|
ในโลกสมัยใหม่ที่เราอยู่อาศัยกันทุกวันนี้
ล้วนเต็ม ไปด้วยข้อมูลข่าวสารที่ผู้คนสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย
ข้อมูลทางการเงิน ตัวเลข ตาราง ต่างๆ นานา ที่เมื่อก่อน
มีไว้ให้ผู้จัดการกองทุนใช้วิเคราะห์เท่านั้น แต่ทว่าเดี๋ยวนี้นักลงทุนก็สามารถเสาะหาข้อมูลเหล่านี้ได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส
นักลงทุนสามารถสั่งซื้อหรือขายหุ้นหรือหน่วย ลงทุนในกองทุนรวมได้
โดยคลิกคำสั่งซื้อหรือขายบน เครือข่ายอินเทอร์เน็ต โลกยุคข่าวสารสมัยใหม่นี้ได้ก่อให้
เกิดการเปลี่ยนแปลงแก่โลกแห่งการลงทุนอย่างแท้จริง
ข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนจำนวนมากจากทั่วทุกสารทิศถูกโยน
เข้าใส่นักลงทุน ไม่ว่าพวกเขาจะชอบมันหรือไม่ก็ตาม การวิเคราะห์เชิง
ปริมาณอย่างละเอียดซับซ้อน ราคาหุ้นที่กำลังเกิดการซื้อขายจริง
หรือข้อมูลประเภทเดียวกันนี้อีกเป็นจำนวนมากมีให้นักลงทุนบอกรับเป็นสมาชิก
แต่ข้อมูลมากมายมหาศาลนี้ ก็ไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าลงทุนไปแล้วจะได้ผลตอบแทนอัตราสูงๆ
กลับคืนมา โลก ของการลงทุนในทุกวันนี้จริงๆ แล้วมันอาจจะไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อน
มากไปกว่าที่มันเคยเป็น คือมันเป็นอย่างไรมันก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น
แต่เราต่างหากที่อาจจะเป็นคนทำให้กระบวนการลงทุนยุ่งยากซับซ้อน
มากไปกว่าเดิม ถ้าเช่นนั้นเราจะทำอย่างไรดี?
ผมมีวิธีอย่างง่ายๆ ในการเลือกซื้อกองทุนรวมมานำเสนอใน
M&Wฉบับนี้ แต่ก่อนอื่นผมอยากจะบอกว่ามันมีสิ่งที่ตรงข้ามกันอยู่เสมอในโลก
ยุคใหม่นี้ กล่าวคือยิ่งภาวะแวดล้อมรอบๆ ตัวเรามีความสลับซับซ้อนมากขึ้น
เท่าใด เราอาจจะต้องยิ่งแสวงหาวิธีการลงทุนที่เรียบง่ายมากที่สุด
เพื่อให้ บรรลุจุดมุ่งหมายของเรา
ข้อมูลและคำแนะนำที่ผมจะพูดถึงต่อไปนี้ ผมเอามาจากสมาคมบริษัทจัดการลงทุน
หรือ Association of Investment Management Companies
(AIMC) โดยมีบริษัทจัดการที่เป็นสมาชิกเป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้องของตัวเลขต่างๆ
ที่ปรากฏ ทางเลือกสำหรับการลงทุนในกองทุนรวมที่มีอยู่ใน
ตอนนี้ก็มีแตกต่างหลากหลายอย่างมาก ผมขอเสนอแนวทางหรือวิธีการ
อย่างง่ายๆ 12 ข้อสำหรับแผนการลงทุนทางด้านกองทุนรวมของท่านผู้อ่านครับ
1. ท่านต้องรู้ด้วยตัวเองว่ากองทุนประเภทไหนที่เหมาะกับตัวท่าน
(Types of Funds)
หากหยิบหนังสือพิมพ์ธุรกิจรายวันมาเปิดดูรายชื่อกองทุนรวม
ท่านจะเห็นชื่อ และประเภทกองทุนมากมายลายตาไปหมด ชื่อเหล่านี้มักจะเป็นคำที่กว้างๆ
เพราะตอนนี้มีการจัดตั้งกองทุนอยู่ทั้งหมดราว 500 กอง
แบ่งออกเป็น 12ประเภท อย่างที่บอกแหละครับว่าชื่อกองทุนไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรมาก
นอกจาก ไอเดียกว้างๆ ว่าเป็นกองทุนอะไรเท่านั้น ลองดูตัวอย่างประเภทกองทุนรวม
ที่มีอยู่ 12 แบบตามตารางข้างล่างนี่ซิครับ
ตาราง ประเภทของกองทุนรวม (1)
| กองทุนปิด(Closed
End Fund) |
กองทุนรวมที่มีหน่วยลงทุนคงที่
ไม่เพิ่มขึ้นและไม่ลดลง และเปิดให้มีการจองซื้อเพียงครั้งเดียวเมื่อจัดตั้งโครงการ
มีกำหนดอายุโครงการแน่นอน และบริษัทจัดการไม่รับ
ซื้อคืนหน่วยลงทุนก่อนครบกำหนดอายุโครงการ ผู้ถือ
หน่วยลงทุนไม่สามารถไถ่ถอนหน่วยลงทุนก่อนครบ กำหนดอายุโครงการได้
โดยส่วนใหญ่แล้วอายุโครงการ จะมีกำหนด 3 ปี 5
