M&W
• Retirement
Investment Planning
Funds' Corner
• College Planning
Insurance
Money Matters
Debt
Legal Clinic
Marriage & Divorce
Inheritance
Money Tales
Money for Money 
M&W Quiz
Property
M&W Family Finance
Money Matters
Debt
Legal Clinic
ธีระ ภู่ตระกูล

ก่อนที่ผมจะบอกความลับบางอย่างของผมเกี่ยวกับการลงทุนให้ประสบความสำเร็จ ผมอยากจะบอกเสียตั้งแต่เริ่มแรกเลยว่าการลงทุน คือ การกระทำ บางสิ่งบางอย่างบนพื้นฐานของความเชื่อมั่น (faith) หรือเป็นการเลื่อนการบริโภคในปัจจุบันเพื่อเอาไว้ใช้ ในอนาคต เพราะอย่างที่เราต่างรู้ๆ กันอยู่ว่าอนาคต เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

หลักการเช่นเดียวกันนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในเรื่องของ การลงทุนได้ มันไม่มีการพนันอะไรที่จะได้ผลลัพธ์มาอย่างแน่นอน (sure bet) หรือมั่นอกมั่นใจมากๆ หรอก เมื่อเราซื้อหุ้นหรือพันธบัตร เรากำลังแสดงตนว่ามีความเชื่อมั่นในความสำเร็จทาง เศรษฐกิจและตลาดการเงิน เมื่อเราลงทุนในกองทุนรวม เรากำลัง แสดงความมั่นใจว่าผู้จัดการกองทุนมืออาชีพจะคอยดูแลสินทรัพย์ ของเราตามที่เราได้ให้ความเชื่อถือเขา เรายังตระหนักรู้ซึ้งถึงคุณค่า ของหลักการเรื่องการกระจายการลงทุน โดยเรากระจายเม็ดเงิน ไปซื้อทั้งหุ้นและตราสารหนี้ กองทุนรวมที่มีการกระจายพอร์ตการ ลงทุนออกไปจะช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้จากการถือครองหุ้น เพียงตัวเดียว

การที่จะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จนั้น เราต้องยินดีรับความเสี่ยงที่คาดคะเนได้ (calculated risk) เกี่ยวกับความ ไม่แน่นอนต่างๆ หากไม่มีความเสี่ยง ก็ย่อมไม่มีผลตอบแทนกลับคืนมา

หลักการดังกล่าวข้างต้นเป็นเรื่องพูดง่ายกว่าทำ โดยเฉพาะเมื่อพวกเราส่วนมากสูญเสียความเชื่อมั่นทั้งหมดที่มีต่อตลาดหลักทรัพย์ไปแล้ว ในช่วงจุดสูงสุดของเศรษฐกิจฟองสบู่เมื่อปี 2540 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์พุ่งขึ้นไปที่ระดับ 1,700 จุด แต่ปัจจุบันอยู่ในระดับเพียง 390 จุดเท่านั้น คุณคงต้องใช้วิธีนั่งเดา เอาเท่านั้นแหละว่าอีกนานเท่าใดมันจึงจะกลับไปสู่ระดับสูงสุดเดิม ที่เคยทำไว้ได้

นักลงทุนหลายรายที่ได้ซื้อกองทุนรวมตราสารทุนเอาไว้ ด้วย ความรู้หรือไม่รู้ก็ตาม ก็ได้สูญเสียเงินลงทุนเริ่มต้นไปมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ คงต้องยอมรับกันตามตรงว่าความสูญเสียในครั้งนั้นได้ ทำให้ความเชื่อมั่นในตัวเองของนักลงทุนมลายหายไปโดยสิ้นเชิง

ความมั่นอกมั่นใจต่อตลาดการเงินและกระเป๋าเงินของเรา!

แต่ในช่วงเวลาปัจจุบัน เมื่อเรายึดมั่นอยู่กับแผนระยะยาวและการลงทุนเพื่อหวังผลระยะยาว วิธีนี้ต่างหากที่เป็นหัวใจนำไปสู่ ความสำเร็จของนักลงทุนในการที่จะได้ผลตอบแทนสูงสุดกลับ คืนมา

แม้ว่านักลงทุนส่วนมากยังไม่ค่อยมีแนวคิดเรื่องการลงทุนระยะยาว แต่ท่านจะประหลาดใจที่พบว่าแนวคิดนี้ทำได้ง่ายมาก ผมขอเปรียบเทียบว่าการลงทุนก็เหมือนการปลูกต้นไม้ ขั้นตอน อาจต้องใช้เวลาหลายปีเพื่อรอให้มันเจริญเติบโต แตกหน่อผลิใบ และออกดอกออกผลให้เราเก็บกินลิ้มรสได้ นอกจากนี้การที่ ต้นไม้จะเติบโตงอกงามก็ยังขึ้นอยู่กับฤดูกาลด้วย แม้จะเป็นในประเทศเขตร้อนอย่างเมืองไทยก็ตามเถอะ

