|
ปัญหาหนักอกของพ่อแม่ในยุคนี้อย่างหนึ่ง
คือ ทำอย่างไรลูกจึงจะเข้าใจ ฐานะการเงินที่แท้จริงของครอบครัว
ลูกจะได้ใช้เงินสมกับฐานะ ซึ่งนั่นถือ เป็นการแบ่งเบาภาระการเงินให้กับพ่อแม่ได้ทางหนึ่ง
ทางออกของปัญหานี้ไม่ยากเย็นอะไร
เพียงแต่เรื่องเงินเรื่องทองแบบนี้พ่อแม่พูด กับลูกได้
แต่ต้องมีเทคนิคอยู่บ้าง แรกสุดที่ต้องใส่ใจคือ ระมัดระวังปาก
(คำ) ของตัวเองเอาไว้ก่อน เพราะคุณต้องไม่ลืมว่าคำพูดของทั้งพ่อและแม่ไม่ว่าจะคุยกันเอง
พูดถึงคนอื่นหรือพูดกับลูก มีผลต่อทัศนคติที่จะเป็นตัวแปรสำคัญของนิสัยและพฤติกรรมทางการเงินในอนาคตของลูก
ช่วยให้พวกเขาเป็นคนมีวินัยในการใช้จ่าย รู้ค่า ไม่ตกเป็นทาสเงิน
แปลงค่าเป็นคำ
วันดีที่เจ้าตัวเล็กของคุณจะถามคุณเรื่องเงินๆ
ทองๆ จะมาถึงเมื่อไรก็ไม่รู้ (ละ) แต่เพื่อความไม่ประมาท
คุณควรเตรียมการรับมือเอาไว้จะดีว่า เพื่อรักษาโอกาสทอง
ในการสอนลูกให้รู้จักค่าของเงินเสียตั้งแต่ยังเป็นไม้อ่อน
ผมมีแบบฝึกหัดมา ให้ฝึกฝนครับ
คำเฉลย 1. ง 2. ค 3. ก
4. ก 5. ค 6. ง 7. ก
จากแบบฝึกหัดนี้คุณจะพบว่าเรื่องใดควรทำและเรื่องใดไม่ควรทำ
ดังนี้
- พูดความจริงกับลูก เช่น
อย่าหลอกว่าซื้อของให้ไม่ได้ ทั้งที่ไม่เกิน กำลัง (เงิน)
ของคุณ ที่สำคัญคือควรอธิบายให้ลูกเข้าใจว่าทำไม ไม่ควรซื้อต่างหาก
- เชื่อมโยงเงินเข้ากับความรับผิดชอบ
อย่าละเลยนะครับ ไม่อย่างนั้น ลูกจะขาดความรับผิดชอบเพราะ
(คิดว่า) คุณมีเงิน (?)
- ควรให้ลูกเข้าใจว่าคนเราต้องมีขีดจำกัดในการใช้เงิน
อย่าให้เงินลูก ใช่โดยไม่มีขีดจำกัดและเงื่อนไข
- อย่าปล่อยให้ลูกเข้าใจผิดเรื่องเงินโดยคิดง่ายๆ
ว่าเดี๋ยวลูกก็ลืม ไปเอง
- ตอบคำถามของลูกอย่างจริงจังและจริงใจ
อย่าทำให้ลูกรู้สึกว่า คำถามของเขาเปนเรื่องตลก ไร้สาระ
อายุเป็นมากกว่าตัวเลข
เมื่อมีเหตุให้ต้องพูดเรื่องเงินกับเจ้าตัวเล็กที่คุณควรคิดถึง
ก็คือ เจ้าตัวเล็กของคุณน่ะ อายุเท่าไรแล้ว คุณจะได้เลือกใช้คำ
ท่าทาง ได้เหมาะสมกับวุฒิภาวะของเจ้าตัวเล็กของคุณ
อายุต่ำกว่า 5 ขวบ
: เด็กวัยนี้ยังไม่เข้าใจเรื่องเงินๆ
ทองๆ แต่ก็สามารถรับความรู้สึกและ อ่านอารมณ์พ่อแม่ได้
สำหรับเด็กวัยนี้ น้ำเสียง, ท่าทาง และอารมณ์ สำคัญกว่าเนื้อหาที่คุณพูด
จริงอยู่เด็กสามขวบไม่สนใจจำนวนเงินใน ใบเสร็จค่าไฟของคุณ
แต่ลูกวัยนี้จับความ (รู้สึก) ได้ว่าค่าไฟที่คุณจ่าย ไปนั้นเขามีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย
เรื่องหนึ่งที่พ่อแม่คิดไม่ถึงคือ
