M&W
• Retirement
Investment Planning
Funds' Corner
• College Planning
Insurance
Money Matters
Debt
Legal Clinic
Marriage & Divorce
Inheritance
Money Tales
Money for Money 
M&W Quiz
Property
M&W Family Finance
Money Matters
Debt
Legal Clinic
ธีระ ภู่ตระกูล

“You can’t always get what you want but you just might find you get what you need.”

“(แม้) ไม่ได้สิ่งที่ต้องการเสมอไป แต่อย่างน้อยก็น่าจะรู้ว่าอะไรจำเป็นกับชีวิต”

นี่คือคำรมที่คมคายเอามากๆของคุณปู่มิค แจ็กเกอร์ (Mick Jagger) แห่ง The Rolling Stones ซึ่งผมคิดว่าเป็นหัวใจหลักของการบริหารจัดการด้านการเงินของเราทุกคน บ่อยครั้งเราเสียเวลาและเสียเงินไปเปล่าๆ บางทีก็เข้าข่ายที่โบราณว่าเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย ก็เพราะเราใช้จ่ายเงินไปกับสิ่งที่เป็นเพียงความต้องการ (ไม่มี ไม่ใช้ก็ได้) แต่กลับไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่จำเป็น (ไม่มีไม่ใช้ ไม่ทำไม่ได้)

นอกจากนี้ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเวลาและเงินของเรายังอาจเกิดเพราะนิสัย (ถาวร) ของเราที่ (มัก) อยากได้ (เงิน) แต่กลัวที่จะเสี่ยง

ดังนั้น หากคุณคิดจะวางแผนบริหารการเงินส่วนบุคคล คุณควรเริ่มต้นคิดถึงสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้ เพื่อแผนการของคุณจะได้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ

1 Narrow your objectives
เป้าหมายและขอบเขต

กำหนดให้แน่ชัดว่าเป้าหมายใด สำคัญที่สุด

2 Focus
มุ่งมั่น

ใส่ใจในเป้าหมาย

3 Conflicts
เตรียมพร้อมเสมอ

เป้าหมายทางการเงินที่สำคัญๆ อาจติดขัดชะงัก

งันได้ เนื่องจากเงินที่คุณจะนำมาจัดสรรนั้นมีอยู่

จำกัด แต่มีเป้าหมายที่สำคัญหลายอย่าง อย่างเช่น

การเตรียมค่าเล่าเรียนลูกกับการใช้จ่ายตอน

เกษียณ คุณก็ต้องตัดสินใจเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

4 Time horizon
ระยะเวลา

เคล็ดลับที่สำคัญในการบริหารการเงิน คือเวลา

ยิ่งเริ่มทำแต่เนิ่นๆ โอกาส ที่จะบรรลุเป้าหมายยิ่ง

มากขึ้น และอย่าผัดวันประกันพรุ่งเพราะดอกผล

ที่ได้จากดอกเบี้ยทบต้นที่ทวีขึ้น ตามเวลาจะเพิ่ม

ค่าให้กับเงินลงทุนของคุณได้

5 Choose carefully
รอบคอบ

การเตรียมเงินทุนสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน, ค่าเล่า

เรียนลูก, และเงินออมเพื่อใช้ ยามเกษียณ หัวข้อ

เหล่านี้ควรอยู่ ในแผนจัดการด้านการเงินของคุณ

ด้วย

6 Include family members
ให้สมาชิกในครอบครัวมีส่วนร่วม

ทั้งภรรยา (สามี) รวมถึงลูกๆ ควรมีสิทธิมีเสียงใน

การกำหนดแผนการเงินของครอบครัวเพราะแผน

การเงินของคุณมีผลกระทบต่อชีวิตพวกเขาด้วยไม่

ใช่หรือ

7 Discipline
มีวินัย

คุณควรใช้จ่าย เก็บออมให้ได้ตามกรอบที่กำหนด

8 Be prepared for change
รู้จักยืดหยุ่น

เตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง โดยควรศึกษา

ทบทวนแผนการเงิน อย่างสม่ำเสมอ เพราะความ

จำเป็น และความต้องการในชีวิต อาจเปลี่ยน

แปลงไปได้ เราควร ทบทวนแผนการเงิน ทุกๆ

ห้าปี

ชีวิตต้องมีเป้าหมาย

เราส่วนมากไม่ให้ความสำคัญกับการจัดการด้านการเงิน ไม่เพียงแต่จะบอกไม่ได้ว่าเป้าหมายทางการเงินที่สำคัญที่สุด คืออะไรเท่านั้น แต่เรายังใช้เงินเป็นวันๆ ไปตามความ ต้องการรายวันอีกด้วย

