|
ท่านผู้อ่านที่กำลังส่งเสียเงินทองเพื่อการศึกษาของบุตรหลาน
ต้องคิดหนักมากขึ้นในทุกๆ ปี โดยเฉพาะกับข่าวล่าสุดที่บอกมาว่าค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมต่างๆ
ของมหาวิทยาลัยเอกชนในสหรัฐฯ ปีที่ผ่านมาทะยานเพิ่มขึ้นถึง
5.8 เปอร์เซ็นต์ทีเดียว ซึ่งมากกว่าอัตราการเพิ่มในครั้งก่อนหน้านั้น
ส่วนมหาวิทยาลัยของรัฐนั้น เพิ่มสูงลิ่วถึง 9.6 เปอร์เซ็นต์
สาเหตุสำคัญมาจากการที่มลรัฐต่างๆ พากันตัดลดงบประมาณที่ให้
แก่มหาวิทยาลัย ขณะเดียวกัน ความช่วยเหลือทางการเงินที่จะให้แก่การศึกษาระดับวิทยาลัยก็ถูกลดทอนลงด้วย
ข่าวร้ายต่างๆ เหล่านี้ทำให้ผู้ปกครองที่กำลังส่งเสียบุตรหลานศึกษาในต่างประเทศ
ต้องมี ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงมากขึ้น
เพื่อให้รับมือกับความท้าทายทางการเงินข้างต้น เป็นเรื่องจำเป็นที่ท่านผู้ปกครองจะต้องมียุทธศาสตร์ที่ดีพอในการที่จะเก็บเงินให้ลูกเรียน
และการตัดสินใจต่างๆ ก็จะต้องอยู่ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ดังกล่าว
ผมมีแนวทางการวางแผนในเรื่องนี้ 3 ประเด็นมาเสนอ ท่านผู้อ่าน
:-
คุณต้องใช้เงินเท่าไร ?
ค่าใช้จ่ายระดับอุดมศึกษาของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ
โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกานั้น มีอัตราที่แตกต่างกันมาก
ค่าใช้จ่ายสำหรับห้องพักและค่ากินอยู่ในมหาวิทยาลัยของรัฐ
เฉลี่ยปีละประมาณ 550,000 บาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายในมหาวิทยาลัย
ชั้นระดับ Ivy League ไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี
สำหรับนักเรียนไทยที่ไปศึกษาต่อในต่างประเทศก็ควรจะบวกเพิ่มอีก
20 เปอร์เซ็นต์ สำหรับค่าโดยสารเครื่องบินและค่าใช้จ่ายอื่น
ๆ ในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมาค่าใช้จ่ายในการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมีอัตราเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย
ปีละ 5 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ก็คาดหมายได้เลยว่าในอนาคตค่าใช้จ่ายส่วนนี้ต้องเพิ่มสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อแน่
กรุณาคลิกไปที่ www.money.com และ www.collegeboard.com เพื่อดูรายละเอียดค่าใช้จ่ายในการ
ศึกษาเป็นรายมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ
ตัวเลขค่าใช้จ่ายที่คุณจะได้พบจากเว็บไซต์ดังกล่าว
อาจสร้างอาการสะดุ้งตกใจแก่คุณได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องเก็บเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษา
สี่ปีในมหาวิทยาลัยชั้นนำในปี ค.ศ. 2016 หรืออีก 13
ปี นับจากนี้ไปคุณต้องเก็บเงินเดือนละ 60,000 บาท! เพื่อที่จะให้ได้เงินก้อนจำนวนมากถึง
12.6 ล้านบาท
แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่มีเงินส่วนเกินเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาลูกมากถึงเพียงนั้น
กระนั้นก็เถอะ คุณก็ยัง ควรที่จะลองทำดูให้ได้มากพอภายในเวลาที่กำหนดดังนั้น
เป้าหมายที่เป็นจริงควรจะเป็นอย่างไรล่ะ?
วิธีจัดการปัญหานี้อย่างหนึ่ง ก็คือแบ่งตัวเลขการหาเงินให้ลูกเรียน
ออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน ดังนี้ :
ช่วงเวลาการเก็บเงินยาวนานเพียงใด?
