที่น่าสังเกตคือกลุ่มอายุ 36-40
ปี มีความเชื่อมั่นน้อย ที่สุด คือร้อยละ 37.6 ส่วนกลุ่มอื่นๆ
เชื่อมั่นเกินครึ่ง
ช่วยไม่ได้ครับ ที่พวกนี้จะมองโลกในแง่ร้าย ก็ผ่านวิกฤติ
รู้จักชีวิต มากขึ้น และรู้ว่าขณะนี้เกิดอะไร มุมของคุณสัญชัย
เกิน 40 ยังไงก็ได้ให้ได้ยอด 20 เปอร์เซ็นต์ แล้วมารายงาน
ดร.เสรี ช่วยลำดับพฤติกรรมตามกลุ่มอายุ ส่วนพวกต่ำกว่า
35 สั่งมาเดี๋ยวทำ พวกที่ต้องคิด ต้องวางยุทธศาสตร์ว่าจะทำยังไงให้ได้ตามยอดคือพวก
36-40 คนที่วางกลยุทธ์ พวกนี้ละที่เห็นปัญหา
ความที่แก่พรรษา 36 ปีนี่ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านมาหลายรัฐบาล
จะให้เทใจเลยคงไม่ใช่ ก้าวต่อไปที่จะเดิน ถึงจะมืด ก็ต้องคลำก่อน
ไม่เชื่ออะไรง่าย นี่คือความเห็นจากคุณไมเคิล เวล ที่ด้วยวัยแล้วคือหนึ่งใน
กลุ่มที่เชื่อมั่นในอนาคตเศรษฐกิจไทยน้อยที่สุด
ความเชื่อมั่นเกิดจากนโยบายประชานิยมหรือเปล่า ผู้ดำเนินการเสวนา
(รัชชพล เหล่าวานิช) ตั้งข้อสังเกต
เป็นผลทางอ้อม ดร. เสรี วิเคราะห์ รัฐบาลเล่นกับตัวเลขการเติบโต
ของ GDP ได้ดี นำมาเป็นจุดขายทำประชาสัมพันธ์ ทำให้เกิดความ
มั่นใจ แต่ก่อนโต 2 เปอร์เซ็นต์ แต่ปีที่แล้วโต 5.2
เปอร์เซ็นต์ ปีนี้จากที่ประมาณการไว้ 6 เปอร์เซ็นต์
เหลือ 4.5 เปอร์เซ็นต์ ยอดขายผลิตภัณฑ์ หนึ่งตำบล ตั้งเป้าสองหมื่นห้า
สามปี ให้ได้หนึ่งแสน รัฐบอกว่าเปิดการค้า เสรีกับจีนไว้แล้ว
ต่อไปส่งผักผลไม้ได้ เปิดการค้ากับอินเดียแล้ว ประชากร
เขามีตั้งเท่าไร ข้าวหอมมะลิขายได้หนึ่งหมื่น ยางพาราได้
33 บาทแล้ว อสังหาฯ ตอนนี้โตมหาศาลจนสินค้าบางตัวขาดตลาด
อย่างพวกคอนโดฯ ในเมือง แล้วต่อไปไทยจะให้กู้มากกว่ากู้
หกปีคนจนจะหมด ปัญหาภัย แล้ง-น้ำท่วมจะไม่มี ทุกหมู่บ้านจะได้
25 ล้านบาทในการจัดการน้ำ สิน ทรัพย์ทั้งหลาย แผงลอย
ที่ดินวัด สามารถแปลงเป็นทุนทำธุรกิจ รัฐบาลนี้ ทำประชาสัมพันธ์เก่ง
มีตัวแปรแยอะ แค่ราคาพืชผล-GDP-อสังหาฯ-หนึ่งผลิตภัณฑ์-สามสิบบาท
และเงินกู้หมื่นห้า จับมาทำประชาสัมพันธ์ ได้หมด รัฐบาลนี้ใช้องค์ประกอบการตลาดดีมาก
ดร.เสรี ร่ายยาวได้อย่าง น่าทึ่ง
เก่งเรื่องกลุ่มเป้าหมาย หาได้ว่าคนเกษียณตอนนี้ดอกเบี้ยร้อยละ
1.25 อยู่ไม่ได้ ก็ให้ไปใช้ก่อนตายได้ครึ่งหนึ่ง ไม่เกินสองแสน
คนจนไม่มี บ้านหาบ้านเอื้ออาทรให้ แต่เดิมคนตายขายคนเป็น