ปี หรือ 10 ปี และเพื่อเพิ่มสภาพ คล่องให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน
บริษัทจัดการมักเอาหน่วย ลงทุนของกองทุนปิดไปจดทะเบียนซื้อขายในตลาดรอง
หรือจัดให้มีตัวแทนจัดการซื้อขาย (Market Maker) |
| กองทุนเปิด (Open
End Fund) |
กองทุนรวมที่สามารถเพิ่มหรือลดหน่วยลงทุนได้
ไม่มี กำหนดอายุโครงการ และบริษัทจัดการรับซื้อคืนหน่วย
ลงทุนตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน เช่น
ทุก วัน ทุกสัปดาห์ ทุกสองสัปดาห์ ทุกเดือน ทุกไตรมาส
หรือทุกหกเดือน กองทุนเปิดเป็นที่นิยมมากกว่ากองทุน
ปิด เพราะมีสภาพคล่องมากกว่า |
| กองทุนรวมที่ระดม
เงินลงทุนจากต่างประเทศ(Country Fund) |
กองทุนรวมที่บริษัทจัดการตั้งขึ้น
โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเสนอขายหน่วยลงทุนให้แก่ผู้ลงทุนที่มีภูมิลำเนานอกประเทศ
เพื่อที่จะระดมเงินมาลงทุนในประเทศไทย กองทุนรวมประเภทนี้มักจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ |
| กองทุนรวมตราสารแห่งทุน
(Equity Fund) |
เป็นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุนโดยเฉลี่ย
ในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สิน
สุทธิของกองทุนรวม |
| กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้
(General Fixed Income Fund) |
เป็นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในเงินฝาก
หรือ ตราสารหนี้หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดย
วิธีอื่นตามที่สำนักงาน ก.ล.ต.กำหนด หรือให้ความ
เห็นชอบให้กองทุนประเภทดังกล่าวลงทุนได้ |
| กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ระยะยาว(Long
Term Fixed Income Fund) |
เป็นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนเหมือนกองทุนตราสารแห่งหนี้
แต่อายุตราสารหนี้ในพอร์ตโฟลิโอของกองทุนรวมประเภทนี้
(Portfolio Duration) ในขณะใดขณะหนึ่ง ต้องมีอายุมากกว่า
1 ปีขึ้นไป |
| กองทุนรวมตราสาร
แห่งหนี้ระยะสั้น (Short Term Fixed Income Fund) |
เป็นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนเหมือนกองทุนตราสารแห่งหนี้
แต่อายุตราสารหนี้ในพอร์ตโฟลิโอของกองทุน รวมประเภทนี้
(Portfolio Duration) ในขณะใดขณะหนึ่ง ต้องมีอายุไม่เกิน
1 ปี |
| กองทุนรวมตลาดเงิน
(Money Market Fund) |
เป็นกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีคุณภาพและมีกำหนดชำระเงินต้นเมื่อทวงถาม
หรือมี อายุคงเหลือไม่เกิน 1 ปี กองทุนรวมตลาดเงินมีนโยบาย
การลงทุนที่คล้ายคลึงกับกองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ระยะสั้น
มีความเสี่ยงต่ำสุด เหมาะสำหรับการลงทุนระยะสั้นของผู้ลงทุนที่ไม่ต้องการความเสี่ยง |
| กองทุนรวมผสม
(Balanced Fund) |
ลงทุนในตราสารได้ทุกประเภท
ผู้จัดการกองทุนสามารถ แสวงหาโอกาสลงทุนที่ดีกว่าได้
ทั้งในตลาดตราสารทุน และตราสารหนี้ โดยเป็นการจัดสรรเงินลงทุนประเภท
สมดุล มีวัตถุประสงค์ที่จะดำรงอัตราส่วนการลงทุนใน
ตราสารทุนในขณะใดขณะหนึ่งไม่เกินร้อยละ 65 และไม่น้อยกว่าร้อยละ
35 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของ กองทุนรวม เพราะมีข้อกำหนดเกี่ยวกับ
ceiling และ floor ในการลงทุนในตราสารทุนเหมาะสำหรับผู้ลงทุน
ที่ยอมรับความเสี่ยงได้ปานกลาง |
| กองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่น
(Flexible Portfolio Fund) |
ลงทุนในตราสารทุกประเภทเช่นเดียวกับกองทุนรวม
ผสม แต่ไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับ ceiling และ floor
ในการลงทุนในตราสารทุนแต่อย่างใด การจัดสรรเงิน
ลงทุนของกองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่นระหว่างตลาด ตราสารทุนและตลาดตราสารหนี้
จึงอยู่ที่ดุลพินิจของผู้จัดการกองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่นเหมาะสำหรับ
ผู้ลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ปานกลาง |
| กองทุนรวมหน่วยลงทุน
(Fund 0f Funds) |
มีนโยบายการลงทุนในหน่วยลงทุนและใบสำคัญแสดง
สิทธิที่จะซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวม โดยเฉลี่ยใน
รอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สิน
สุทธิของกองทุนรวม กองทุนประเภทนี้มีข้อดีคือมีการ
กระจายการลงทุน ความเสี่ยงจึงลดลง และมีต้นทุน
เฉลี่ยต่ำด้วย |
| กองทุนรวมใบสำคัญแสดง
สิทธิ (Warrant Funds) |
มีนโยบายการลงทุนในใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น
ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นกู้ ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหน่วยลงทุน
และใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นเพิ่ม ทุน โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ
65 ของ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม การลงทุนในใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น
มีความเสี่ยงสูง กองทุนประเภทนี้จึงมีความเสี่ยงสูงมาก |
| กองทุนรวมกลุ่มธุรกิจ
(Sector Fund) |
มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่มีธุรกิจหลักประเภทเดียวกัน
ตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนด โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า
ร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม |
| กองทุนรวมSpecial
Fund |
เป็นกองทุนอสังหาริมทรัพย์
ที่จัดตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะ เพื่อแก้ปัญหาในระบบสถาบันการเงิน
นโยบายลงทุน ของกองทุนนี้จะทำการลงทุนซื้อหรือเช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์
แล้วนำมาขายหรือให้เช่าอีกทอดหนึ่ง ส่วนการ ขายหน่วยลงทุนของกองทุนประเภทนี้จะขายให้แก่นักลงทุนสถาบันเท่านั้น
ไม่ขายให้นักลงทุนรายย่อยหรือ บุคคลธรรมดาทั่วไป |
| กองทุนรวม Special
Fund |
มีนโยบายการลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น
หรือ การหาดอกผลโดยวิธีอื่นเพื่อเป็นทรัพย์สินของกองทุน
รวม แต่ไม่ประสงค์ที่จะดำรงตามอัตราส่วนการลงทุน
ตามที่สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนด เนื่องจากกองทุนรวม
Special Fund มีการลงทุนกระจุกตัวกว่า สำนักงาน
ก.ล.ต.จึงกำหนดให้กองทุนรวมประเภทนี้มีคำเตือนเป็น
พิเศษเกี่ยวกับความเสี่ยง |
2. เลือกซื้อกองทุนตามความต้องการลงทุนของท่าน
(Choose funds that suit your needs)
ชื่อแปลกๆ ของประเภทกองทุนรวมมากมายในตาราง 1 นั้น
ความจริง แล้วยังสามารถจัดให้แคบลงมาได้เหลือแค่ 3 ประเภทเท่านั้นคือกองทุนหุ้น
หรือเอาชื่อที่เป็นทางการหน่อยก็คือกองทุนตราสารทุน
(Equity Funds) เป็นกองทุนที่ระดมเงินไปซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
