|
 |
เมื่อคนเรามีวัยวุฒิสูงขึ้นฉลาดยิ่งขึ้น
และร่ำรวยมากขึ้น ก็ถึงวันที่เขาต้องเริ่ม วางแผนผ่องถ่ายทรัพย์สินให้กับบุตรหลานหรือบุคคลที่เขารัก
ในประเทศตะวันตก ผู้มีทรัพย์สินมั่งคั่งส่วนใหญ่มักไม่เชื่อว่าการยก
มรดก ที่มีอยู่ทั้งหมดให้กับลูกหลานจะเป็นความคิดที่ดีที่สุด
พวกเขาคิดว่า หากยกทรัพย์สมบัติไปกองให้ลูกหลานเพื่อให้มีกินมีใช้ไปจนตลอดชีวิต
อาจส่งผลเสียทาง อ้อมต่อผู้รับ และเท่ากับเป็นการฝืนวิถีของสังคม
ถ้าคุณเป็นคนร่ำรวย (และผมหมายถึงรวยอย่างสุจริต)
และลูกของคุณ เรียนจบปริญญาตรีแล้ว คุณควรให้เงินเขาสักก้อนหนึ่ง
ประมาณ 5-10 ล้านบาท ก็จะเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
หากคุณให้เงินเขามากจนเกินไป อาจ ทำให้ลูกของคุณหมดโอกาสที่ได้รู้จักความสุขจากการทำงาน
โดยได้รับเงินเดือน ทุกสิ้นเดือน และเขาจะไม่ต่อสู้กับงานหนัก
ในฐานะที่ผมทำงานเกี่ยวข้องกับเรื่อง ภาษีอากร
และรู้กฎระเบียบเกี่ยวกับธุรกิจหลักทรัพย์ ผมได้ศึกษาการบริหารทรัพย์สินส่วนบุคคล
และการวางแผนจัดการมรดก ของครอบครัวมากพอสมควร
ด้วยประสบการณ์ที่ผมสั่งสมมา ไม่ว่าจะเป็นทางด้านภาษี
บัญชีและการเงิน ผมมีข้อแนะนำดังนี้ |
ก่อนที่คุณจะตัดสินใจว่าจะแบ่งทรัพย์สมบัติให้กับลูกๆ
ของคุณอย่างไร คุณควรจัดทรัพย์สินให้เป็นระเบียบและง่ายต่อการบริหารเสียก่อน
เช่น ทำบัญชี ทรัพย์สิน และหนี้สินของคุณให้เรียบร้อย
แล้วมอบให้ทนายความของคุณชุดหนึ่ง คู่สมรสอีกชุดหนึ่ง
เผื่อกรณีที่คุณเสียชีวิตกะทันหัน อย่างน้อยที่สุดก็จะได้มีผู้ที่รู้ว่า
คุณมีทรัพย์สินและหนี้สินเท่าไร อยู่ที่ไหนบ้าง และจะจัดการโอนให้ทายาท
ได้อย่างไร คัมภีร์ไบเบิ้ลของศาสนาคริสต์ กล่าวไว้ว่า
ความตาย ก็เหมือนโจร ที่จะเข้ามาขโมยของในบ้านของคุณ
คุณไม่มีทางรู้ว่ามันจะมาถึงตัวเมื่อใด
ถ้าคุณหน่ายกับการทำบัญชีเก็บรักษาทรัพย์สิน คุณอาจจัดตั้งบริษัทของ
ครอบครัวขึ้นมา แล้วโอนทรัพย์สินไว้ในบริษัทนั้น หากใช้วิธีนี้
สมุห์บัญชีและผู้ตรวจสอบบัญชีของคุณจะรู้ได้ว่าคุณมีทรัพย์สินหนี้สินใดและอยู่ที่ไหน
แม้จะไม่รู้แน่ชัดว่าทรัพย์สินของคุณมีมูลค่าเท่าไร
เช่น อสังหาริมทรัพย์ หุ้น และพันธบัตรอาจซื้อมาเมื่อหลายปีแล้วและมีราคาถูก
มูลค่าของสินทรัพย์เหล่านี้อาจ สูงขึ้นหรือต่ำลงตามราคาตลาดขั้นตอนต่อไปคือต้องทำ
พินัยกรรม ใครก็ตามที่มีทรัพย์สมบัติมูลค่า มากกว่า
3 ล้านบาท ควรทำพินัยกรรมให้เรียบร้อย เพื่อให้แน่ใจว่าทรัพย์มรดก
ของตนจะตกทอดไปยังทายาทอย่างแน่นอนและครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ผู้ที่มีบุตรนอกสมรส เนื่องจากเด็กที่เกิดนอกสมรสถือเป็นลูกนอกกฎหมายและไม่มีสิทธิเป็นทายาทรับมรดก
