M&W
• Retirement
Investment Planning
Funds' Corner
• College Planning
Insurance
Money Matters
Debt
Legal Clinic
Marriage & Divorce
Inheritance
Money Tales
Money for Money 
M&W Quiz
Property
M&W Family Finance
Money Matters
Debt
Legal Clinic
ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร

เมื่อคนเรามีวัยวุฒิสูงขึ้นฉลาดยิ่งขึ้น และร่ำรวยมากขึ้น ก็ถึงวันที่เขาต้องเริ่ม วางแผนผ่องถ่ายทรัพย์สินให้กับบุตรหลานหรือบุคคลที่เขารัก

ในประเทศตะวันตก ผู้มีทรัพย์สินมั่งคั่งส่วนใหญ่มักไม่เชื่อว่าการยก “มรดก” ที่มีอยู่ทั้งหมดให้กับลูกหลานจะเป็นความคิดที่ดีที่สุด พวกเขาคิดว่า หากยกทรัพย์สมบัติไปกองให้ลูกหลานเพื่อให้มีกินมีใช้ไปจนตลอดชีวิต อาจส่งผลเสียทาง อ้อมต่อผู้รับ และเท่ากับเป็นการฝืนวิถีของสังคม

ถ้าคุณเป็นคนร่ำรวย (และผมหมายถึงรวยอย่างสุจริต) และลูกของคุณ เรียนจบปริญญาตรีแล้ว คุณควรให้เงินเขาสักก้อนหนึ่ง ประมาณ 5-10 ล้านบาท ก็จะเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน หากคุณให้เงินเขามากจนเกินไป อาจ ทำให้ลูกของคุณหมดโอกาสที่ได้รู้จักความสุขจากการทำงาน โดยได้รับเงินเดือน ทุกสิ้นเดือน และเขาจะไม่ต่อสู้กับงานหนัก ในฐานะที่ผมทำงานเกี่ยวข้องกับเรื่อง ภาษีอากร และรู้กฎระเบียบเกี่ยวกับธุรกิจหลักทรัพย์ ผมได้ศึกษาการบริหารทรัพย์สินส่วนบุคคล และการวางแผนจัดการมรดก ของครอบครัวมากพอสมควร ด้วยประสบการณ์ที่ผมสั่งสมมา ไม่ว่าจะเป็นทางด้านภาษี บัญชีและการเงิน ผมมีข้อแนะนำดังนี้

ก่อนที่คุณจะตัดสินใจว่าจะแบ่งทรัพย์สมบัติให้กับลูกๆ ของคุณอย่างไร คุณควรจัดทรัพย์สินให้เป็นระเบียบและง่ายต่อการบริหารเสียก่อน เช่น ทำบัญชี ทรัพย์สิน และหนี้สินของคุณให้เรียบร้อย แล้วมอบให้ทนายความของคุณชุดหนึ่ง คู่สมรสอีกชุดหนึ่ง เผื่อกรณีที่คุณเสียชีวิตกะทันหัน อย่างน้อยที่สุดก็จะได้มีผู้ที่รู้ว่า คุณมีทรัพย์สินและหนี้สินเท่าไร อยู่ที่ไหนบ้าง และจะจัดการโอนให้ทายาท ได้อย่างไร คัมภีร์ไบเบิ้ลของศาสนาคริสต์ กล่าวไว้ว่า “ความตาย” ก็เหมือนโจร ที่จะเข้ามาขโมยของในบ้านของคุณ คุณไม่มีทางรู้ว่ามันจะมาถึงตัวเมื่อใด