(เพื่อให้ได้ผลตอบแทน รวมดีในระยะยาว) ลำดับถัดมาเป็นกองทุนตราสารหนี้ที่เอาไปลงทุนในพันธบัตรหรือหุ้นกู้ต่างๆ
(เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม) และสุดท้าย เป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น
ซึ่งนำเงินไปลงทุนในเงินฝากหรือตั๋วเงิน ที่มีอายุไม่เกิน
1 ปี (เพื่อให้เงินต้นมีความมั่นคง)
กองทุนทั้งสามประเภทที่กล่าวมามีจุดที่ต่างกัน คือเรื่องของความ
เสี่ยง กองทุนหุ้นมีความเสี่ยงมากที่สุด กองทุนตราสารหนี้ก็เสี่ยง
รองลงมา และกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นก็เสี่ยงน้อยที่สุดแต่ก็ให้อัตรา
ผลตอบแทนต่ำสุดด้วย ท่านจะเลือกลงทุนในกองทุนประเภทใดก็ต้อง
ประเมินว่าจะให้น้ำหนักในเรื่องของอัตราผลตอบแทนหรือความเสี่ยง
รวมทั้งดูในแง่ขอบเขตการลงทุน และแผนการกระจายสินทรัพย์ของตัวท่านเอง
(Asset Allocation)
3. ระวังเรื่องผลงานในอดีต (Beware
of past performance)
ประเด็นสำคัญอันหนึ่งที่เป็นที่สนใจของนักลงทุนส่วนใหญ
ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มี ประสบการณ์ลงทุนมาแล้วหรือเป็นมือใหม่ก็คือ
เรื่องผลดำเนินงานในอดีตของ กองทุนหรือที่เราเรียกกันว่า
Track Record ซึ่งอาจจะอุปมาได้กับการแข่งม้า แต่ผลงานในอดีต
แม้จะเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ ทว่ามันอาจจะชวนให้เข้าใจผิด
ในการประเมินวิธีการทำงานของผู้จัดการกองทุนได้
ตามหลักแล้วกองทุนที่ผลดำเนินงานในอดีตมีอัตราผลตอบแทนดีกว่าผล
ตอบแทนของดัชนีตลาดที่มีการนำมาใช้เปรียบเทียบด้วยนั้น
ในระยะยาวหรือ เมื่อกาลเวลาผ่านไป ผลตอบแทนของกองทุนดังกล่าวมักจะอยู่ในระดับต่ำกว่าดัชนีตลาด
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะการที่จะได้ผลตอบแทนสูงๆ นั้น
ผู้จัดการ กองทุนก็ต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงด้วย
จึงจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ดัชนีของตลาดที่เอามาเปรียบเทียบ
พวกเราส่วนมากคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า หากมันดีเกินกว่าที่จะเป็นจริงได้
มันก็มีโอกาสที่จะไม่ใช่ของจริง ซึ่งท่านอาจจะเอามาปรับใช้กับวิธีเลือกกองทุน
ได้ในแง่ที่ว่า หากดูผลดำเนินงานในอดีตของกองทุนแห่งหนึ่งแล้ว
พบว่ามีอัตรา ผลตอบแทนที่ดีมากผิดปกติ ท่านอาจจะใช้กฎข้อนี้และเริ่มตั้งคำถามได้แล้วว่า
มันจะมีผลตอบแทนดีเช่นนั้นไปอีกนานเท่าใด
4. ท่านควรมองหากองทุนที่ให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอติดต่อกันเป็นเวลานาน
(Long-term, Consistency)
ผมคิดว่าสุภาษิตไทยที่บอกว่า ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน
เป็น หลักการที่น่าจะเอามาปรับใช้ในการตรวจสอบผลดำเนินงานของกองทุนรวม
ได้อย่างดี ท่านควรดูตัวเลขผลตอบแทนของกองทุนอย่างน้อยที่สุด
3 ปีย้อนหลัง หรือจะให้ดีก็ดูย้อนไปถึง 5 ปีเลยก็ได้
โดยเปรียบเทียบกับกองทุนอื่นๆ ที่อยู่ ในทำเนียบเดียวกัน
แต่ที่สำคัญนั้นท่านต้องเปรียบเทียบกองทุนที่อยู่ในประเภท
เดียวกัน เช่น เทียบกองทุนหุ้นกับกองทุนหุ้น ไม่ใช่เอากองหุ้นไปเทียบกับกอง
ตราสารหนี้ เพราะกองทุนสองประเภทนี้มีเป้าหมายการลงทุน
และนโยบาย ความเสี่ยงที่แตกต่างกัน
5. ให้ระวังเรื่องผลตอบแทนที่เย้ายวนใจและอันดับความเสี่ยง
(Beware of tempting yield and credit risk !!!)