ไม่ผิดแต่ออกจะประมาทไปสักนิด เสี่ยงอยู่สักหน่อยนะครับ เพราะเราไม่รู้ว่าในวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างและแม้จะมีเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่แล้ว แต่ก็มีโอกาสอยู่มากที่ เป้าหมาย (ที่มากกว่าหนึ่ง) อาจขัดกัน (บ้าง) หรือมีเรื่อง บางเรื่องเข้ามาเบียดบังเวลาและเงินไปได้ (บ้าง) ตัวอย่าง เช่น เราต้องดึงเงินออมจากทุนการศึกษาของลูกมาใช้เป็น ค่าเรียนเปียโนตามที่แกเรียกร้อง หรือเราต้องเพิ่มเงินลงใน เงินออมเพื่อให้ลูกศึกษาต่อต่างประเทศ อาจทำให้คุณเก็บ เงินไว้ใช้ยามเกษียณได้น้อยลง ตัวอย่างทำให้เห็นว่าการ วางแผนการเงินไม่ใช่เรื่องหมูๆ นะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ผมขอย้ำว่าสำหรับการวางแผนการเงิน ที่สำคัญที่สุด คือ ต้องลำดับความสำคัญของเป้าหมายให้ได้เราต้องตัดสินใจ (เลือก) ว่าเป้าหมายใดสำคัญที่สุด แล้วดำเนินการตาม เป้าหมายที่ (เลือกแล้วว่า) สำคัญก่อน จากนั้นค่อยกลับมา จัดการกับเป้าหมายรองๆ ต่อไป

โชคดี... เรามีเวลาเป็นตัวช่วยข้อได้เปรียบจากเวลาคือ (จำนวน) เงินจะเพิ่มขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป ตัวอย่างเช่น เรา ลงทุนเพียง 10 บาทในกองทุนรวมที่ได้รับการยกเว้นภาษี ให้ผลตอบแทน (เฉลี่ย) ร้อยละ 10 ต่อปี เป็นประจำ ทุกอาทิตย์ในเวลา 10 ปี เงินจะเพิ่มเป็น 9,000 บาท ถ้าลงทุนต่อไปเรื่อยๆ จนครบ 30 ปี ยอดเงินจะเพิ่มขึ้นเป็น 99,000 บาท เลยทีเดียวนะครับ

ทฤษฎีดอกเบี้ยทบต้น

ผมมีเรื่องสมมติมาเล่าให้ฟังกันพอเพลินเรื่องหนึ่ง กาลครั้งหนึ่งมีพี่น้องฝาแฝดคู่หนึ่ง ต่างสนใจลงทุนใน กองทุนรวมที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยร้อยละ 8 ต่อปีเหมือนๆ กัน แต่คนพี่เริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 20 ด้วยเงิน 20,000 บาท ต่อปี แล้วหยุดลงเงินที่อายุ 30 ส่วนคนน้องเริ่มลงทุนช้ากว่า คือเมื่ออายุ 30 แต่ลงทุนในวงเงินเท่ากัน แล้วส่งเงินไปจนถึง อายุ 65

เชื่อหรือไม่ว่า เมื่อทั้งคู่อายุ 65 เงินลงทุนของพี่สาวมี มูลค่าเงินเพิ่มเป็น 4,280,000 บาท ขณะที่น้องสาวอยู่ที่ 3,450,000 บาท น้อยกว่าพี่สาว 20 เปอร์เซ็นต์ จากตัวเลขนี้จะเห็นว่าการเริ่มลงเงินก่อนนั้นได้เปรียบกว่ามาก เพราะทำให้มูลค่าของเงินเพิ่มขึ้น แต่จะดีมากขึ้นไปอีกถ้า ลงทุนต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนถึงวัยเกษียณเพราะถ้าลงทุน อย่างต่อเนื่องจาก อายุ 20 ไปจนถึง 65 ในวงเงิน 20,000 บาทต่อปี ฝาแฝดคู่นี้จะมีเงินสะสมคนละ 7,500,000 บาท

และนี่คือผลลัพธ์ที่น่ามหัศจรรย์ตามทฤษฎีดอกเบี้ย ทบต้น แล้วเราจะรอช้าอยู่กันอยู่ใยเอาละ เราย้อนกลับมาที่ประเด็นสำคัญในการวางแผน การเงิน อย่างแรกที่ต้องทำให้ได้ ก็คือตัดสินใจว่าอะไรสำคัญ (กว่า) สำหรับคุณความมั่นคง ความสุข จะได้เรียงลำดับ เป้าหมายทางการเงินของเรา (ซึ่งอาจจะแตกต่างกันออกไป) แต่ทั่วไปแล้วก็มักหนีไม่พ้นบ้านหลังใหญ่, เงินสะสมเก็บไว้ใช้ ยามฉุกเฉิน, เงินใช้หนี้, เงินเพื่อดูแลพ่อแม่, เงินจ่ายค่า เล่าเรียนลูกและเงินเก็บไว้ใช้ (เอง) ตอนแก่

รับมือความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์

เป้าหมายทางการเงินช่วยได้มากในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น พ่อของเราต้องผ่าตัดหัวใจ ขณะเดียวกันเราก็ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนลูก แต่เราก็ยังอยาก เก็บเงินไว้ใช้ตอนเกษียณ สำหรับเราแล้วทุกเรื่องดูจะสำคัญ พอๆ กัน หากอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้เราคงต้องลองตอบ คำถามเหล่านี้กันก่อน

เกี่ยวข้องกับสุขภาพหรือไม่:

ถ้าเชื่อว่าเงินคือสิ่งนำมาซึ่งความสุขเพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี (กว่า) ความคิดที่จะเก็บเงินไว้แทนที่จะรักษา ตนเองหรือคนที่เรารัก เป็นความคิดที่ออกจะไม่เหมาะสม เท่าไรนัก

มีคนเดือดร้อนบ้างหรือเปล่า:

จุดประสงค์ของการเลือกเป้าหมายของเราก็เพื่อความสุข

ของเรา แต่ก่อนตัดสินใจเราน่าจะทบทวนดูบ้างว่าสิ่งที่ เราเลือกจะทำนั้นส่งผลกระทบกับคนอื่นอย่างไรบ้าง มีคนเดือดร้อนลำบากจากการตัดสินใจของเราบ้าง หรือเปล่า เพราะเป้าหมายที่ดีที่สุดนั้น ผู้เกี่ยวข้องน่าจะได้รับประโยชน์มากพอๆ กัน

ชั่งน้ำหนักผลเสีย:

ถ้ามีสองเป้าหมายทางการเงินที่มีผลตอบแทนเท่ากัน แต่เลือกได้เพียงอย่างเดียว แนวคิดในการตัดสินใจ น่าจะอยู่ที่การชั่งน้ำหนักดูว่าเป้าหมายใดให้ผลเสีย มากกว่าคงไม่ต้องบอกนะครับว่า ควรจะเลือก เป้าหมายใดไว้

ทีนี้กลับมาวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกันใหม่พ่อต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัด แน่นอนต้องใช้เงินมาก ลูกที่รักกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย นี่ก็ใช้เงินแยะ แต่ยังอยาก เก็บเงินไว้ใช้ตอนเกษียณด้วย

จะเลือกทางไหนดี: เพราะไม่หวังพึ่งลูก (ตามประสา พ่อแม่ที่ดี) แถมยังห่วงว่าเงินทุนสำรองเลี้ยงชีพจะไม่พอ เราจึงอยากเก็บเงินไว้ใช้ (เอง) ตอนแก่ แต่ย่อมจะฟังดูไม่ดี และเห็นแก่ตัวเกินไป เราเลยปรับแผนด้วยการกู้เงินเพื่อการ ศึกษาลูก แล้วส่งพ่อเข้าโรงพยาบาลของรัฐที่ถูกว่า (แยะ)

ดูท่าว่าจะลงตัวดี (นะ) : แต่เมื่อย้อนกลับไปดูวิธีคิดที่ แนะนำไว้ทั้งเงื่อนไขเรื่อง “สุขภาพ” และ “ผลกระทบ” เราควรเลือกดูแลพ่อก่อนเป็นลำดับแรก

จริงๆ แล้วเราไม่ควร (แม้แต่จะคิด) นำเงินออมทั้งหมด มาทุ่มให้กับเป้าหมายแรก แต่เราสามารถแบ่งเงินมาซื้อหา ข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นและของที่เราพอใจได้บ้าง แต่ต้อง ระวังอย่าให้กระทบกับเงินส่วนที่เก็บออมไว้เพื่อเป้าหมาย หลัก เราต้องยอมรับว่าเวลาเปลี่ยนแปลงสรรพสิ่ง เวลา เปลี่ยน คนเปลี่ยน ดังนั้นเป้าหมายที่เราตั้งไว้อาจเปลี่ยนไป จากเดิมได้เหมือนกัน เราจึงควร ทบทวนและปรับเปลี่ยน (Update) แผนการเงินของเราอยู่เสมอ

แผนการสู่ปฏิบัติการ

เมื่อเราตั้งเป้า (หมาย) ได้แล้ว คราวนี้มาถึงปฎิบัติการ เพื่อให้ภาระกิจบรรลุเป้าหมาย ซึ่งปกติแล้วหัวข้อสำคัญๆ ในแผนการเงินของเราส่วนมากจะเป็นการล้างหนี้, เก็บเงิน เพื่อค่าเล่าเรียนลูกและจัดสรรเงินออมเพื่อใช้จ่ายยามเกษียณ นี่คือคำแนะนำในการดำเนินการที่น่าจะช่วยได้บ้างนะครับ