ถ้าคุณหน่ายกับการทำบัญชีเก็บรักษาทรัพย์สิน คุณอาจจัดตั้งบริษัทของ ครอบครัวขึ้นมา แล้วโอนทรัพย์สินไว้ในบริษัทนั้น หากใช้วิธีนี้ สมุห์บัญชีและผู้ตรวจสอบบัญชีของคุณจะรู้ได้ว่าคุณมีทรัพย์สินหนี้สินใดและอยู่ที่ไหน แม้จะไม่รู้แน่ชัดว่าทรัพย์สินของคุณมีมูลค่าเท่าไร เช่น อสังหาริมทรัพย์ หุ้น และพันธบัตรอาจซื้อมาเมื่อหลายปีแล้วและมีราคาถูก มูลค่าของสินทรัพย์เหล่านี้อาจ สูงขึ้นหรือต่ำลงตามราคาตลาดขั้นตอนต่อไปคือต้องทำ “พินัยกรรม” ใครก็ตามที่มีทรัพย์สมบัติมูลค่า มากกว่า 3 ล้านบาท ควรทำพินัยกรรมให้เรียบร้อย เพื่อให้แน่ใจว่าทรัพย์มรดก ของตนจะตกทอดไปยังทายาทอย่างแน่นอนและครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่มีบุตรนอกสมรส เนื่องจากเด็กที่เกิดนอกสมรสถือเป็นลูกนอกกฎหมายและไม่มีสิทธิเป็นทายาทรับมรดก นอกจากบิดาจะจดทะเบียนรับรองเป็นบุตรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หรือทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้ คุณควรปรึกษาทนายความเพื่อมั่นใจว่า พินัยกรรมของคุณมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้ว่ากฎหมายไทยจะอนุญาตให้บุคคลทุกคนเขียนพินัยกรรมขึ้นเองโดยไม่ต้องปรึกษากับผู้อื่น แต่พินัยกรรมประเภทนี้อาจถูกโต้แย้งได้โดยผู้มีส่วนได้เสีย เช่น คู่สมรส ลูก และเจ้าหนี้ของคุณ โดยกล่าวหาว่าเป็นพินัยกรรมปลอม หรือไม่มีพยานรับรอง หรือทำขึ้นโดยฉ้อฉล จึงควรปรึกษานักกฎหมายเพื่อทำให้ถูกต้อง

ข้อแนะนำในการทำพินัยกรรมด้วยตนเอง

    1. คุณต้องมั่นใจว่าพินัยกรรมของคุณทำขึ้นอย่างสมบูรณ์ พยานที่ลงนามต้องไม่ใช่ทายาทที่ปรากฏชื่อเป็นผู้รับมรดกในพินัยกรรม มิฉะนั้น จะถูกตัดไม่ให้รับมรดก เนื่องจากกฎหมายเกรงว่า พยานอาจใช้อิทธิพลข่มขู่เจ้ามรดก ให้เขียนพินัยกรรม ยกทรัพย์ให้แก่ตน
    2. ปรับปรุงพินัยกรรมของคุณเป็นระยะๆ ให้ทันสมัย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า คุณควรทบทวนพินัยกรรมทุกๆ 2 ปี แต่ ผมคิดว่าการทบทวนทุกๆ 5 ปี ก็น่าจะพอ เว้นแต่คุณจะเปลี่ยนใจยกทรัพย์สินให้ทายาทคนอื่น บางทีอาจจะมีปัจจัยอื่นเกิดขึ้น เช่น คุณมีลูกเพิ่ม หรือมีการกำหนดใช้ภาษีมรดก ที่จะทำให้คุณต้องวางแผนให้รัดกุมขึ้น เพื่อมิให้เสียภาษีมากจนเกินไป ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีการเก็บภาษีมรดกนางแจ๊กเกอลีน เคนเนดี้ (Jacqueline Kennedy) ภริยาของอดีตประธานาธิบดีเคนเนดี้ เธอได้ปรับปรุง แก้ไขพินัยกรรมครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2537 ก่อนที่เธอจะเสียชีวิตไม่ถึง 2 เดือน
    3. กฎหมายไทยเปิดช่องให้เจ้ามรดกยกทรัพย์สินให้ใครก็ได้ ญาติสนิทไม่มีสิทธิอ้างความเป็นทายาท โดยอาศัยเหตุว่า มีสายเลือดใกล้ชิดกับเจ้ามรดก กฎหมายเคารพสิทธิการยกทรัพย์สินแก่ทายาท ซึ่งจะต้องเป็นบุคคล หรือนิติบุคคลเจ้ามรดกไม่ สามารถยกทรัพย์สินให้แก่สัตว์เลี้ยง กฎหมายของบางประเทศกำหนดให้ญาติบางอันดับมีสิทธิเรียกร้องในกองมรดกโดยอาศัยสายเลือด
    4. เด็กที่เกิดนอกสมรสไม่มีสิทธิอ้างความเป็นทายาท นอกจากจะมีพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้ หรือบิดาได้ไปรับรองบุตร ที่เขตหรืออำเภอ ส่วนผู้ที่ไม่ต้องการให้ลูกนอกสมรสมีเอี่ยวในทรัพย์สมบัติ ก็ควรมอบเงินให้เขาไปในระหว่างที่คุณยังมีชีวิตอยู่ เพื่อป้องกันการฟ้องร้องอ้างสิทธิที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง
    5. แต่งตั้งผู้จัดการมรดกซึ่งไม่ใช่คนในครอบครัว มีคนมากมายที่ทำพลาดโดยเลือกทายาท หรือญาติที่ไม่ค่อยมีการศึกษา มาเป็นผู้จัดการมรดก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมรดกที่มีทายาทหลายคน ผมแนะนำให้คุณตั้งทนายความหรือ เพื่อนสนิท ที่เป็นคน ซื่อสัตย์ เป็นผู้จัดการมรดก เพราะเขาจะสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ เมื่อสมาชิกในครอบครัว ของคุณเริ่มต่อสู้เพื่อแย่งชิงมรดก