คำแนะนำข้อนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุดในกรณีที่เป็นกองทุนตราสารหนี้ครับ
เพราะตลาดตราสารหนี้หรือหุ้นกู้ในประเทศเรานั้นต้องบอกว่าเพิ่งจะจัดตั้งได้ไม่กี่ปีนี่เอง
มีสภาพคล่องน้อยครับ ดังนั้นราคาหุ้กู้บางตัวในตลาด
จะมีความผันผวนสูงและเป็นราคาที่ไม่ถือว่าสะท้อนความต้องการของตลาดอย่าง
แท้จริง
บริษัทจัดการรู้ดีว่านักลงทุนมักจะเน้นในเรื่องของความมั่นคงและอัตราผล
ตอบแทนในระดับสูง ดังนั้นจึงมีบริษัทจัดการบางแห่งที่ทำทุกอย่างเพื่อให้มีตัวเลข
อัตราผลตอบแทนดีๆ พวกเขาไม่สนใจว่าตราสารอนุพันธ์ที่ซื้อลงทุนไว้ในพอร์ตจะมีอันดับความเสี่ยงสูงและสภาพคล่องที่จะซื้อขายเปลี่ยนมือก็อยู่ในระดับต่ำ
ชื่อบริษัทผู้ออกก็ไม่เป็นที่รู้จัก และมันก็เหมือนซื้อเข้ามาเก็บแช่นิ่งไว้ในพอร์ต
เทคนิคในการที่จะเพิ่มตัวเลขผลตอบแทนนี้อาจจะได้ผลคุ้มค่าหรือไม่คุ้มเลย
ก็ได้ แต่วิธีนี้เป็นการเล่นกับความเสี่ยงที่ยากจะประเมินได้
ถ้าคุณเห็นกองทุน ตราสารหนี้แห่งหนึ่งมีผลตอบแทนสูงกว่าอัตราผลตอบแทนของกองทุนตรา
สารหนี้ประเภทเดียวกันและมีอายุของตราสารที่ลงทุนอยู่ในพอร์ตใกล้เคียงกัน
คุณควรสอบถามผู้จัดการกองทุนเพื่อขอดูว่ามีตราสารอะไรอยู่ในพอร์ตของเขาบ้าง
6. ให้ดูสภาพคล่องและอายุของตราสารด้วยความระมัดระวัง
(Look carefully at maturities & liquidity !!)
นี่เป็นคำแนะนำข้อที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าข้อที่เพิ่งกล่าวถึง
ทำไมน่ะหรือครับ เพราะหลายปีที่ผ่านมากองทุนตราสารหนี้ระยะยาวมีประวัติทำผล
ตอบแทนได้สูง แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่จะดำรงอยู่ตลอดไป โดยเฉพาะเมื่ออัตราดอกเบี้ย
ลดลงต่ำมากเป็นประวัติการณ์ในตอนนี้ และจริงๆ แล้วกองทุนตราสารหนี้ที่มี
อายุของตราสารที่ถือลงทุนอยู่ ยังเหลืออีกนานมากนั้น
จะมีความผันผวน เรื่องราคาสูงมาก ถ้าอัตราดอกเบี้ยหันทิศกลับ
โดยเพิ่มขึ้นแค่ 1% เท่านั้น กองทุน ประเภทที่ผมเอ่ยมานี้จะถูกผลกระทบอย่างหนัก
โดยผลตอบแทนจะลดลง 10% หรือมากกว่านั้น ทำให้ดอกเบี้ยที่สะสมมามากกว่าปี
สูญหายไปในพริบตา
คุณอาจพอรับมือกับเหตุการณ์เช่นนี้ได้หากคุณคิดว่าจะลงทุนระยะยาว
และนี่ก็เป็นความผันผวนในช่วงสั้นๆ ที่เกิดขึ้นเท่านั้น
แต่ถ้าคุณมีเป้าการลงทุนที่สั้นกว่า นั้น เช่น 2 ปีหรือน้อยกว่านี้
ผมคิดว่าคุณควรจะแบ่งเงินออกมาแล้วไปซื้อกองทุน ที่ถือตราสารระยะสั้น
คุณสามารถหาผลตอบแทนได้ถึง 75% - 80% จากกองทุนตราสารหนี้
ระยะยาว โดยมีความผันผวนน้อยกว่าประมาณ 40%
นอกจากเรื่องอายุของตราสารแล้ว ประเด็นเรื่องสภาพคล่องในการซื้อขาย
เปลี่ยนมือก็เป็นเรื่องที่ต้องระวังเช่นกัน ลักษณะของกองทุนตราสารหนี้ส่วนมาก
ที่จัดตั้งขึ้นในเวลานี้จะเป็นแบบกองทุนเปิดที่ขายให้นักลงทุนทั่วไป
นั่นหมายความ ว่านักลงทุนสามารถซื้อขายกองทุนได้ทุกวันทำการ
โดยบางกองทุนไม่ต้องเสียค่า ธรรมเนียมซื้อ-ขายด้วย ถือเป็นเรื่องที่สะดวกมากสำหรับนักลงทุน
แต่ในฟาก ของสินทรัพย์ที่กองทุนไปซื้อลงทุน มันไม่มีสภาพคล่องในการซื้อขายแบบนั้น
ดังนั้น เราจะเห็นลักษณะของการจับคู่แบบผิดๆ (mismatch)
ระหว่าง โครงสร้างของกองทุนเปิดกับสินทรัพย์ที่ไปลงทุน
ในช่วงสถานการณ์ปกติผู้จัดการกองทุนจะไม่มีปัญหาในการบริหารสภาพคล่องของกองทุน