ประเทศไทยมีสามฤดู คือ ร้อน, ฝน และหนาว ตราบเท่าที่ รากโคนของต้นไม้ไม่ถูกทำลาย ต้นไม้ก็ย่อมจะเติบโตและให้ ผลดีในทุกฤดูกาล หากท่านดูแลใส่ใจในต้นไม้ของท่านธรรมชาติ และวัฏจักรของเศรษฐกิจก็ละม้ายคล้ายคลึงกัน ธรรมชาติใน แต่ละฤดูกาลจะมีทั้งช่วงที่ดีและไม่ดี เงินเฟ้อและเงินฝืด สงคราม และสันติภาพ โรคระบาดร้ายแรงและความอดอยากหิวโหย นอกจากฤดูกาลที่มีการเปลี่ยนแปลงแล้ว เศรษฐกิจไทยก็ อยู่รอดมาได้ และกำลังฟื้นตัวจากภาวะที่เสื่อมทรุดอย่างมาก ในตอนที่เกิดวิกฤติค่าเงินบาท เมื่อปี 2540

ผมขอแนะนำกฎอย่างง่าย 6 ข้อที่อยากให้ท่านผู้อ่านลอง ทำดู เพื่อรักษาการลงทุนของท่านให้อยู่รอดและงอกเงยต่อไป ในระยะยาว :

Invest You Must  ท่านต้องลงทุน ความเสี่ยงมากที่สุด ของพวกเรา คือการไม่ยอมเสี่ยงมากพอ เงินที่ฝากไว้ในธนาคาร หรือเก็บไว้ใต้เตียงไม่ถือว่าเป็นการลงทุน ท่านต้องทำการจัดสรร เงินก้อนหนึ่งจากเงินออมของท่าน นำไปลงทุนระยะยาวใน ตลาดหุ้นหรือตลาดตราสารหนี้

Time is Your Friend  ต้องคิดว่าเวลาคือเพื่อนของ ท่าน ลงทุนเสียแต่เนิ่นๆ และลงทุนบ่อยครั้ง ท่านควรจะเริ่มต้น ลงทุนตั้งแต่อยู่ในช่วงอายุ 20 ปีขึ้นไป แม้จะเป็นเม็ดเงินจำนวน น้อยนิด จงอย่าหยุดลงทุน การลงทุนขนาดปานกลางแม้ใน ช่วงเวลาที่ยากมากๆ สำหรับท่าน จะช่วยให้ท่านคุ้นเคยและมีนิสัยที่ดีในการลงทุน อัตราดอกเบี้ยทบต้นและเทคนิคในเรื่อง Dollar Cost Averaging จะช่วยเพิ่มพูนดอกผลของการลงทุน ของท่านในระยะยาว

Impulse is Your Enemy  ความโลภคือศัตรู ท่าน ต้องกำจัดอารมณ์ และความอยากออกจากแผนการลงทุน ต้องมีความคาดหวังอย่างมีเหตุผลต่อผลตอบแทนที่จะได้รับใน อนาคต และพยายามเลี่ยงการเปลี่ยนความคาดหวังที่ตั้งไว้เมื่อ ภาวะแวดล้อมมีการเปลี่ยนไป

Cost Control  ควบคุมต้นทุน ต้องควบคุมค่าใช้จ่าย ในการลงทุนให้ได้ ผลตอบแทนสุทธิที่ท่านจะได้รับคำนวณ ง่ายมาก โดยเอาผลตอบแทนขั้นต้นที่ได้จากพอร์ตการลงทุน ของท่านลบออกจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมด เช่น ค่านายหน้า ซื้อขายหุ้น ค่าที่ปรึกษาและค่าบริหารพอร์ต เป็นต้น ตัวเลขที่ ออกมาก็คือผลตอบแทนสุทธิของท่าน

Stick to Simplicity  ยึดติดความเรียบง่าย อย่าทำให้ขั้นตอนการ ลงทุนยุ่งยากซับซ้อนจนเกินไปนัก การลงทุนขั้นพื้นฐานนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจ และทำได้ง่ายมาก : เช่น การกระจายสินทรัพย์ไปสู่หุ้นตราสารหนี้ และสำรองเงินสด; การเลือกซื้อกองทุนรวมที่มีผลงานในอดีต ; การบริหารให้ สามสิ่งนี้มีความสมดุลกันคือความเสี่ยง ผลตอบแทนและต้นทุน

Stay the Course  ยึดแผนการลงทุนไว้ให้มั่น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็ตาม ท่านต้องยึดมั่นในแผนการลงทุนระยะยาว กฎข้อนี้ถือเป็นความ ชาญฉลาดที่สุด ลงทุนเพื่ออนาคตระยะยาว