“การพิสูจน์พินัยกรรมในศาล (Probate)” เป็นขั้นตอนในกฎหมายของสหรัฐอเมริกาที่ศาลจะใช้พิสูจน์ความถูกต้องของพินัยกรรม แต่กฎหมายไทยไม่ได้กำหนดว่าจะต้องมีการพิสูจน์พินัยกรรม ตราบใดที่พินัยกรรมไม่มีการคัดค้านจากทายาท หรือผู้มีส่วนได้เสีย ทรัพย์สมบัติในพินัยกรรมก็สามารถตกทอดไปให้ทายาทได้ แม้ว่าจะต้องมีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก เพื่อดำเนินกิจการเฉพาะอย่างในบางเรื่อง เช่น การถอนเงินจากธนาคาร หรือโอนที่ดิน จะต้องทำโดยผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้ง

เป็นที่น่าเสียดายว่า กฎหมายไทยไม่อนุญาตให้มีการจัดตั้งทรัสต์ (Trust) เพื่อดูแลทรัพย์สินของคุณ เช่น จ่ายผลประโยชน์ให้แก่ทายาท ถ้าคุณต้องการตั้งทรัสต์จริงๆ ก็ต้องไปตั้งนอกประเทศไทย ภายใต้กฎหมายของต่างประเทศ แต่ความ ยุ่งยากอยู่ที่ว่า ทรัสต์ในต่างประเทศจะดูแลทรัพย์สินที่อยู่นอกประเทศไทย และคุณอาจมีปัญหาในการส่งเงินออกไปไว้ใน ทรัสต์ประเภทนี้ ผู้ที่ต้องการออกไปตั้งทรัสต์นอกประเทศ จะต้องมั่นใจว่าไม่ได้ละเมิดกฎหมายของไทย รัฐบาลกำลังพิจารณา กฎหมายอนุญาตให้จัดตั้งทรัสต์ แต่ร่างปัจจุบันจำกัดอยู่เฉพาะเรื่องหลักทรัพย์ที่เป็นหุ้น หรือตราสารหนี้ จึงมีดำริที่จะขยายขอบเขตในร่างกฎหมายให้กว้างขึ้น

“ภาษีมรดก”

ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเก็บภาษีมรดก และผมมั่นใจว่าเป็นเรื่องยากที่รัฐบาลจะออกกฎหมาย ภาษีมรดกในระยะเวลาอันใกล้ ด้วยเหตุผลดังนี้

