|
ในการลงทุนซื้อหุ้น
ผมจะบันทึกทั้งจำนวนและราคาไว้อย่างชัดเจน มันช่วยให้ผมสามารถกำหนดกลยุทธ์ของก้าวต่อไปได้ง่ายขึ้น
การบันทึกที่ชัดเจนช่วยให้ผมสามารถลดต้นทุนของหุ้นได้โดยการซื้อหุ้นที่ขายไปกลับมาในราคาที่ต่ำลง
นอกจากนี้ ผมได้ดัดแปลงเทคนิคการลงทุนจากกลยุทธ์การเล่นหมากล้อม
(โกะ)ซึ่งพูดถึงหลักที่น่าสนใจอย่างน้อยสองข้อคือ
1. การชนะด้วยการไม่พยายามจะเอาชนะ
2. หมากที่จะชนะได้ ต้องมีโครงสร้างของหมากที่ดี
สำหรับหลักข้อแรกนั้น ผมนำมาใช้กับตลาดหุ้น
คือ ไม่พยายามทุ่มเงินซื้อหุ้นแบบต้องการเห็นผลกำไรอย่างรวดเร็วในระยะเวลาสั้น
ๆ เพราะอาจขาดทุนหมดตัวได้ง่ายๆ เช่นเดียวกัน การคำนึงถึงหลักนี้ทำให้ผมใจเย็น
มีความอดทน คำนึงถึงผลได้ที่ยั่งยืนในระยะยาว
 |
ส่วนหลักข้อสองนั้น
ทำให้ผมต้องคัดเลือกหุ้นที่มีโครงสร้างที่ดี หุ้นที่มีโครงสร้างที่ดีหมายถึงต้องเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและราคาต้องไม่สูงจนเว่อร์
ถ้าให้ดี ต้องสามารถให้ dividend yield ใกล้ๆ
สิบเปอร์เซ็นต์
ผมเห็นว่าหุ้นตัวใดที่มี dividend
yield ต่ำกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ เป็นหุ้นที่มีราคาแพงเกินไป
ผมมักจะเลี่ยงเพราะกลัวตกอยู่ในสภาพยิ่งสูงยิ่งหนาว
นอกจากผมจะพิจารณาเห็นว่าหุ้นตัวนั้นจะมีอัตราการเติบโตของการทำกำไรอยู่ในเกณฑ์สูงคือเกิน
20 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ผมก็อาจจะซื้อไว้บ้าง แม้ว่า
dividend yield ของปีปัจจุบันจะอยู่ต่ำกว่า 5
เปอร์เซ็นต์ เพราะอนาคตเมื่อมีกำไรสูงขึ้น DPS
ก็ย่อมจะสูงตาม ทำให้ dividend yield มีโอกาสปรับตัวสูงกว่าห้าเปอร์เซ็นต์
การเลือกลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานดีและในราคาที่เหมาะสม
คือหลักการสำคัญที่ผมเชื่อว่าจะช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุน
และเพิ่มโอกาสในการ |
ทำกำไร อย่างเช่น หุ้นธุรกิจยางที่ผมเคยเรียนว่ามีโอกาสถือสูงถึง
5,000 หุ้น แบบฟรีๆ เพราะผมเข้าไปซื้อในจังหวะที่เหมาะสม กว่า
40,000 หุ้น และเมื่อเวลาหุ้นวิ่งขึ้น ก็ทยอยขายออกไป
35,000 หุ้น เพื่อนำกำไรมาลดต้นทุนที่เหลืออยู่จนต่ำกว่าศูนย์
ที่สำคัญคือหุ้นที่ผมเลือกแล้ว เวลาขาย ผมจะไม่ขายหมด
จะต้องเหลืออยู่ส่วนหนึ่งเสมอ แต่เป็นการเหลืออยู่ในลักษณะที่ปลอดภัยเพราะมักจะอยู่ต่ำกว่าราคาตลาดค่อนข้างมาก
ขณะเดียวกัน ผมก็จะเฝ้าติดตามการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นแบบห่างๆ
เพื่อว่าถ้ามีการปรับตัวลดต่ำลง อาจเป็นโอกาสให้ผมได้ซื้อหุ้นที่ขายไปกลับมาเข้าพอร์ต
กลับมาที่หุ้นยางอีกครั้งนะครับ หลังจากที่ราคาหุ้นวิ่งสูงขึ้นเพราะข่าวดีเรื่องการรวมตัวของสามประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ไปสักระยะหนึ่ง
ก็มีข่าวด้านลบปรากฎออกมา