การดูทีวีของลูก คุณควรควบคุมดูแล ไม่ให้ลูกก่อนวัยเรียนดูทีวีมากนัก
เพราะภาพที่เด็กเห็นจากโฆษณาจะกระตุ้นความต้องการซื้อของเด็กก่อนถึงเวลาอันควร
สำหรับเด็กวัยนี้ปัจจัยที่จำเป็นจริงๆ กับชีวิต คือ อาหาร
ความรัก และความอบอุ่นจาก พ่อแม่ แต่ภาพที่ลูกเห็นจากโฆษณาทีวีจะทำให้เด็กอยากมีอยากได้
สิ่งอื่นนอกเหนือไปจากปัจจัยที่จำเป็น
อย่าดูถูกว่าลูกยังเล็กหรือเป็นเด็กจะไปรู้อะไร
เพราะทั้งที่ไม่รู้ว่าใน ทีวีเขาขายอะไรกัน แต่เด็กก็จับความรู้สึกได้ว่า
น้ำอัดลม รถยนต์ เกม คอมพิวเตอร์เป็นของพิเศษ และหากสังเกตให้ดีก็จะพบว่าเด็กในบ้าน
ที่มีฐานะ (ทางการเงิน) ดี มักจะมีความต้องการของ (เล่น)
เร็ว และมากกว่าปกติ ความต้องการที่ถูกกระตุ้นจากสภาพแวดล้อม
(ทีวี) จะเปลี่ยนเป็นความต้องการอยากมีอยากได้ และออกฤทธิ์ออกเดชจน
พ่อแม่ต้องซื้อให้ในที่สุด
ที่คุณคงคิดไม่ถึงอีกเรื่องคือ
คุณสามารถสอนเรื่องการออมให้กับเด็กในวัยนี้ได้ เรามักจะลืมไปว่าพัฒนาการในเรื่องเหตุและผลของเรานั้นมีมาตั้งแต่เกิดและพัฒนาขึ้นตามอายุ
ถ้าสังเกตให้ดีคุณคงเคย เห็นเด็กสามขวบที่ภูมิใจกับจำนวนเหรียญที่เพิ่มขึ้นในกระปุก
(หมู) ออมสินของเขา ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเขาเข้าใจ เรื่องการออมเบื้องต้น
แล้วละครับ อายุ
6-12 ปี : สำหรับวัยนี้การจำกัดการดูโฆษณาทีวีอาจผ่อนปรนได้
แต่ก็ไม่ควร ปล่อยให้ลูกเกาะติดอยู่หน้าจอ แต่ที่น่าเป็นห่วงสำหรับเด็กวัยนี้คือ
การซื้อ เด็กวัยนี้เริ่มอยากซื้อของกันแล้ว ซึ่งในทางบวกนี่ก็น่าจะเป็น
ช่วงเวลาที่ดีสำหรับพ่อแม่ที่จะสอนลูกในเรื่องการใช้จ่าย
กับเด็กวัยนี้ คุณสามารถตั้งกฎหรือตั้งงบให้ลูกเพื่อซื้อของที่เขา
ต้องการเป็นเดือนๆ ไป ซึ่งในช่วงแรกๆ ลูกมักจะซื้อของที่เขาชอบหรือ
เห็นเป็นครั้งแรกจนหมดงบ (ที่ตั้งไว้) คุณต้องทำใจปล่อยไป
เพราะนี่คือบทเรียนบทแรกที่คุณจะได้สอนเทคนิคการซื้อของให้กับเขาวิธีนี้
ควรใช้ตั้งแต่ลูกยังเล็ก คุณจะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกับแกตอนโตยังไงละครับ
แล้วคุณจะแปลกใจเมื่อพบว่าแม้จะอายุเพียง
8 ขวบเจ้าตัวเล็ก ของคุณก็สามารถบริหารเงินค่าขนมของเขาได้
แถมยังรู้จักซื้อของ อีกด้วย เพราะเขาเลือกซื้อของตามลำดับความความสำคัญของตัว
เลือก แต่การจะทำได้เช่นนี้คุณต้องยอมให้เขาลองผิดลองถูกสักสอง
สามครั้งก่อนนะครับ
ที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างหนึ่งสำหรับเด็กวัยนี้