นอกจากบิดาจะจดทะเบียนรับรองเป็นบุตรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
หรือทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้ คุณควรปรึกษาทนายความเพื่อมั่นใจว่า
พินัยกรรมของคุณมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้ว่ากฎหมายไทยจะอนุญาตให้บุคคลทุกคนเขียนพินัยกรรมขึ้นเองโดยไม่ต้องปรึกษากับผู้อื่น
แต่พินัยกรรมประเภทนี้อาจถูกโต้แย้งได้โดยผู้มีส่วนได้เสีย
เช่น คู่สมรส ลูก และเจ้าหนี้ของคุณ โดยกล่าวหาว่าเป็นพินัยกรรมปลอม
หรือไม่มีพยานรับรอง หรือทำขึ้นโดยฉ้อฉล จึงควรปรึกษานักกฎหมายเพื่อทำให้ถูกต้อง
ข้อแนะนำในการทำพินัยกรรมด้วยตนเอง
- คุณต้องมั่นใจว่าพินัยกรรมของคุณทำขึ้นอย่างสมบูรณ์
พยานที่ลงนามต้องไม่ใช่ทายาทที่ปรากฏชื่อเป็นผู้รับมรดกในพินัยกรรม
มิฉะนั้น จะถูกตัดไม่ให้รับมรดก เนื่องจากกฎหมายเกรงว่า
พยานอาจใช้อิทธิพลข่มขู่เจ้ามรดก ให้เขียนพินัยกรรม
ยกทรัพย์ให้แก่ตน
- ปรับปรุงพินัยกรรมของคุณเป็นระยะๆ ให้ทันสมัย
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า คุณควรทบทวนพินัยกรรมทุกๆ
2 ปี แต่ ผมคิดว่าการทบทวนทุกๆ 5 ปี ก็น่าจะพอ เว้นแต่คุณจะเปลี่ยนใจยกทรัพย์สินให้ทายาทคนอื่น
บางทีอาจจะมีปัจจัยอื่นเกิดขึ้น เช่น คุณมีลูกเพิ่ม
หรือมีการกำหนดใช้ภาษีมรดก ที่จะทำให้คุณต้องวางแผนให้รัดกุมขึ้น
เพื่อมิให้เสียภาษีมากจนเกินไป ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีการเก็บภาษีมรดกนางแจ๊กเกอลีน
เคนเนดี้ (Jacqueline Kennedy) ภริยาของอดีตประธานาธิบดีเคนเนดี้
เธอได้ปรับปรุง แก้ไขพินัยกรรมครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่
22 มีนาคม 2537 ก่อนที่เธอจะเสียชีวิตไม่ถึง 2 เดือน
- กฎหมายไทยเปิดช่องให้เจ้ามรดกยกทรัพย์สินให้ใครก็ได้
ญาติสนิทไม่มีสิทธิอ้างความเป็นทายาท โดยอาศัยเหตุว่า
มีสายเลือดใกล้ชิดกับเจ้ามรดก กฎหมายเคารพสิทธิการยกทรัพย์สินแก่ทายาท
ซึ่งจะต้องเป็นบุคคล หรือนิติบุคคลเจ้ามรดกไม่ สามารถยกทรัพย์สินให้แก่สัตว์เลี้ยง
กฎหมายของบางประเทศกำหนดให้ญาติบางอันดับมีสิทธิเรียกร้องในกองมรดกโดยอาศัยสายเลือด
- เด็กที่เกิดนอกสมรสไม่มีสิทธิอ้างความเป็นทายาท
นอกจากจะมีพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้ หรือบิดาได้ไปรับรองบุตร
ที่เขตหรืออำเภอ ส่วนผู้ที่ไม่ต้องการให้ลูกนอกสมรสมีเอี่ยวในทรัพย์สมบัติ
ก็ควรมอบเงินให้เขาไปในระหว่างที่คุณยังมีชีวิตอยู่
เพื่อป้องกันการฟ้องร้องอ้างสิทธิที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง
- แต่งตั้งผู้จัดการมรดกซึ่งไม่ใช่คนในครอบครัว
มีคนมากมายที่ทำพลาดโดยเลือกทายาท หรือญาติที่ไม่ค่อยมีการศึกษา