    1. ในหลายประเทศ รัฐบาลไม่ได้ใช้ภาษีมรดกเป็นเครื่องมือหาเงินเข้าคลัง แต่ใช้เป็นมาตรการเร่งรัดให้ประชาชนใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินอย่างเต็มที่ เช่น เศรษฐีชราผู้หนึ่งมีที่ดินแปลงใหญ่อยู่ใจกลางเมือง และปล่อยทิ้งร้างไว้เฉยๆ ภาษีมรดกจะกระตุ้นให้เขาทำผืนดินนี้ให้เป็นประโยชน์หรือมอบให้ลูกๆ ไปใช้ทำกินก่อนที่ตัวเองจะตาย
    2. ขณะนี้มีกฎหมายเก็บภาษีไม่ต่ำกว่า 10 ประเภท ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษี มูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษีศุลกากร ภาษีโรงเรือน ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีป้าย ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งรัฐบาล เองก็ยัง เก็บได้ไม่ทั่วถึง แม้จะมีการตรวจสอบภาษีด้วยคอมพิวเตอร์ เพราะเท่าที่เก็บอยู่ก็อาจจะได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง ดังนั้น จึงไม่ควรออก กฎหมายมาเก็บภาษีประเภทใหม่ ควรเก็บของปัจจุบันให้ทั่วถึงก่อนจะดีกว่า
    3. คนไทยมีขนบธรรมเนียมเก็บทรัพย์สมบัติไว้ให้ลูกหลานอยู่แล้ว การออกกฎหมายภาษีมรดกจะเป็นการขัดต่อ ขนบธรรมเนียมปฏิบัติของไทย และเป็นเรื่องที่นักการเมืองไม่ต้องการยื่นมือเข้าไปเกี่ยวข้อง
    4. สมาชิกในรัฐบาลหลายคนเป็นผู้ที่มีฐานะดี การเสนอออกกฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษีมรดก ก็เท่ากับเป็นการสร้างภาระให้กับลูกหลานของพวกเขาเอง

      ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่สนับสนุนการคาดการณ์ของผมที่ว่า ประเทศไทยจะยังไม่มีการจัดเก็บภาษีมรดก ในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน

      ผมขอแนะนำข้อควรปฏิบัติในการยกมรดกให้ทายาทของคุณไว้ดังนี้

    1. “อย่ามั่วแต่เล่นซ่อนหา” การซ่อนเร้นทรัพย์สินหรือพินัยกรรมไว้ในที่ลึกลับเช่นที่เห็นในละครทีวี เป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว สำหรับศตวรรษนี้ คุณควรเปิดเผยฐานะการเงินแก่คนในครอบครัวอย่างน้อยก็แจ้งให้คู่สมรส และลูกๆ ที่โตแล้วทราบ เพื่อให้พวก เขารู้ว่าทรัพย์สมบัติเหล่านั้นอยู่ที่ไหน และพวกเขาจะได้รับอะไรบ้าง รวมทั้งจะจัดการกับทรัพย์สมบัติอย่างไร การทิ้งสมบัติก้อนโต เอาไว้ โดยไม่บอกให้ผู้รับมรดกทราบล่วงหน้า อาจทำให้พวกเขาช็อคและบางทีพวกเขาอาจมีปัญหาในการรับมือกับความร่ำรวยที่ เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
    2. “เก็บช้อนเงินช้อนทองของลูกคุณขึ้นหิ้งเสีย” การขาดประสบการณ์ในการดูแลทรัพย์สินบั่นทอนความสามารถของเขา ในการดูแลทรัพย์สิน จึงควรให้เริ่มรู้จักสินทรัพย์บางตัวตั้งแต่อายุยังน้อยนายรอส เปโรต์ อัครมหาเศรษฐีชาวเท็กซัส กล่าวไว้ว่า ถ้าลูกๆ ของคุณโตขึ้นมาบนกองเงินกองทอง และเสวยสุขราวกับเจ้าชายเจ้าหญิงนั่นหมายความว่า คุณกำลังนำความหายนะมาสู่พวกเขา
    3. “อย่ากลัวการทดลอง” พ่อแม่ควรกระตุ้นลูกของตนให้ทำงาน และให้เงินตอบแทนจำนวนหนึ่ง เพื่อให้พวกเขารู้สึกว่ามีคุณ คอยสนับสนุนเขาอยู่ และรู้จักค่าของเงิน
    4. “ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” การมอบเงินก้อนโตให้ลูกที่มีอายุเพียง 21 ปี ถือเป็นเรื่องไม่ควรทำอย่างยิ่ง พ่อแม่ที่รอบคอบ ควรมอบทรัพย์สินส่วนหนึ่งให้ลูกเมื่อพวกเขาอายุได้ 25-30 ปี และให้พวกเขา ทราบรายละเอียดทรัพย์สิน ส่วนใหญ่เมื่อมีอายุ 35 ปีขึ้นไป
    5. “มองการณ์ระยะใกล้” ในอดีตที่ผ่านมา คนเรามักจะเป็นห่วงไปถึงเด็กรุ่นหลาน หรือบางที ก็รุ่นเหลนไปโน่น มาถึงเดี๋ยวนี้ ถ้าคุณวางใจในตัวลูกของคุณก็จงปล่อยให้เขารับมรดกของคุณไปแล้วเขาจะตัดสินใจเองว่า จะแบ่งสมบัติให้ลูกๆ ของเขาอย่างไร กล่าวคือ ถ้าลูกเป็นคนดีเขาก็จะดูแลให้หลานเป็นคนดีได้
    6. “อบรมสั่งสอนลูกให้ดี ก่อนวางแผนแบ่งมรดก” ปัญหาที่มักจะเกิดในครอบครัวที่มั่งคั่งคือ พ่อแม่ละเลย การอบรมสั่งสอนลูกๆ แทนที่คุณจะให้เงินพวกเขาอย่างไม่อั้น คุณควรให้เวลากับลูกๆ ให้มาก เพราะความรักเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ที่พ่อแม่สามารถมอบให้ลูกๆ ได้ พยายามกอดลูกทุกวัน