นั่นคือ มีกระแสข่าวว่าประเทศหนึ่งในสามมีการระบายสต็อคยางออกตลาดกว่า
100,000 ตัน เป็นผลกดดันให้ราคายางอ่อนตัวลงอย่างรุนแรง
ข้อมูลนี้คือหมีตัวใหญ่ที่ตะปบเข้ามาที่หุ้นยางที่ผมกล่าวถึง
ราคาจึงไหลลงมาอยู่แถวๆ 15.50 15.60 บาท
ผมกลับไปดูบันทึกของผม ก็พบว่ามีรายการที่ผมขายออกไปตั้งแต่
18.00 21.00 บาท จึงเห็นเป็นโอกาสอันดีที่จะซื้อกลับเพราะการอ่อนตัวของราคา
ปรากฎว่าผมซื้อกลับมาได้ 12,000 หุ้นๆ ละ 15.60 บาท
แม้ราคาจะลงต่อไปถึง 14.00 บาท ผมก็ยังไม่รู้สึกเดือดร้อนเพราะเมื่อคิดเฉลี่ยสุทธิ
ก็ตกหุ้นละเพียง 11.00 บาทเท่านั้น ต่อมาราคาหุ้นก็ค่อยๆขยับสูงซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะราคายางขยับขึ้นมาใหม่จากการรวมตัวของประเทศผู้ผลิตยางหรือเปล่า
เพราะผมเช็คดูผลประกอบการของบริษัทในไตรมาส 2 และ 3
ก็ยังไม่ดี ดังนั้น เพื่อความไม่ประมาทและเป็นการลดความเสี่ยงผมก็วางหมาก
take profile ออกไปก่อนดังนี้
| ขาย (หุ้น ) |
ราคา ( บาท ) |
| 2,000 |
17.00 |
| 2,000 |
17.50 |
| 2,000 |
18.00 |
| 2,000 |
18.50 |
การขายออกแบบนี้ ผมได้ความคิดมาจากโกะเหมือนกัน เพราะมีเทคนิคการไล่ล่าจับหมากคู่ต่อสู้กิน
เรียกว่าเทคนิคขั้นบันได ผมจึงทยอยขายออกทีละ 2,000
หุ้น ในราคาที่สูงขึ้น การวางหมากการขายแบบนี้ เปิดโอกาสให้ผมมีโอกาสซื้อคืนเมื่ออ่อนตัวได้ถึง
8,000 หุ้น
หลังจากการขายหุ้น 8,000 หุ้นดังกล่าวข้างต้นไปแล้ว
ผมยังเหลือหุ้นทั้งหมดอีก 9,000 หุ้น ในราคาต้นทุนเฉลี่ยสุทธิ
5.21 บาทต่อหุ้น
และแล้ว โดยที่ผมไม่ได้คาดคิดมาก่อน ทางบริษัทก็ประกาศจ่ายเงินปันผลปี
2545 ถึงหุ้นละ 1.50 บาทอีกครั้งหนึ่งซึ่งเท่ากับที่จ่ายในปี
2544 เหตุผลเพราะผลของไตรมาสที่ 4 ของปี 2545 ออกมาดีมาก
dividend yield ที่ผมได้รับจึงออกมาเท่ากับเกือบ 30
เปอร์เซ็นต์
นี่คือผลตอบแทนที่ผมได้ในฐานะนักลงทุนรายย่อย ผมมองว่าตลาดหุ้นมีความเสี่ยง
แต่ถ้าเรามีวิธีจัดการกับความเสี่ยงได้ ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คุ้มเกินคุ้ม
ทางเดียวที่จะลดความเสี่ยงได้จำเป็นต้องมีความรู้พอที่จะพึ่งพิงตนเองได้ในการเลือกหุ้นและในการบริหารพอร์ต
กลยุทธ์การซื้อหุ้นที่ขายไปกลับมาในราคาที่อ่อนตัวลงก็คือไม้เด็ดท่าหนึ่ง
ที่จะทำให้ dividend yield ในพอร์ตเติบโตได้รวดเร็วขึ้น
การไม่โลภจนเกินไป ด้วยการทยอยขายหุ้นบางส่วนออกไปก่อนเมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างไม่ค่อยมีเหตุผล
คือปัจจัยสำคัญที่เอื้ออำนวยให้นักลงทุนมีโอกาสซื้อกลับเมื่ออ่อนตัวได้
เพราะบ่อยครั้งทีเดียว ที่ตลาดมักจะ over react กับข่าวด้านลบจนเกินไป
มีการเทขายจนราคาหุ้นตกต่ำลงกลายเป็น bargained price
ไม่ต้องไปแย่งซื้อ ก็สามารถได้ของดีราคาถูกๆ
ดังนั้น จึงควรมีการติดตามดูตลาดบ้าง ไม่ใช่ขายแล้วปล่อยเลยตามเลย
เสียดายโอกาสดีๆครับ
|