พ่อแม่เจ็บ ไม่มีเงิน รักษา ก็ให้ เอาสามสิบบาทไป ที่ต้องกู้แขกร้อยละ
10 มีธนาคารประชาชน ให้ยืมหมื่นห้า เอามาคืนได้สามหมื่น
สามหมื่นมา คืนได้ห้าหมื่น ชาวบ้านมี ภูมิปัญญา แต่ไม่มีเงินทำธุรกิจ
มีกองทุนหมู่บ้านหนึ่งล้าน คืนภายในหนึ่งปี เพิ่มเป็นสามล้าน
หากลุ่มเป้าหมายเจอตลอดเวลา แล้วก็ให้ได้อย่างเป็น รูปธรรม
เป็นคอมฯ-เป็นจักรยาน-ทีวี แล้วรัฐก็นำมาพีอาร์ เห็นแบบนี้
ทุกวันก็ต้องเชื่อ จะไม่เชื่อได้อย่างไร พรีเซ็นเตอร์ก็เป็น
CEO ขององค์กร คุณทักษิณเอง
ในกลุ่มตัวอย่างมีผู้ถือบัตรเครดิตสูงสุด
8 ใบ โดยบัตร เครดิตที่ถือมากที่สุดคือ บัตรวีซ่าของสถาบันการเงิน
ไทย รองลงมาคือ บัตรเครดิตห้างสรรพสินค้าและบัตร วีซ่าของสถาบันการเงินต่างประเทศ
ส่วนพวกที่ไม่ถือบัตรเครดิตมีอยู่ร้อยละ
27.2
 |
เรื่องนี้ตัวแทนคนรุ่นใหม่ต่างมีที่น่าสนใจ
มี 4 ใบ จำนวนที่ถือครองบัตรเครดิตของดีเจกัญรังรอง
ก่อนหน้า นี้ใช้ใบเดียวก็พอ แต่เพราะโฆษณา กลยุทธ์การแย่งชิงลูกค้า
โปรโมชั่น แบบไม่เสียค่าแรกเข้ารายปี แล้วช่วยเพื่อนทำยอด
ก็เลยมีหลายใบและเชื่อว่าคงมีหลายคนที่เป็นแบบนี้
จริงๆ แล้วบัตรเครดิตจำเป็นในหลายเรื่อง ช่วยในกรณีฉุกเฉินไม่มีเงินสดติดตัวได้
แต่ก็อย่างที่นานาบอกคือบางที ควบคุมตัวเองไม่ได้
ซึ่งมีเหมือนกันคือไปเมืองนอกแล้วรูด เพราะแลกเงิน
ไปไม่พอ แต่มีบางคนที่จัดสรรดี ใช้บัตรเฉพาะที่จำเป็น
อย่างเติมน้ำมัน หรือซื้อของ
ไม่มีใครล่อลวงได้ ดีเจฉัตรชัยบอกด้วยความมั่นใจ
เพราะกลัวคุม วงเงินไม่ได้ ผมไม่ชอบจ่ายหนี้ก้อนใหญ่
ไม่อยากเอาเงินไปรวม เพราะพอถึงกำหนดจะรวมหลายยอด
ต้องจ่ายมาก ผมชอบจ่ายแต่น้อย จ่าย บ่อยหน่อย
ก็ไม่เป็นไร ผมชอบนับเงินตอนจ่าย หนึ่งถึงสิบ...แบงก์พัน
หมดไปแล้วเป็นหมื่น จะได้เห็นค่าของเงิน อีกอย่าง
กลัวติดนิสัย ไม่เป็นไร บ่มนิสัยกลายเป็นคิดน้อย
อยากใช้อะไรก็ใช้
ทีนี้มาถึงน้องนานา ที่มีเพราะต้องไปต่างประเทศ
แลกเงินแล้วขาด ทุน แต่บัตรเครดิตนี่ให้แม่เก็บ
แม่จะให้เวลาไปต่างประเทศเท่านั้น แต่เคยรูดนะ
แล้วรู้เลยว่าการจ่ายเงินสดกับใช้บัตรเครดิตนี่ต่างกันมาก
ใช้ บัตรไม่ได้นับ ไม่ได้เห็นเงินที่จ่ายไป ทำให้
(จ่าย) เพลินได้ น่ากลัว สำหรับคนที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ |
อย่าให้ความอยากมาควบคุม ต้องควบคุมมัน มีบัตรเครดิตต้องใช้ให้
เป็นประโยชน์ ไม่ใช่รูดแล้ว สิ้นเดือนมานอนก่ายหน้าผาก
