M&W
• Retirement
Investment Planning
Funds' Corner
• College Planning
Insurance
Money Matters
Debt
Legal Clinic
Marriage & Divorce
Inheritance
Money Tales
Money for Money 
M&W Quiz
Property
M&W Family Finance
Money Matters
Debt
Legal Clinic
คำนึง บรรจงกิจ

ถ้ามีคนมาบอกว่า
“การทำประกันเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง”
คงมีหลายคนขมวดคิ้ว
เพราะไม่เคยมองภาพของประกันในแง่นั้น
ส่วนมากแล้วเรามักจะทำประกันเพื่อซื้อรำคาญ
เพื่อตอบแทนบุญคุณ ช่วยเพื่อน
หรือถูกบังคับตามกฎหมาย (ประกันรถยนต์)
แต่จริงๆ แล้ว การทำประกันถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม
เพราะอาจช่วยให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินที่ตั้งไว้
ถ้าถึงตอนนี้คิ้วคุณยังขมวดอยู่
เราลองมาทำความเข้าใจหลักการและพื้นฐานในการทำประกัน
ก่อนดีกว่านะครับ

 

การบริหารความเสี่ยงส่วนบุคคล (Personal Risk Management)

อย่าเพิ่งตกอกตกใจกับศัพท์หรูๆ อย่าเพิ่งหยิบยาแก้ปวดหัว การ บริหารความเสี่ยง (Risk Management) ที่เป็นพื้นฐานของการประกันภัยไม่ใช่เรื่องเข้าใจยากเลย พูดแบบย่อๆ ก็หมายถึงการหาวิธีป้องกัน ความเสี่ยง ที่จะนำความเสียหายมาสู่ชีวิตและทรัพย์สินของเราอย่างมีประสิทธิภาพ

คำขยายว่า “ของเรา” นี่แหละที่กลายมาเป็นศัพท์ทางเทคนิคว่าการ บริหารความเสี่ยงส่วนบุคคล หรือ Personal Risk Management ที่เรานึกกันไม่ค่อยออกว่าจะบริหารความเสี่ยงส่วนบุคคลที่ว่านี้ได้อย่างไร

หลักการง่ายๆ คือต้องเข้าใจว่าในชีวิตนี้ (ของเรา) จะต้องพบต้องเจอ ความเสี่ยงแบบใดบ้าง ระดับความรุนแรงมากน้อยเพียงไรและมีวิธีใดบ้าง ที่จะรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งขั้นตอนนี้มีศัพท์เฉพาะว่า “การวิเคราะห์ความเสี่ยง” (Risk Analysis) วิเคราะห์ได้ แล้วก็มาถึงขั้นที่สองคือ “การประเมินความเสี่ยง” (Risk Evaluation) โดยเราต้องประเมินทั้งสาเหตุ ที่ (อาจ) ทำให้เกิดเหตุ (ร้าย) และความสามารถรับมือกับเหตุ (ร้าย) ที่อาจเกิดขึ้นของเรา

เทคนิคการบริหารความเสี่ยง (ส่วนบุคคล)

เอาละ เมื่อผ่านสองขั้นตอนเบื้องต้น คือทั้งวิเคราะห์และประเมิน เรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงเทคนิคในการบริหารความเสี่ยงกันเลยนะครับ เริ่มต้นด้วย

 

การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
(Risk Avoidance)

คือ หลักพื้นฐานของการบริหารความเสี่ยงครับ อาจจะฟังดูกำปั้นทุบดินไปหน่อย แต่ก็ยากที่จะปฏิเสธใช่ไหม ละครับว่า การลดความเสี่ยงที่ดีที่สุด ก็คือการหลีกเลี่ยงสาเหตุของความเสี่ยง อย่างเช่น ลดโอกาสเสี่ยงในอุบัติเหตุรถชนด้วยการไม่ขับรถ (เสียเลย) หากตัวอย่างนี้ไม่เป็นที่พอใจ ผมยกตัวอย่างที่ปฏิบัติได้จริงก็ได้นะครับ นั่นคือ ลดโอกาสป่วยเป็นโรคมะเร็งปอดด้วยการเลิกสูบบุหรี่