มาเป็นผู้จัดการมรดก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมรดกที่มีทายาทหลายคน
ผมแนะนำให้คุณตั้งทนายความหรือ เพื่อนสนิท ที่เป็นคน
ซื่อสัตย์ เป็นผู้จัดการมรดก เพราะเขาจะสามารถแก้ปัญหาต่างๆ
ได้ เมื่อสมาชิกในครอบครัว ของคุณเริ่มต่อสู้เพื่อแย่งชิงมรดก
การพิสูจน์พินัยกรรมในศาล (Probate) เป็นขั้นตอนในกฎหมายของสหรัฐอเมริกาที่ศาลจะใช้พิสูจน์ความถูกต้องของพินัยกรรม
แต่กฎหมายไทยไม่ได้กำหนดว่าจะต้องมีการพิสูจน์พินัยกรรม
ตราบใดที่พินัยกรรมไม่มีการคัดค้านจากทายาท หรือผู้มีส่วนได้เสีย
ทรัพย์สมบัติในพินัยกรรมก็สามารถตกทอดไปให้ทายาทได้
แม้ว่าจะต้องมีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก เพื่อดำเนินกิจการเฉพาะอย่างในบางเรื่อง
เช่น การถอนเงินจากธนาคาร หรือโอนที่ดิน จะต้องทำโดยผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้ง
เป็นที่น่าเสียดายว่า กฎหมายไทยไม่อนุญาตให้มีการจัดตั้งทรัสต์
(Trust) เพื่อดูแลทรัพย์สินของคุณ เช่น จ่ายผลประโยชน์ให้แก่ทายาท
ถ้าคุณต้องการตั้งทรัสต์จริงๆ ก็ต้องไปตั้งนอกประเทศไทย
ภายใต้กฎหมายของต่างประเทศ แต่ความ ยุ่งยากอยู่ที่ว่า
ทรัสต์ในต่างประเทศจะดูแลทรัพย์สินที่อยู่นอกประเทศไทย
และคุณอาจมีปัญหาในการส่งเงินออกไปไว้ใน ทรัสต์ประเภทนี้
ผู้ที่ต้องการออกไปตั้งทรัสต์นอกประเทศ จะต้องมั่นใจว่าไม่ได้ละเมิดกฎหมายของไทย
รัฐบาลกำลังพิจารณา กฎหมายอนุญาตให้จัดตั้งทรัสต์ แต่ร่างปัจจุบันจำกัดอยู่เฉพาะเรื่องหลักทรัพย์ที่เป็นหุ้น
หรือตราสารหนี้ จึงมีดำริที่จะขยายขอบเขตในร่างกฎหมายให้กว้างขึ้น
ภาษีมรดก
ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเก็บภาษีมรดก และผมมั่นใจว่าเป็นเรื่องยากที่รัฐบาลจะออกกฎหมาย
ภาษีมรดกในระยะเวลาอันใกล้ ด้วยเหตุผลดังนี้
- ในหลายประเทศ รัฐบาลไม่ได้ใช้ภาษีมรดกเป็นเครื่องมือหาเงินเข้าคลัง
แต่ใช้เป็นมาตรการเร่งรัดให้ประชาชนใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินอย่างเต็มที่
เช่น เศรษฐีชราผู้หนึ่งมีที่ดินแปลงใหญ่อยู่ใจกลางเมือง
และปล่อยทิ้งร้างไว้เฉยๆ ภาษีมรดกจะกระตุ้นให้เขาทำผืนดินนี้ให้เป็นประโยชน์หรือมอบให้ลูกๆ
ไปใช้ทำกินก่อนที่ตัวเองจะตาย
- ขณะนี้มีกฎหมายเก็บภาษีไม่ต่ำกว่า 10 ประเภท ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษี มูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต
ภาษีศุลกากร ภาษีโรงเรือน ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีป้าย
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งรัฐบาล เองก็ยัง เก็บได้ไม่ทั่วถึง
แม้จะมีการตรวจสอบภาษีด้วยคอมพิวเตอร์ เพราะเท่าที่เก็บอยู่ก็อาจจะได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง
ดังนั้น จึงไม่ควรออก กฎหมายมาเก็บภาษีประเภทใหม่
ควรเก็บของปัจจุบันให้ทั่วถึงก่อนจะดีกว่า
- คนไทยมีขนบธรรมเนียมเก็บทรัพย์สมบัติไว้ให้ลูกหลานอยู่แล้ว
การออกกฎหมายภาษีมรดกจะเป็นการขัดต่อ ขนบธรรมเนียมปฏิบัติของไทย
และเป็นเรื่องที่นักการเมืองไม่ต้องการยื่นมือเข้าไปเกี่ยวข้อง
-
สมาชิกในรัฐบาลหลายคนเป็นผู้ที่มีฐานะดี การเสนอออกกฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษีมรดก
ก็เท่ากับเป็นการสร้างภาระให้กับลูกหลานของพวกเขาเอง
ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่สนับสนุนการคาดการณ์ของผมที่ว่า ประเทศไทยจะยังไม่มีการจัดเก็บภาษีมรดก
ในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน
ผมขอแนะนำข้อควรปฏิบัติในการยกมรดกให้ทายาทของคุณไว้ดังนี้
- อย่ามั่วแต่เล่นซ่อนหา การซ่อนเร้นทรัพย์สินหรือพินัยกรรมไว้ในที่ลึกลับเช่นที่เห็นในละครทีวี
เป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว สำหรับศตวรรษนี้ คุณควรเปิดเผยฐานะการเงินแก่คนในครอบครัวอย่างน้อยก็แจ้งให้คู่สมรส
และลูกๆ ที่โตแล้วทราบ เพื่อให้พวก เขารู้ว่าทรัพย์สมบัติเหล่านั้นอยู่ที่ไหน
และพวกเขาจะได้รับอะไรบ้าง รวมทั้งจะจัดการกับทรัพย์สมบัติอย่างไร
การทิ้งสมบัติก้อนโต เอาไว้ โดยไม่บอกให้ผู้รับมรดกทราบล่วงหน้า
อาจทำให้พวกเขาช็อคและบางทีพวกเขาอาจมีปัญหาในการรับมือกับความร่ำรวยที่
เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
- เก็บช้อนเงินช้อนทองของลูกคุณขึ้นหิ้งเสีย การขาดประสบการณ์ในการดูแลทรัพย์สินบั่นทอนความสามารถของเขา
ในการดูแลทรัพย์สิน จึงควรให้เริ่มรู้จักสินทรัพย์บางตัวตั้งแต่อายุยังน้อยนายรอส
เปโรต์ อัครมหาเศรษฐีชาวเท็กซัส กล่าวไว้ว่า ถ้าลูกๆ
ของคุณโตขึ้นมาบนกองเงินกองทอง และเสวยสุขราวกับเจ้าชายเจ้าหญิงนั่นหมายความว่า
คุณกำลังนำความหายนะมาสู่พวกเขา
- อย่ากลัวการทดลอง พ่อแม่ควรกระตุ้นลูกของตนให้ทำงาน
และให้เงินตอบแทนจำนวนหนึ่ง เพื่อให้พวกเขารู้สึกว่ามีคุณ
คอยสนับสนุนเขาอยู่ และรู้จักค่าของเงิน
- ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม การมอบเงินก้อนโตให้ลูกที่มีอายุเพียง
21 ปี ถือเป็นเรื่องไม่ควรทำอย่างยิ่ง พ่อแม่ที่รอบคอบ
ควรมอบทรัพย์สินส่วนหนึ่งให้ลูกเมื่อพวกเขาอายุได้
25-30 ปี และให้พวกเขา ทราบรายละเอียดทรัพย์สิน
ส่วนใหญ่เมื่อมีอายุ 35 ปีขึ้นไป
- มองการณ์ระยะใกล้ ในอดีตที่ผ่านมา คนเรามักจะเป็นห่วงไปถึงเด็กรุ่นหลาน
หรือบางที ก็รุ่นเหลนไปโน่น มาถึงเดี๋ยวนี้ ถ้าคุณวางใจในตัวลูกของคุณก็จงปล่อยให้เขารับมรดกของคุณไปแล้วเขาจะตัดสินใจเองว่า