คุณไมเคิล เวล สรุป
ร้อยละ 41 ของกลุ่มตัวอย่าง คิดว่าการมีหนี้สินไม่ใช่
เรื่องธรรมดาที่ยอมรับได้ในชีวิตปกติ
มีการกู้ยืมกระจุย ไม่มี ยังกู้มาซื้อ ต้นปี 45 เงินเดือน
7,000 บาท ก็มีบัตรเครดิตให้ สาวโรงงานถือบัตรเครดิตคนละสองสามใบ
ถามว่าทำไม เขาบอกว่าจะได้คูณเป็นสองสามเท่า อาจารย์สันติว่าถึงพฤติกรรมที่สวน
ทางกับผลสำรวจ
เอาไว้กดเงินออกมาใช้ เอาไปโปะอีกอัน ผ่อนเดือนละ
10 เปอร์เซ็นต์ คุณสัญชัยอธิบาย
ทำแชร์ลูกโซ่ส่วนตัว ดร.เสรี แซว
ที่โหดคือพวกตู้กดเงินสดทันใจ อย่าง GE Capital หรือ
อิออน ธนสินทรัพย์ คุณสัญชัยพูดถึงตู้หน้าตาคล้ายตู้เอทีเอ็มที่ตั้งอยู่ตามห้าง
สรรพสินค้า นี่เป็นที่กดเงินสดเหมือนกัน ต่อโซ่กันไปทำให้การใช้จ่าย
สูงมาก
พฤติกรรมอาจสวนทาง แต่แนวคิดยังคงเดิม ภาวะนี้เกิดได้อย่างไร
ฟังการวิเคราะห์จากนักวิชาการ
ยังคงค่านิยมเดิมของคนไทย จนรวยไม่ว่า แต่อย่าเป็นหนี้
แต่รัฐบาล ในยามนี้ถ้าไม่เป็นหนี้ ไม่มีวันรวย ไม่เป็นหนี้ก็ไม่มีเงินมาลงทุน
คิดง่ายๆ กำไร 20 เปอร์เซ็นต์ ลงทุนไปแสนหนึ่งได้มาสองหมื่น
ผลตอบแทนใน อัตราเดียวกัน ลงทุนหนึ่งล้านได้สองแสน ถ้ากล้าเป็นหนี้
ไปกู้มาอีก ห้าล้านเป็นหกล้าน กำไร 20 เปอร์เซ็นต์เท่ากับล้านสอง
นี่คือแนวคิดที่ว่า จะลงทุนต้องกล้าเป็นหนี้เพราะอัตราส่วนของของกำไรจะเพิ่มตามเงินทุน
ดร. เสรี อธิบาย
IRR On Equity คุณสัญชัยขยายความด้วยศัพท์เทคนิคด้านการ
เงิน ลงทุนบาทหนึ่งกู้สองบาทเป็นสามบาท นำกำไรมาหารกับเงินทุน
หนึ่งล้าน ทุกหนึ่งบาทที่ลงไปจะทำให้ค่าตอบแทนในการลงทุนสูงขึ้น
MBA พูดถึง Leverage
คือดอกเบี้ยเงินกู้ที่นำมาลงทุน เป็นค่าใช้ จ่ายหักภาษีได้
ดอกเบี้ย 5 เปอร์เซ็นต์ ประหยัดภาระภาษีไป 30 เปอร์เซ็นต์
รวม 5 เปอร์เซ็นต์นั้นด้วย คือหนึ่งล้านห้าแสน ซึ่งจ่ายจริง
3.5 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น นี่ฝรั่งสอนไว้ อาจารย์สันติเสริม
สบายดี หมดหนี้หมดสินแล้ว ประโยคที่เรา (คนไทย) พูดมาก
ดร.เสรี ย้อนกลับไปที่แนวคิดเรื่องการเป็นหนี้ คนไทยมักจะผ่อนบ้าน
จนหมดให้ได้โฉนดก่อน กลัวว่าตัวเองจะเป็นอะไรไปก่อน
แต่ฝรั่งไม่เคยคิด เรื่องนี้ ลูกฝรั่งถ้าไม่ใช่ลูกเศรษฐีจริงๆ
ไม่มีสิทธิได้โฉนดเป็นมรดก ได้แค่ บ้านที่พ่อแม่ผ่อนค้างไว้ไปผ่อนต่อ
ต่างชาติถือว่า ดาวน์ให้ก็บุญแล้ว แต่พ่อแม่ไทยต้องเอาโฉนดมาให้ลูก