สมมติว่าคุณเพิ่งได้ลูกสาวเกิดใหม่ ช่วงเวลาเป้าหมายที่คุณต้องเก็บเงิน
ส่งลูกเรียนก็น่าจะนานสัก 18 ปี ผมแนะนำว่าคุณควรแยกเงินเก็บเพื่อการ
ศึกษาของลูกสาวคุณออกจากเงินลงทุนอื่นๆ ของคุณ หากคุณมีเวลาสัก
10 ปีหรือมากกว่านั้น ผมคิดว่าการลงทุนในหลักทรัพย์
(หุ้น) เป็นสิ่งสำคัญใน พอร์ตการลงทุนของคุณ เพราะหากไม่คิดเรื่องการแกว่งตัวไปมาของราคา
หุ้นแล้ว ผมมองว่าหลักทรัพย์เป็นสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว
ที่พอจะมีมูลค่า สูงมากกว่าอัตราการเฟ้อของค่าใช้จ่ายในการศึกษาได้
พวกคุณอาจจะมีประสบการณ์ที่เลวร้ายใน การลงทุนในตลาดหุ้นเรื่องนี้
ผมเข้าใจดี แต่มันมีวิธี หรือเครื่องมือที่จะจัดการลดความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่พอจะยอมรับได้
เช่น หากจะให้มีความ เสี่ยงในระดับปานกลาง โดยมีเวลาเก็บเงินให้ลูก
เรียนนาน 10 ปี คุณควรจะลงทุนในหุ้นประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ตการลงทุน
และส่วนที่เหลือนำไปลงทุนในพันธบัตร และถ้ามีเวลา เก็บเงินแค่
5 ปี ก็ควรจะลดการลงทุนในหุ้นลง เหลือ 25-30 เปอร์เซ็นต์
ครั้นพอใกล้ถึงเวลาที่กำหนดไว้ คุณก็ควรจะเปลี่ยนการลงทุนส่วนข้างมากมาเป็นกองทุนตราสาร
หนี้ระยะสั้น เพื่อรักษาเงินต้นเอาไว้
ผมแนะนำให้เข้าไปดูที่ www.scbam.com ซึ่งจะช่วยจัดพอร์ตโฟลิโอการ
ลงทุนที่เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่คุณจะรับได้ และทดลองใช้เครื่องมือกระจายสินทรัพย์การลงทุนในเว็บไซต์ดังกล่าวด้วย
คำแนะนำอีกประการหนึ่งที่ผมมักจะพูดเตือนอยู่เสมอๆ
ก็คือให้ลงทุน แบบระยะยาว โดยเฉพาะการลงทุนในหลักทรัพย์หรือหุ้น
และเพื่อเป็นการ พิสูจน์คำพูดของผม โปรดดูตารางอัตราผลตอบแทนของกองทุนรวมชั้นนำใน
ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แม้บางกองจะมีการแกว่งตัวอยู่บ้างในช่วง2-3
ปีหลังนี้ แต่ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับกองทุนตราสารทุนหรือหุ้น
อย่าสนใจการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในช่วงสั้นๆ แต่เน้นไปดูที่เป้าหมาย
ระยะยาวและผลตอบแทนที่ดีในบั้นปลายที่สำคัญผู้บริหารกองทุนหุ้นใน
ตารางข้างท้ายนี้ สามารถสร้างอัตราผลตอบแทนระดับ 17
เปอร์เซ็นต์ต่อปี ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นตัวเลขที่ไม่เลวทีเดียวครับ!
ตาราง ผลตอบแทนของกองทุนเปิดตราสารทุน
| |
2545 |
2544 |
2543 |
2542 |
2541 |
| ผลตอบแทนรวม
(Composite Return %) |
| กองทุนเปิดหุ้นทุน
(Open-end Equity Funds) |
| ผลตอบแทนเฉลี่ย
(Arithmetic Average) |
27.74 |
9.10 |
-42.63 |
16.53 |
-3.86 |
| บรรทัดฐาน (Benchmark) |
17.32 |
12.88 |
-44.14 |
35.31 |
-0.24 |
| บลจ.อเบอร์ดีน จำกัด |
48.20 |
25.49 |
-45.85 |
49.73 |
24.36 |
| บลจ.อยุธยา เจ เอฟ
จำกัด |
39.89 |
19.70 |
-44.39 |
59.45 |
-8.96 |
| บลจ.กสิกรไทย จำกัด |
37.93 |
5.09 |
-43.19 |
20.79 |
-5.07 |
| บลจ.ไอเอ็นจี จำกัด |
32.36 |
5.40 |
-45.25 |
Na. |
Na. |
| บลจ. ไทยพาณิชย์
จำกัด |
30.45 |
12.40 |
-44.44 |
5.12 |
-4.15 |
| บลจ.บีโอเอ จำกัด |
29.21 |
3.98 |
-41.94 |
55.53 |
-7.89 |
| บลจ.ธนชาติ จำกัด |
26.91 |
3.46 |
-44.38 |
14.07 |
-23.06 |
| บลจ.วรรณ จำกัด |
26.70 |
2.82 |
-41.66 |
27.42 |
-4.48 |
| บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด
(มหาชน) จำกัด |
24.29 |
10.66 |
-42.38 |
12.40 |
-5.22 |
| บลจ.ทิสโก้ จำกัด |
11.59 |
6.85 |
-39.20 |
24.97 |
-28.01 |
| บลจ.บัวหลวง จำกัด |
8.85 |
13.10 |
-38.50 |
3.24 |
7.55 |
|