การลดหรือควบคุมความเสี่ยง
(Risk Reduction or Damage Control)

วิธีนี้เน้นไปที่การลดโอกาส-ความถี่-ความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น ตัวอย่างที่ชัดเจนและใกล้ตัวที่สุด คือ ดื่ม (เหล้า) ไม่ขับ โทรไม่ขับ หรือจะละเอียดขึ้นไปอีกขั้น ก็อย่างเช่น เก็บสารไวไฟเอาไว้นอกบ้าน เพื่อลดโอกาสและความเสียหายจากเหตุไฟไหม้บ้านได้

การประคับประคองความเสี่ยง
(Risk Retention)

พูดตรงๆ ก็คือทำใจยอมรับความเสี่ยงที่เกิดจากสงคราม, การก่อการร้ายหรือการจราจล เพราะแม้แต่บริษัท ประกันเองยังไม่รับประกันความเสี่ยงประเภทนี้เลยนะครับ

การโอนถ่ายความเสี่ยง
(Risk Transfer)

โดยผลักภาระความเสี่ยงไปให้กับผู้อื่น และนี่ก็เป็นหลักอีกอย่างในการทำประกันภัยนั่นเอง เพราะผู้ซื้อประกันจะถ่ายโอนความเสี่ยงไปให้บุคคลที่สาม ซึ่งในที่นี้ก็คือ บริษัทรับประกันภัยผู้ซื้อประกัน(ยอม) จ่ายค่าเบี้ยประกัน ส่วนบริษัทรับประกันภัยเองก็อาจโอนภาระการรับประกันความเสี่ยงของลูกค้า (ผู้ซื้อประกัน) ไปให้บริษัทอื่น (อีกต่อหนึ่ง) ได้บ้างเป็นบางส่วน

ควรหรือไม่ควรซื้อประกัน

อาจมีคุณบางคนคิดไม่ตกว่าความเสี่ยงระดับไหนและ (หรือ) ความ เสี่ยงแบบใดที่ควรเสียเงินซื้อประกัน ในกรณีนี้ คงต้องหาอัตราส่วนมูลค่า ความเสี่ยงซึ่งผมมีสูตรการคำนวณมาฝากครับ

 

อัตราส่วนมูลค่าความเสี่ยง = มูลค่ารวมของสิ่งที่เสี่ยง / มูลค่าทรัพย์สินรวมทั้งหมด 

ตัวอย่างเช่น คุณมีบ้านมูลค่า 6 ล้านบาท มีทรัพย์สินรวมทั้งหมด 9 ล้านบาท อัตรามูลค่าความเสี่ยงของบ้านคือ 6:9 หรือเท่ากับ 2 ใน 3จัดว่ามากอยู่

หากเสียบ้านไปไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตามย่อมกระทบกับฐานะการเงิน ของคุณแน่นอน เพราะฉะนั้นกรณีนี้ทำประกันบ้านของคุณเถอะครับ นอกจากนี้การตัดสินใจว่าคุณควรทำประกันทรัพย์สินชิ้นใดสามารถ คำนวณได้ด้วยการหาอัตราส่วนมูลค่า ความเสี่ยงอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า “หลักการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่” (Large-loss Principle) ที่ควรคิดถึงในการทำ ประกันทรัพย์ประเภทนี้ คือ มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นหาใช่โอกาสปัจจัยและความถี่ที่เป็นสาเหตุของความเสี่ยง

ส่วนลด (Deductible) : ใครได้ประโยชน์?