คือพวกเขามักเปรียบ และเทียบตัวเองกับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่โรงเรียน
คนข้างบ้าน ไม่เว้นแม้กับพี่กับน้อง ดังนั้นเจ้าตัวเล็กในวัยนี้อาจมาหาคุณพร้อมกับคำถามแปลกๆ
ที่กวนโมโหคุณ อย่างเช่น
| พ่อครับ
ทำไมบ้านโน้นมีรถสองคัน
แม่ขา ทำไมบ้านเราหลังเล็กกว่าใครๆ
ในซอย
ทำไม พี่ถึงได้เงินค่าขนมมากกว่าหนู
|
 |
คุณคงต้องทำใจให้ได้ว่า นี่คือคำถามที่เกิดจากความสงสัย
(โดย สุจริต) แล้วถือโอกาสอธิบายขยายความให้เจ้าตัวปัญหารู้ถึงคุณค่าของ
สิ่งที่มีอยู่ เหตุผลในการเลือกซื้อ และความเหนื่อยยากของคุณที่ทำให้มี
สิ่งเหล่านี้ อายุ
13-18 ปี : วัยนี้สำคัญมาก
คุณควรสอนลูกให้มีความรับผิดชอบในเรื่องเงิน สอนให้เขารู้จักใช้รู้จักจ่ายและรู้จักเก็บออม
สอนให้รู้ค่าของเงินและสิ่งของ ให้เขารู้จักคำว่า
แพงเกินไป เสียบ้าง
การสอนเรื่องการใช้จ่ายเด็กในวัยนี้
ต้องตั้งงบประมาณให้เขา แล้ว ทำใจไว้เลยว่าเรื่องที่ง่ายของคุณจะกลายเป็นเรื่องยากมากถึงมากที่สุด
ของลูก เพราะเด็กส่วนมากรู้จักแต่เพียงราคา แต่ไม่รู้
(จัก) ค่าของ สิ่งของ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมักจะเกิดกับเด็กที่มีฐานะดี
เด็กพวกนี้ไม่เพียงไม่รู้สึกรู้สมกับงบประมาณรายปีที่ควรจะบริหาร
เท่านั้น แต่ยังไม่คำนึงถึงงบในการซื้อของแต่ละชิ้นด้วย
มีหลายวิธีที่สามารถใช้อบรมลูกวัยรุ่นให้รู้จักรับผิดชอบเรื่องเงิน
ได้อย่างเป็นรูปธรรมทั้งส่วนของการจ่ายและการออม โดยคุณอาจเปิด
บัญชีเงินฝากให้เก็บเงินค่าขนม และให้เขาควบคุมเงินในบัญชีเองหรือ
ให้ลูกถือบัตรเครดิตที่มีวงเงินจำกัด จะได้หัดควบคุมงบประมาณ
ค่าใช้จ่ายบ้าง
เด็กอายุ 13 เรียนรู้วิธีบริหารการเงินได้แล้ว
ทั้งในส่วนของการ จ่ายและออม แรกๆ อาจจะสับสนบ้าง คุณควรปล่อยให้เขาได้เรียนด้วยตัวเอง
โดยคุณควรค่อยๆ ขยายเวลา และเพิ่มงบประมาณค่าใช้จ่าย จากสัปดาห์
เป็นเดือน หรืออาจจะทั้งปีก็ได้
และสุดท้าย คุณควรให้ลูกมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกซื้อ
ของใช้ราคาแพงในบ้านอย่างตู้เย็น ทีวี เครื่องเสียงหรือกระทั่งรถคันใหม่
การเปิดโอกาสให้ลูกช่วยเลือกและร่วมพิจารณาทั้งคุณภาพ
และราคา จะทำให้ลูกรู้จักรับผิดชอบของที่ซื้อมาใช้รวมกันและเป็น
โอกาสที่คุณจะได้พูดคุยกับพวกเขาอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องเงินๆ
ทองๆ ด้วยนะครับ
และนี่คือหลักเกณฑ์เบื้องต้นในการฝึกวินัยทางการเงินให้กับลูก
ฝึกกันตั้งแต่ยังเป็นไม้อ่อนดีกว่านะครับ
เพราะไม้แก่น่ะ ดัดยาก
|