ถ้าให้ผ่อนต่อ ลูกอาจจะด่า ดร.เสรี ส่งหมัดแย็บเรียกเสียงหัวเราะจากผู้เข้าฟังการเสวนา
ชัดเจนว่าเราไม่ อยากเป็นหนี้ แต่ที่รัฐทำอยู่คือกระตุ้นการเป็นหนี้
เปลี่ยนแนวคิดเอาดอก เบี้ยสร้างบ้านร้อยละ 3.75 มาทำให้เรากล้า
แต่เป็นหนี้เพื่อใช้จ่ายอย่างเดียว มันเหนื่อย คุณสัญชัยชี้ปัญหา
นั่นไงต้องรู้จักจัดการการลงทุนส่วนบุคคล (Personal
Finance) ลงทุนเท่าไร ใช้จ่ายเท่าไร ออมเพื่อวันหน้า
เท่าไร แบ่งตรงนี้เป็นก็สบาย ได้เงินมาก็เก็บไว้ใช้วันหน้าบ้าง
แบ่งลงทุนเพื่อให้เงินทำงาน อย่าให้เงิน ขี้เกียจ ดร.เสรีว่าถึงหลักการบริหารเงินส่วนบุคคล
จบจากนักวิชาการ เรามาฟังทัศนะของคนรุ่นใหม่ คุณไมเคิล
เวล ซึ่งคิดว่าหนี้เป็นทั้งเครดิตและแรงจูงใจ ไม่มีหนี้สินคุณก็จะซังกะตาย
ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม สบายแล้ว ได้เงินมาก็ใช้ ไม่ต้องใช้หนี้
ไม่เกิด ความกระตือรือร้น ไม่เกิดการพัฒนาและคิดสร้างสรรค์ว่าจะทำอย่างไรให้
ตัวเลขยอดเงินเพิ่ม มีใช้หนี้และมีใช้จ่าย
กลุ่มตัวอย่างฝ่ายชายมีความกังวลเรื่องหนี้สิน
ในอัตรา ร้อยละ 44.8
ส่วนฝ่ายหญิงความกังวลอยู่ที่ร้อยละ
36.9
ผู้ชายจะกังวลกับภาระหนี้สินมากกว่าผู้หญิง คุณเกรียงชัยพูดถึง
ตัวเลขจากการสำรวจ
ผู้ชายวัยที่มีครอบครัวอาจคิดมากกว่าผู้หญิง ด้วยความที่เป็นผู้นำ
ครอบครัว การคาดเดาของน้องนานาหน้าใส ซึ่งเธอบอกว่าการไม่ถือ
บัตรเครดิตเป็นกรอบในการควบคุมค่าใช้จ่าย ด้วยเหตุผลที่ว่า
รู้จักตัว เองดี บางทีบังคับตัวเองไม่ได้ ถ้ามีทางเลือก
(ตัวช่วย) ก็จะซื้อ ทำให้ใช้เงิน มากขึ้น
บัตรเครดิตทำให้ไม่มีวงจำกัดในการใช้เงิน ดีเจฉัตรชัยคิดเหมือน
น้องนานา ผมรู้สึกว่าการจ่ายเงินโดยไม่ได้จับ (นับ)
เงิน เราจะไม่รู้ถึง(มูล) ค่าเงินที่จ่าย ยิ่งมาจ่ายก้อนใหญ่ตอนที่รวมยอดมาแล้วทั้งเดือน
วิธีของผมคือ ไม่ใช้เงินเกินรายได้ ถ้าอยากซื้อจริงๆ
จะค่อยๆ เก็บเงิน แล้วจ่ายสด มีเครดิตก็จริง แต่ถ้าวันหนึ่งเรามีเรื่องจำเป็นต้องใช้เงิน
จ่ายไม่ได้ตามกำหนดก็ต้องเสียดอกเบี้ย เรื่องนี้สำคัญสำหรับผม
กลุ่มตัวอย่างยังมีแนวคิดระมัดระวังในการก่อหนี้
และการชำระหนี้ตามภาระผูกพัน
หนี้ถูกกระตุ้น ดอกเบี้ยร้อยละ 3.75 ใครไม่อยากซื้อบ้าน
ดอกเบี้ย ศูนย์เปอร์เซ็นต์ ใครไม่อยากผ่อนรถ ดร.เสรี
บอกถึงแรงกระตุ้นให้เกิดหนี้