คุณอาจสงสัยว่าทำไม ประกันบาง ประเภทจึงมีเงื่อนไขให้เราผู้ซื้อประกัน (ต้อง) จ่ายค่าเสียหายในส่วนแรกเอง

คำตอบก็คือ นี่เป็นการประสาน ประโยชน์ของสองฝ่ายสำหรับบริษัท ประกัน ข้อกำหนดนี้ถือเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินการกรณีที่เกิดอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย ส่วนเราผู้ซื้อก็จะได้ส่วนลดค่าเบี้ยประกัน โดยได้รับประโยชน์เท่าเดิม

ด้วยเหตุนี้เองที่ในการทำประกันภัยรถยนต์ ผู้ซื้อบางรายจึงเลือกซื้อประกันที่จ่ายค่าเสียหายส่วนแรก 5,000 บาท แทนที่จะเป็น 2,000 บาท แลกกับมูลค่าประกันที่เพิ่มขึ้นจาก 200,000 บาทต่อครั้งเป็น 400,000 บาท โดย เสียค่าเบี้ยประกันเท่าเดิม

พื้นฐานในเรื่องการประกันภัยที่คุยให้ฟังกันในครั้งนี้คงจะช่วยให้เข้าใจ ได้นะครับว่าจริงๆ แล้ว การประกันเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งที่คุณควรศึกษา กันอย่างถี่ถ้วน เพราะมีผลกระทบโดยตรงกับการบริหารการเงินส่วนตัว ของคุณได้นะครับ

เฉลี่ยภาระความเสี่ยง

อัคคีภัย อุบัติเหตุ โจรกรรม พิการ เสียชีวิต เรื่องร้ายๆ เหล่านี้ไม่มี ใครอยากให้เกิดกับตัวเองหรอกครับ แต่เราต่างก็รู้ดีว่ามีโอกาสมาก เหลือเกินที่เหตุร้ายเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับเรา (หรือคนที่เรารัก)

และโอกาสที่จะมีวันร้ายคืนร้ายที่เหตุร้ายมาเยือนชีวิตทุกคนได้ทุกเมื่อ นี่เองที่นำมาสู่หลักการพื้นฐานของการประกัน อีกข้อหนึ่งนั่นคือการเฉลี่ย ภาระความเสี่ยง ซึ่งจะช่วยลดภาระทางการเงินให้กับความเสียหายที่ เกิดขึ้นจากภัยต่างๆ โดยจะเฉลี่ยความเสี่ยงกันอยู่ในกลุ่มผู้ซื้อประกันตัวอย่างเช่น คนอายุ 35 ปี 1,000 คน ประกันชีวิตในวงเงิน 400,000 บาท ทุกคนตกลงจ่ายเงินคนละ 800 บาท เป็นเงินทุนเพื่อจ่ายให้กับญาติ ผู้ที่อาจเสียชีวิตในปีนี้ สมมติว่าอัตราการเสียชีวิตของคนอายุ 35 อยู่ที่ 2 จาก 1,000 คนก็เท่ากับว่าโอกาสที่กองทุนจะต้องจ่ายเงินเท่ากับ 800,000 บาทพอดี

การซื้อประกันด้วยเงินเพียง 800 บาท แทนที่จะเสีย (ทีเดียว) 400,000 บาท เมื่อเกิดเหตุซึ่งเท่ากับว่าลดภาระการเงินของเราเอง คุณ อาจแย้งว่าถ้าไม่มีเหตุร้ายก็ (ขาดทุน) เสียเงิน 800 บาท ไปเปล่าๆ แต่ถ้า เกิดเป็นไปในทางตรงข้ามล่ะ? ไม่เคยมีใครรู้มติของสวรรค์นะครับ ดังนั้น ในกรณีนี้เราควรมองในแง่บวกว่า การซื้อประกันถือเป็นการซื้อเกราะป้องกัน (ภัย) ความเสี่ยงให้ตัวเองยังไงละครับ



 เครื่องมือการวางแผน
 วิธีหา Net Worth
 วิธีจัด Portfolio
 ค้นหากองทุนรวม
 Bond Calculator
 Saving Calculator
 วางแผนการเกษียนอายุ
 วางแผนประกันชีวิต
 วางแผนการศีกษา
 บริหารหนี้
 IBES Earnings
  Consensus
 Statement รวม
 อื่นๆ