ในการสร้างมูลค่าแก่ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ ผมมักแนะนำให้ลูกค้าของผมซื้อพันธบัตรและหุ้น มากกว่าการลงทุน ในที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์อื่นๆ เพราะว่าหลักทรัพย์มีสภาพคล่องมากกว่า สามารถเห็นค่าเพิ่มขึ้นได้เร็ว และที่สำคัญคือคุณไม่ต้องเสียภาษี เมื่อขายไป และไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนมาบุกรุกด้วย

เกี่ยวกับผู้เขียน

ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร

หลังจากจบการศึกษาโดยสอบได้เป็นที่ 1 ของโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์ ในปี พ..ศ 2507 ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร เริ่มต้นชีวิต การทำงานในฐานะพนักงานฝ่ายเอกสารขององค์การจัสแม็ก ปีถัดมาได้งานในรับตำแหน่งเลขานุการองค์การสหประชาชาติ UN-ESCAP ขณะเดียวกันก็ศึกษาต่อด้านนิติศาสตร์ และสำเร็จการศึกษาโดยได้รับเกียรตินิยมนิติศาสตร์บัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี 2512 ในปีเดียวกันนี้ทำงานเป็นทนายความที่สำนักทนายความเคิร์ควู้ด

ปี 2513 สอบเนติบัณฑิตไทยได้ และในปีถัดมาสำเร็จการศึกษาระดับนิติศาสตร์มหาบัณฑิต ณ มหาวิทยาลัย Harvard ในปีเดียวกันนี้หาประสบการณ์ในฐานะทนายความที่สำนักงาน Hale And Dorr บอสตัน สหรัฐอเมริกา จากนั้น เป็นทนายความและผู้จัดการบริษัทที่ปรึกษากฎมายสากลจำกัดและหัวหน้าฝ่ายภาษีอากรสำนักงาน เอส-จี-วี ณ ถลาง และในปี 2519 ย้ายไป Washington, D.C. เพื่อเข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษากฎหมายของธนาคารโลก และด้วยทุนอุดหนุนจากธนาคารโลก ท่านเข้าศึกษาต่อจนสำเร็จ นิติศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัย George Washington ในปี 2521 ก่อนที่จะกลับมารับตำแหน่งรองผู้ว่าการฝ่ายบริหารการปิโตรเลียมแห่ง ประเทศไทยในปีถัดมา

ในช่วง 20 ปี ( 2522-2543) ก่อนจะเข้ารับตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในปี 2544 ท่านเป็นที่ปรึกษากฎหมาย และภาษีอากรให้บริษัทกว่า 70 แห่ง

และล่าสุดในวัย 58 ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากฎหมายอิสระและที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน



 เครื่องมือการวางแผน
 วิธีหา Net Worth
 วิธีจัด Portfolio
 ค้นหากองทุนรวม
 Bond Calculator
 Saving Calculator
 วางแผนการเกษียนอายุ
 วางแผนประกันชีวิต
 วางแผนการศีกษา
 บริหารหนี้
 IBES Earnings
  Consensus
 Statement รวม
 อื่นๆ