แต่ใน สถานการณ์ที่ตลาดหุ้นกู้เผชิญกับความผันผวน ไม่ว่าจะมาจากสาเหตุอะไรก็ตาม
การบริหารสภาพคล่องของกองทุนตราสารหนี้จะมีความยากลำบากเพิ่มขึ้น
เพราะจะมีการไถ่ถอนหน่วยลงทุนทุกวัน
นอกจากนี้ เครื่องมือเพื่อช่วยบริหารสภาพคล่อง เช่น
สัญญาซื้อคืนที่เรียก ว่า REPOs ก็ยังไม่มีการอนุญาตให้ใช้กันในเวลานี้
ซึ่งก็หมายความว่าผู้จัดการ กองทุนมีทางเลือกจำกัดมากในการรับมือกับความผันผวนที่ไม่แน่นอนในตลาด
ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดฝัน
ดังนั้น หากคุณต้องการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะยาว
จะเป็นการ ดีกว่าและปลอดภัยยิ่งที่จะแบ่งเงินลงทุนในกองทุนที่มีการขายคืนหน่วย
ลงทุนเป็นระยะๆ (Interval Fund) หรือไม่ก็ไปซื้อกองทุนปิดดีกว่าที่จะซื้อเป็น
กองทุนเปิดครับ
7. ต้องพิจารณาสไตล์การลงทุนของผู้จัดการกองทุนด้วย
(Consider investment styles)
ท่านผู้อ่านจำนวนมากเมื่ออ่าน/ศึกษาข้อมูลต่างๆ เพื่อเลือกซื้อกองทุนรวม
จะพบว่าหน้าตาของกองทุนเหล่านี้ก็ดูเหมือนๆ กัน คือต่างบริหารภายใต้กฎระเบียบและข้อจำกัดที่คล้ายคลึงกัน
มีพอร์ตการลงทุนเหมือนๆ กัน แต่ท่าน ทราบหรือไม่ว่าโฉมหน้าภายนอกเหล่านี้อาจหลอกสายตาท่านได้
เพราะมีจุดหนึ่งที่ท่านอาจมองไม่เห็น คือ สไตล์การลงทุนของผู้จัดการกองทุน
บางคนมีวิธีการลงทุนที่เน้นเรื่องตัวเลขหรือการทำกำไรมาก
(aggressive) บางคน ก็เก่งในเรื่อง การประเมินมูล ค่าการลงทุน
(value investing) และบางคน ก็เก่งในเรื่องการ ซื้อๆ
ขายๆ หุ้น (trading) หรือ ตราสารหนี้ วิธีหนึ่ง ที่จะช่วยวิเคราะห
สไตล์การลงทุนของ ผู้จัดการกองทุนของ ท่านคือดูที่เครื่องมือวัดความเสี่ยงต่างๆ
เหล่านี้ครับ
- BETA เป็นเครื่องวัดตัวหนึ่งที่จะบอกว่ามูลค่ากองทุนได้เคลื่อนไหวไปใน
ทิศทางเดียวกับการเปลี่ยนแปลงในมูลค่าของดัชนีมาตรฐานตลาด
เช่น ดัชนี ตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) หรือไม่ โดยที่ดัชนีมาตรฐานตัวนี้จะมีค่าเท่ากับ
1.0 หากกองทุนหุ้นที่ท่านผู้อ่านถืออยู่มีค่าเบต้าเท่ากับ
1.20 นั่นหมายความว่า กองทุนกองนี้มีความผันผวนของมูลค่าหน่วยลงทุนมากกว่าค่าของดัชนีมาตรฐาน
อยู่ 20% อธิบายอีกอย่างก็คือ ไม่ว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์จะมีค่าเป็นบวกหรือลบ
มูลค่ากองทุนของท่านจะแกว่งตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลง 20%
เมื่อเทียบกับดัชนี ตลาดฯ
- ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน หรือ Standard Deviation ตัวเลขนี้จะบอกว่า
กองทุนที่ท่านถือหน่วยลงทุนอยู่มีการแกว่งตัวของอัตราผลตอบแทนออกจากอัตรา
เฉลี่ยที่ตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่ ตัวอย่างเช่น หากตั้งค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานไว้ที่ระดับ
10 ก็หมายความว่าอัตราผลตอบแทนต่อเดือนของกองทุนมักจะลดลง
ได้ไม่เกิน 10% ของอัตราเฉลี่ย หากค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ในระดับสูงมาก
แสดง ว่ากองทุนนั้นก็จะมีความผันผวนในเรื่องอัตราผลตอบแทนสูงมากเช่นกัน
- ไตรมาสที่เลวร้ายสุดๆ (Worst quarter) เป็นเครื่องวัดความเสี่ยงที่มุ่ง
ไปในระยะยาวมากที่สุด มันจะแสดงให้เห็นอัตราผลตอบแทนรายไตรมาสที่