วันนี้บริษัทรับผ่อน มีการผ่อนมือถือเยอะมาก และเป็นหนี้
Default สูงสุด ผ่อนโทรศัพท์เครื่องละเจ็ดพันบาท ให้เวลาผ่อนนาน
12 เดือนๆ ละ 500 ทำให้คนที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ซื้อไปใช้
หนี้สูญร้อยละ 20" คุณสัญชัยรายงานสถานการณ์
กู้เงินเสียหายหรือไม่ อาจารญ์สันติตั้งคำถามแล้วก็ตอบเองว่า
ต้องคิดว่ากู้ไปสร้างผลผลิตหรือเปล่า กู้ไปทำมาค้าขายต่อยอดถือเป็น
การลงทุนให้เงินทำงาน แต่ถ้ากู้ไม่ว่าจะด้วยนโยบายอะไรก็ตาม
แล้วกลาย เป็นรถมอเตอร์ไซค์แทนที่จะเป็นรถกระบะ เป็นเครื่องประดับแทนจะลงทุน
ทำธุรกิจ นี่น่าคิดเพราะเงินไม่ได้ทำงาน
รายงานการเสวนาจากสองเวที การเสวนาและนำเสนอผลงานวิจัย
การสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคระดับครัวเรือน ของอาจารย์สันติ
กีระนันทน์ และ การเสวนาบันเทิงเชิงสาระหัวข้อ เชื่อหรือไม่ว่า...วัยไหนก็ใช้เงินเป็น
จากงาน Money Expo ก็เอวังลงด้วยประการฉะนี้
ผมหวังว่า รายงานชิ้นนี้คงทำให้หลายคนได้แง่คิดดีๆ
ที่สามารถ นำมาประยุกตใช้เพื่อบริหารจัดการการเงินของคุณได้บ้างนะครับ
เคล็ดการออมเงิน
| 
|
กัญรังรอง วัณณรถ
ดูแลจัดสรรกระเป๋าสตางค์ของเราให้ดีที่สุด เพราะนี่คือชีวิตของเรา
การใช้ ชีวิตไม่ได้มีลมหายใจ การใช้เงินเป็นส่วนประกอบที่จะทำให้เรามีความสุข
จะมีสุขภาพกายและใจดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเงินเหมือนกัน
ถ้าเราบริหารเงินดี เราไม่ต้องเครียดเรื่องเงินสุขภาพจิตดีสุขภาพกายดีไปด้วย
|
| ฉัตรชัย เจริญชุษชณะ
อย่าลืมเงินออม มีคนสอนว่าเก็บเงินให้ได้ก้อนหนึ่งก่อนแล้วค่อยเอาเงิน
ก้อนที่สองไปใช้ ไปลงทุน ซื้อของที่อยากได้ เก็บเงินก้อนแรกล็อกไว้
เพราะไม่ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น อาจจะต้องใช้เงินก้อนนี้ก็ได
ถ้าใช้เงินที่มีอยู่ หมดแล้วจะลำบาก แล้วทำให้สุขภาพจิตเสีย
|
 |
| 
|
ไมเคิล เวล
ทางสายกลาง อยากได้ ถามตัวเองว่าสำคัญไหม ถ้ายังอยากได้
ยัง สำคัญอยู่ก็ถามตัวเองว่าถ้าไม่ได้แล้วจะตายไหม
ถ้าจะตายก็จ่ายไป รัก ตัวเองได้แต่อย่าลืมสติ
ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด |
| นานา ไรบีนา
การบริหารเงินต้องรู้จักตัวเอง รู้ว่าตัวเองมีข้อดีตรงไหน
ข้อเสียตรงไหน นานาจะพยายามถามตัวเองว่าได้เงินมาก้อนหนึ่งเก็บเท่าไร
เป็นคำถาม ที่ต้องถามถ้าทำได้ก็จะดี |
 |
|