จะแบ่งสมบัติให้ลูกๆ ของเขาอย่างไร กล่าวคือ ถ้าลูกเป็นคนดีเขาก็จะดูแลให้หลานเป็นคนดีได้
- อบรมสั่งสอนลูกให้ดี ก่อนวางแผนแบ่งมรดก ปัญหาที่มักจะเกิดในครอบครัวที่มั่งคั่งคือ
พ่อแม่ละเลย การอบรมสั่งสอนลูกๆ แทนที่คุณจะให้เงินพวกเขาอย่างไม่อั้น
คุณควรให้เวลากับลูกๆ ให้มาก เพราะความรักเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด
ที่พ่อแม่สามารถมอบให้ลูกๆ ได้ พยายามกอดลูกทุกวัน
ในการสร้างมูลค่าแก่ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ ผมมักแนะนำให้ลูกค้าของผมซื้อพันธบัตรและหุ้น
มากกว่าการลงทุน ในที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์อื่นๆ
เพราะว่าหลักทรัพย์มีสภาพคล่องมากกว่า สามารถเห็นค่าเพิ่มขึ้นได้เร็ว
และที่สำคัญคือคุณไม่ต้องเสียภาษี เมื่อขายไป และไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนมาบุกรุกด้วย
เกี่ยวกับผู้เขียน

ดร.
สุวรรณ วลัยเสถียร |
หลังจากจบการศึกษาโดยสอบได้เป็นที่ 1 ของโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์
ในปี พ..ศ 2507 ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร เริ่มต้นชีวิต
การทำงานในฐานะพนักงานฝ่ายเอกสารขององค์การจัสแม็ก
ปีถัดมาได้งานในรับตำแหน่งเลขานุการองค์การสหประชาชาติ
UN-ESCAP ขณะเดียวกันก็ศึกษาต่อด้านนิติศาสตร์
และสำเร็จการศึกษาโดยได้รับเกียรตินิยมนิติศาสตร์บัณฑิต
จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี 2512 ในปีเดียวกันนี้ทำงานเป็นทนายความที่สำนักทนายความเคิร์ควู้ด
ปี 2513 สอบเนติบัณฑิตไทยได้ และในปีถัดมาสำเร็จการศึกษาระดับนิติศาสตร์มหาบัณฑิต
ณ มหาวิทยาลัย Harvard ในปีเดียวกันนี้หาประสบการณ์ในฐานะทนายความที่สำนักงาน
Hale And Dorr บอสตัน สหรัฐอเมริกา จากนั้น เป็นทนายความและผู้จัดการบริษัทที่ปรึกษากฎมายสากลจำกัดและหัวหน้าฝ่ายภาษีอากรสำนักงาน
เอส-จี-วี ณ ถลาง และในปี 2519 ย้ายไป Washington,
D.C. เพื่อเข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษากฎหมายของธนาคารโลก
และด้วยทุนอุดหนุนจากธนาคารโลก ท่านเข้าศึกษาต่อจนสำเร็จ
นิติศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัย George
Washington ในปี 2521 ก่อนที่จะกลับมารับตำแหน่งรองผู้ว่าการฝ่ายบริหารการปิโตรเลียมแห่ง
ประเทศไทยในปีถัดมา
ในช่วง 20 ปี ( 2522-2543) ก่อนจะเข้ารับตำแหน่ง
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในปี 2544 ท่านเป็นที่ปรึกษากฎหมาย
และภาษีอากรให้บริษัทกว่า 70 แห่ง
และล่าสุดในวัย 58 ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากฎหมายอิสระและที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน |
|