เลวร้ายที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งก็ช่วยให้ท่านผู้อ่าน/นักลงทุน
ทำใจได้ว่าจะเผชิญกับสถานการณ์อะไรในอนาคต
เครื่องมือวัดความเสี่ยงต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้ท่านผู้อ่านที่เป็นนักลงทุนมี
มุมมองที่ชัดเจนต่อสไตล์การลงทุนที่แตกต่างกันของผู้จัดการกองทุนแต่ละคน
แม้ว่าข้อมูลตัวเลขต่างๆ ที่คุณต้องการรู้อาจจะมีให้ไม่ครบถ้วนเพียงแต่บริษัทจัดการทุกแห่งก็จะพยายามจัดหาข้อมูลให้ตามที่ท่านนักลงทุน
ร้องขอไปในอนาคตอันใกล้นี้ สมาคมบริษัทจัดการ หรือ AIMC
จะจัดทำตัวเลขอัตราผลตอบแทนที่มีการปรับปัจจัยความเสี่ยงแล้ว
หรือที่เรียกว่า Risk-Adjusted Return และประกาศเผยแพร่ต่อสาธารณะให้ทราบด้วย
8. ต้องระวังในเรื่องขนาดของสินทรัพย์
(Beware of asset size)
การลงทุนในกองทุนรวม ขนาดของสินทรัพย์เป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้อง
พิจารณา เพราะมันมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของกองทุน
แต่การที่จะบอกว่า จำนวนเท่าใดถือเป็นกองทุนขนาดใหญ่เกินไปหรือเล็กเกินไปนั้น
เป็นเรื่องที่ซับซ้อนพอสมควร กองทุนที่มีขนาดสินทรัพย์น้อยกว่า
100 ล้านบาทถือว่า มีขนาดเล็กเกินไป เพราะเมื่อดูตัวเลขค่าใช้จ่ายต่างๆ
ของกองทุนแล้ว เราจะพบว่ามันไม่เกิดการประหยัดในเรื่องของขนาดกองทุน
พูดง่ายๆ ก็คือค่าใช้จ่ายจะมีจำนวนสูงเมื่อเทียบออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์
แต่ในอีกสุดขั้วหนึ่งนั้น หากกองทุนมีขนาดของสินทรัพย์เกินกว่า
15,000 ล้านบาท ก็ถือว่าใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับขนาดของตลาดการเงินไทย
ประเด็นนี้ เป็นเรื่องจริงนะครับ เพราะภายใต้เงื่อนไขแวดล้อมต่างๆ
ตอนนี้บริษัทที่ออก ตราสารหนี้ชั้นดีหาได้ยากมากครับ
นั่นหมายความว่าตราสารดีๆ ที่ผู้จัดการกองทุน จะซื้อหามาลงทุนก็มีน้อยด้วยครับ
9. ต้องคอยตรวจสอบรายการค่าใช้จ่ายที่ถูกซุกซ่อนไว้
(Look for hidden expense)
ค่าใช้จ่ายของกองทุนมีผลต่ออัตราผลตอบแทนของนักลงทุนโดยตรง
ในส่วน ของกองทุนหุ้นที่ค่อนข้างแอคทีฟจะคิดค่าธรรมเนียมการจัดการปีละ
1 - 1.5% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน ขณะที่กองทุนหุ้นที่เคลื่อนไหวตามการ
เปลี่ยนแปลงของดัชนีจะคิดค่าธรรมเนียมการจัดการไม่เกิน
0.75% แต่ในส่วน ของกองทุนตราสารหนี้นั้นจะคิดค่าธรรมเนียมต่ำกว่ากองทุนหุ้นครับ
ปีละ 0.5% - 0.75% เท่านั้น
นอกจากดูค่าใช้จ่ายในส่วนที่เป็นค่าธรรมเนียมการจัดการรายปีแล้ว
ท่านดูอัตราส่วนค่าใช้จ่ายรวม หรือที่เรียกว่า Total
Expense Ratio (TER) ซึ่งเป็นตัวเลขรวมของค่าใช้จ่ายทุกรายการที่เกิดขึ้นของกองทุนครับ
อย่างไรก็ดี ผมอยาก จะชี้ให้เห็นค่าใช้จ่ายที่ถูกซุกซ่อนไว้อีกรายการหนึ่ง
ซึ่งเกิดมาจากการซื้อหลักทรัพย์เข้ามาไว้ในพอร์ตลงทุน
และการขายหลักทรัพย์นั้นออกไป ท่านสามารถ ตรวจสอบตัวเลขนี้ได้จากอัตราส่วนการซื้อเข้ามาและขายออกไปในพอร์ตโฟลิโอ
ของกองทุนครับ (Portfolio turn over ratio)
อัตราส่วนตัวนี้จะเป็นเครื่องบ่งชี้ที่ดีว่าหุ้นตัวหนึ่งๆ
มีการซื้อขายเข้าออก กี่รอบ อัตราส่วนการเข้าออกหลักทรัพย์ในพอร์ตโฟลิโอ
หากน้อยกว่า 100% ถือเป็นระดับปกติครับ
10. ใครเป็นคนบริหารเงินของฉัน?