เริ่มที่ การล้างหนี้:

เรามักจะหนักใจทุกสิ้นเดือนเพราะต้องจ่ายหนี้บัตร เครดิตรวมถึงหนี้สินต่างๆ ในกรณีนี้อาจใช้วิธีรวมหนี้ หรือสลับสับเปลี่ยนหนี้ เช่น เป็นหนี้บัตรเครดิตอยู่ 30,000 บาท เสียดอกเบี้ยร้อยละ 18, หนี้เช่าซื้อ รถยนต์ 1 ล้าน ดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต้องจ่ายชำระหนี้ทั้งสองประเภท เดือนละ 25,000 บาท หากมีบ้าน อาจนำไปค้ำประกันเงินกู้ (Home Equity) ดอกเบี้ย ร้อยละ 9 ต่อปี นำมาจ่ายหนี้ทั้งสองประเภทซึ่งช่วย ลดภาระดอกเบี้ยได้

ทีนี้ลองมาดูเรื่องของ การจ่ายค่าเล่าเรียนลูก:

เราหลายคนฝันอยากให้ลูกเรียนต่อต่างประเทศ แต่ก็ ทราบดีว่า ค่าเทอม, ค่าที่พัก, ค่ากินอยู่, ในต่างแดนนั้นแพงสุดกู่ ตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกาต้องใช้เงินปีละ 1,300,000 บาทเพื่อการนี้ถ้าเราเก็บเงินก้อนนี้ไว้ ดอกเบี้ยทบต้นจะเพิ่ม มูลค่าสูงขึ้นเป็น 3,300,000 บาท ในเวลา 20 ปี คำแนะนำก็คือหาทุนการศึกษาให้ ลูก อาจให้ไปสอบชิงทุนหรือกู้ยืมเพื่อส่งลูกหลานไป เรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีสถาบันการเงิน หลายแห่งให้กู้ หรือไม่ก็ต้องให้ลูกหางานที่โน่นทำ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของนักศึกษาในอเมริกาอยู่แล้ว

ถัดมาคือ การออมเงินเพื่อเกษียณอายุ:

มีผลการคำนวณระบุว่าเมื่อเกษียณเรามีความต้องการ ใช้เงินเพียงร้อยละ 70 ของรายได้ที่เคยมี (มาก่อน) แต่ต้องไม่ลืมว่าค่าครองชีพต่างก็ปรับตัวสูงขึ้นตามเวลา ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำค่าไฟ และอื่นๆ อีกมากมายและที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้สูงอายุ ก็คือค่ารักษาพยาบาลซึ่งดู เหมือนว่าเทคนิคทางการแพทย์ที่พัฒนาขึ้น ทำให้ ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้สูงขี้นด้วยกลายเป็นว่าเราใช้เงิน (เพื่อ การรักษาตัว) มากกว่าเมื่อสมัยยังทำงานเสียอีก

ปัจจุบัน หลายบริษัทเลิกสมทบเงินในกองทุนสำรอง เลี้ยงชีพให้พนักงานหลังเกษียณ กองทุนประกันสังคม เองก็ให้ผลตอบแทนไม่มากนัก ทางออกที่ดีทางหนึ่ง สำหรับเราคือเก็บออมในช่วงที่ทำมาหาได้เอาไว้ให้ มากที่สุด โดยอาจจะลงทุนกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และผมขอแนะนำให้ศึกษากองทุนรวมเพื่อการเกษียณ อายุ (Retirement Mutual Funds) เราสามารถลงทุนในวงเงินร้อยละ 15 ของรายได้ หรือไม่เกิน 300,000 บาทต่อปี ซึ่งเงินส่วนนี้นำไปหักลดหย่อนภาษี (Deduction) คือไม่ต้องนำไปคำนวณเป็นรายได้ แต่ที่ดีที่สุด ก็คือกำไรที่ได้จากการลงทุนในกองทุนรวมประเภทนี้ ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี นี่คือคำแนะนำที่ผมมีมาฝากกันในครั้งนี้ครับ

ว่าแต่ว่าคุณทราบหรือไม่ว่าคารมคมๆ ของคุณปู่ ปากกว้าง ที่ผมคิดว่าเป็นหัวใจของการบริหารการเงิน ส่วนบุคคล ที่ผมคัดมานั้นอยู่ในเพลงใดของเขา อยากรู้ ผมจะมาเฉลยคราวหน้านะครับ



 เครื่องมือการวางแผน
 วิธีหา Net Worth
 วิธีจัด Portfolio
 ค้นหากองทุนรวม
 Bond Calculator
 Saving Calculator
 วางแผนการเกษียนอายุ
 วางแผนประกันชีวิต
 วางแผนการศีกษา
 บริหารหนี้
 IBES Earnings
  Consensus
 Statement รวม
 อื่นๆ