ลองมาดูตัวอย่างที่สนใจเกี่ยวกับการเริ่มต้นออมเงินของคนสองคน คือ นายสมชายกับนางสมศรีที่ต่างก็คิดจะเริ่มออมเงิน แต่สองคนนี้เริ่มออม ไม่พร้อมกัน กล่าวคือ สมชายตัดสินใจทยอยออมปีละ 1,000 บาท โดยอัตราผลตอบแทนที่ได้รับคือ 10% สมชายเริ่มออมมาตั้งแต่อายุ 18 ปี โดยออมเป็นจำนวนเงินเท่ากันทุกปีเป็นเวลา 13 ปี จนกระทั่งอายุ 30 สมชายก็หยุดที่จะออมเพิ่มเพียงนำเงินทั้งต้นและดอกผลมาลงทุนต่อไป เพื่อไว้ใช้ตอนอายุ 65 ปี ซึ่งในตอนนั้นมูลค่าเงินออมของนายสมชายมีมูลค่า สูงถึง 690,000 บาท แต่หากเรามาดูนางสมศรีที่มาเริ่มเมื่ออายุ 30 ปี และออมเงินอย่างต่อเนื่องทุกปี ๆ ละถึง 2,000 บาท เป็นเวลา 36 ปี จนอายุ 65 ปี โดยให้สมศรีได้รับอัตราผลตอบแทนการลงทุนเท่ากับสมชาย คือ 10% ต่อปี ซึ่งเราจะพบว่าแม้ว่าสมศรีออมเงินในแต่ละปีมากกว่าเป็น 2 เท่าของ สมชาย แต่มูลค่าเงินออมที่สมศรีเก็บไว้ได้นั้นเพียง 598,000 บาท เท่านั้น

ความมหัศจรรย์ของการทบต้น

 

นายสมชาย

นางสมศรี

ผลต่าง

เริ่มลงทุนตอนอายุ

18 ปี

30 ปี

13 ปี

เงินลงทุนเริ่มต้น

1,000 บาทต่อปี

2,000 บาทต่อปี

100%

ระยะเวลาลงทุน

(18-30 ปี) 13 ปี

(30-65 ปี) 13 ปี

3 เท่า

เงินต้นรวม

13,000 บาท

72,000 บาท

454 %

มูลค่าเงินลงทุนเมื่ออายุ 65 ปี

690,000 บาท

598,000 บาท

92,000 บาท

อัตราผลตอบแทน*

5,207%

731%

4,476%

*ผลตอบแทน 10% ต่อปี

จากตัวอย่างข้างต้น ท่านคงพอเข้าใจว่าการเริ่มออมเงินนั้นยิ่งทำได้เร็ว เท่าไรก็จะเป็นประโยชน์ต่อท่านมากเพียงนั้น เพราะท่านจะได้รับประโยชน์ จากการทบต้นของเงินลงทุนที่มีแต่ทวีมากขึ้นตามเวลาที่ท่านได้ลงทุนหรือ ออมเงินเอาไว้ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องรอให้อายุมากก่อนจึงค่อย ออมเงิน หรือแม้แต่ท่านที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ก็ตามการเริ่มออมเงินไว้ให้ บุตรหลานของท่านตั้งแต่เขาเหล่านั้นยังเล็ก ก็อาจจะเป็นความคิดที่ดีทีเดียว ที่จะหาเงินไว้ใช้เป็นทุนการศึกษาเมื่อเขาเหล่านั้นเติบโตขึ้น

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันทางเลือกในการออมเงินนั้นมีมากมายหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการฝากเงินไว้กับธนาคารหรือการลงทุนในกองทุนรวมประเภท ต่างๆ เช่น กองทุนรวมหุ้นทุน หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ เป็นต้น ซึ่งการ ลงทุนแต่ละรูปแบบก็จะให้ผลตอบแทนที่สูงต่ำต่างกัน และความเสี่ยงในการลงทุนก็อาจจะต่างกัน ส่วนการฝากเงินกับธนาคารท่านก็จะได้รับผลตอบแทน ที่สูง โดยไม่สนใจความผันผวนของอัตราผลตอบแทนระยะสั้น ก็อาจจะเลือก ลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น ส่วนนักลงทุนบางท่านก็อาจจะเลือกทาง สายกลาง โดยเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ ที่อาจจะสบายใจขึ้นเพราะผลตอบแทนไม่ขึ้นลงหวือหวามากนัก และยินดีกับผล ตอบแทนในระดับกลาง

ดังนั้นเมื่อท่านจะเริ่มลงทุนท่านควรต้องศึกษาถึงรูปแบบการลงทุน ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของท่าน ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์ของตัวท่านเอง



 เครื่องมือการวางแผน
 วิธีหา Net Worth
 วิธีจัด Portfolio
 ค้นหากองทุนรวม
 Bond Calculator
 Saving Calculator
 วางแผนการเกษียนอายุ
 วางแผนประกันชีวิต
 วางแผนการศีกษา
 บริหารหนี้
 IBES Earnings
  Consensus
 Statement รวม
 อื่นๆ