(Whos managing my money?)
นี่เป็นคำถามที่สมควรจะถูกถามอย่างยิ่ง เพราะว่าอะไรน่ะหรือครับ
ก็เรากำลัง จะมอบความไว้วางใจให้กับคนคนหนึ่ง เข้ามาบริหารเงินที่เราหามาได้ด้วยความ
ยากลำบาก มันก็จะต้องทราบพื้นเพของคนผู้นี้กันสักหน่อย
ไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือ สตรีก็ตาม อย่างไรก็ตาม ก็มีบริษัทจัดการจำนวนมากนะครับที่ใช้ระบบตั้งเป็น
คณะกรรมการขึ้นมาบริหารจัดการเงินของท่านผู้อ่าน เรียกว่าใช้ระบบให้คนหลาย
คนมาช่วยกันบริหาร (Investment committee) แทนที่จะเป็นวันแมน/วีแมน
โชว์ครับ
กระนั้นก็เถอะครับ ผู้จัดการกองทุนทุกคนต้องได้ใบอนุญาตบริหารจัดการ
กองทุนจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
หรือ ก.ล.ต. และต้องมีการระบุชัดเจนว่าใครเป็นผู้จัดการกองทุนกองไหน
แต่เราก็ควร ที่จะถามคำถามนั้นกับพวกเขาอยู่ดีแหละครับ
คุณเป็นใคร มีประสบการณ์ บริหารกองทุนมานานเพียงใด มีคุณสมบัติที่เหมาะสมอย่างไรบ้างในการจัดการ
กองทุน ผู้จัดการกองทุนที่มีใบอนุญาต CFA หรือเป็นนักวิเคราะห์ทางการเงินระดับสูงจะมีความชำนาญมากกว่าผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตนี้
11. อย่าซื้อกองทุนหลายกองมากเกินไป
(Dont own too many funds)
| มีรายงานการศึกษาที่จัดทำโดย
Morningstar Mutual Funds ในสหรัฐ อเมริกา ได้ข้อสรุปว่าการถือหน่วยลงทุนของกองทุนมากกว่า
4 กองขึ้นไปไม่ได้ ช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนแต่อย่างใด
(ดูตารางประกอบ) ในกรณีของ กองทุนรวมในบ้านเรานั้น
ยังไม่มีการทำรายงานศึกษาในเรื่องนี้ แต่แนวโน้ม
ก็ไม่น่าจะแตกต่างไปจากในสหรัฐฯ เท่าใดนัก
มันก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่จะต้องไปซื้อกองทุนถึง
7-8 กองเพื่อที่จะให้เกิด การกระจายการลงทุน ทางเลือกที่ดีน่าจะเป็นการเลือกกองทุนดีๆ
สัก 2-3 กอง หรือซื้อกองทุน Index Fund หรือกองทุนผสม
ซึ่งจะช่วยกระจายความเสี่ยง ได้มากกว่า |
 |
12. ลงทุนเพื่อระยะยาว (Invest
for the long term)
นี่เป็นกฎข้อสุดท้ายในการเลือกกองทุนแล้วครับ หลังจากที่คุณมีความชัดเจน
กับเป้าหมายการลงทุนระยะยาวของคุณแล้ว รวมทั้งรู้ด้วยว่าคุณจะรับความเสี่ยง
ได้มากน้อยแค่ไหน และคุณก็เลือกผสมกันระหว่างกองทุนที่แอคทีฟกับ
ไม่แอคทีฟมากแต่เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์
(Index Fund) คราวนี้คุณก็นั่งพักได้แล้วล่ะครับ ปล่อยให้ผู้จัดการกองทุนทำงานในส่วนที่
ยากๆ ต่อไปเพื่อหาผลตอบแทนให้คุณคำแนะนำสำคัญที่สุดข้อหนึ่งที่ผมจะให้กับท่านผู้อ่านได้คือควรจะลงทุน
เพื่อหวังดอกผลในระยะยาว ประโยคที่บอกว่ากรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว
อาจจะเอามาประยุกต์ใช้กับการลงทุนของท่านได้ และท้ายที่สุดนี้
ผมอยากจะบอกด้วยว่าการลงทุนไม่ใช่เรื่องสำหรับคนรวย
แต่คุณจะรวยได้ต้องเป็นนักลงทุน. |